ครอบครัวพลทหารวรปรัชญ์แจ้งความเอาผิดผู้บังคับบัญชา  ตาม พ.ร.บ.ทรมานฯ กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์จนเสียชีวิตในค่าย

จากกรณีที่สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับแจ้งจากครอบครัวพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ว่าเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางครอบครัวได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ฝึกประจำหน่วยและผู้ช่วยผู้ฝึกประจำหน่วยฝึก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาการฝึกทหารของค่ายนวมินทราชินี และทราบว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์  แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับการกระทำผิด จนเป็นเหตุให้พลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิต ครอบครัวจึงดำเนินการร้องทุกข์เอาผิดผู้บังคับบัญชาทั้งสองในฐานความผิดตามมาตรา 42 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จะกระทำหรือได้กระทำความผิด แต่ไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับ ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้” ที่ สภ.เมืองชลบุรี รับคำร้องทุกข์ไว้ ในคดีอาญาที่ 749/2568 

ต่อมาเมื่อวันที่  19 ตุลาคม 2568 ทนายความได้ทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อขอให้พนักงานอัยการติดตามความคืบหน้าของคดีและขอให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์  โดยวันที่ 24 ตุลาคม 2568 สำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ได้มีหนังสือแจ้งความคืบหน้ามาว่า “คดีนี้อัยการจังหวัดชลบุรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการในสังกัดเป็นคณะทำงานตรวจสอบและกำกับการสอบสวนคดีนี้แล้ว”

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เกิดเหตุครูฝึกและผู้ช่วยได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งหน่วยฝึกได้ส่งตัวพลทหารวรปรัชญ์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ. ชลบุรี และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งในวันที่ 2 สิงหาคม 2567พลทหารวรปรัชญ์ ได้เสียชีวิตลง จากนั้นครอบครัวของผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อขอให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด  ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ในที่สุด 

คดีนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย จำนวนกว่า 40 ปาก เมื่อเดือนเมษายน 2568 และได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 13 คน ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษครูฝึกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ปี จำเลยที่ 2 จำนวน 15 ปี และผู้ช่วยครูฝึก จำเลยที่ 3 – 13  จำนวน 10 ปี ฐานกระทำความผิดตามมาตรา 5 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ… ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน” แต่ไม่มีการดำเนินคดีต่อผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ ต้องร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยทำให้เกิดเหตุการณ์การสูญเสียเกิดขึ้น

ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลาการเกณฑ์และฝึกทหาร และแม้จะมีมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรง แต่ก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ได้ สาเหตุหนึ่งมาจากเพิกเฉยต่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในค่ายทหาร เพราะฉะนั้น การแจ้งความเอาผิดผู้บังคับบัญชาในกรณีนี้จึงอาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่กองทัพ ในแง่ความรับผิดรับชอบ การยุติการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งจะนำไปสู่การยุติปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหารได้ในที่สุด

Author