ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 นัดฟังคำพิพากษา กรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังฝึกเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2566

วันที่ 18 ธันวาคม 2568  เวลา 09.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ปท 1/2566  พนักงานอัยการ (โจทก์) สั่งฟ้องครูฝึกทหารสองนาย (จำเลย) ในข้อหาร่วมกันกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรณีกระทำให้พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ที่ค่ายเม็งรายมหาราช เมื่อปี 2566 

นับเป็นเวลาเกือบ 2 ปี หลังจากที่คดีของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต้องผ่านอุปสรรคระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการที่ครูฝึกสองนาย (จำเลย) พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของทหารไว้โดยเฉพาะ  แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากและมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192 แต่จำเลยทั้งสองยืนยันว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร จึงยื่นคำร้องขอศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยและส่งเรื่องให้คณะกรรมการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลพิจารณาเรื่องดังกล่าว 

ในขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีความเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน และส่งคำร้องนี้ไปยังศาลทหาร เพื่อให้ศาลทหารพิจารณาถึงเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ทว่าต่อมาศาลทหารมีความเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร เมื่อความเห็นของทั้ง 2 ศาลไม่ตรงกัน จึงต้องส่งเรื่องดังกล่าวไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาลฯ เห็นว่าคดีของพลทหารกิตติธรนี้ อยู่ในเขตอำนาจของศาลพลเรือน ความเห็นของคณะกรรมการฯ จึงถือเป็นที่สุด

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 โจทก์ร่วมทั้งสองได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ  เพื่อขอให้ศาลพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองโดยละเอียด โดยโจทก์ร่วมทั้งสองได้แถลงถึงความหนักแน่นมั่นคงของพยานหลักฐานที่นำสืบพยานในศาล และมีข้อเท็จจริงที่ยืนยันและพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ร่วมกันกระทำการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบและวินัยทางทหาร จนกระทั่งส่งผลถึงชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานหนัก

พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/66 ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โดยพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องครูฝึกสองนาย ในคดีหมายเลขดำที่ ปท. 1/2566 ข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  นับเป็นคดีแรกที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ทว่าคดีนี้กลับใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าศาลจะมีคำพิพากษา

การเสียชีวิตของพลทหารกิตติธรไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวเท่านั้น แต่ในระหว่างที่คดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นไปอย่างล่าช้า ได้สร้างผลกระทบให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ทั้งการสูญเสียรายได้เนื่องจากต้องหยุดงานมาติดตามฟังความคืบหน้าของคดี ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังต้องใช้เวลามากมายเพื่อติดตามคดี ที่บางครั้งก็ถูกเลื่อนนัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คดีนี้จึงไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของพลทหารคนหนึ่งเท่านั้น แต่ผลกระทบนั้นได้กระจายออกไปสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้อาจเป็นหนึ่งในบรรทัดฐานที่สำคัญในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุอย่างจริงจัง รวมถึงเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญในการช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เสียหาย อาทิ ทหารชั้นผู้น้อยที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้บังคับบัญชา และไร้ซึ่งอำนาจต่อรองในการเรียกร้องต่อสู้หาความเป็นธรรมให้กับตนเอง ผ่านการใช้กลไกตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

 ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนติดตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 เพื่อให้มั่นใจว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรม สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และนำไปสู่การยุติการทรมานและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในที่สุด

Author