คงจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากจะกล่าวว่าสังคมไทยคุ้นเคยและเคยชินกับกรณีเจ้าหน้าที่ใช้วิธีการ “ซ้อม” เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพมานาน แต่เป็นในแบบ “เรื่องเล่า” ที่ผู้ร้ายปากแข็งต้องถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้คายคำสารภาพ ยิ่งเมื่อการเป็นผู้ต้องหาเท่ากับเป็นผู้กระทำความผิด สังคมก็ยิ่งพร้อมจะมองข้าม และปล่อยให้การใช้ความรุนแรงดำเนินต่อไปเพื่อเป็นการลงโทษคนร้าย จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต ถูกเผยแพร่ในสื่ออย่างกว้างขวาง และทำให้สังคมไทยตระหนักได้ว่า นี่คือการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และไม่ควรมีใครถูกกระทำเช่นนี้ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ต้องหาก็ตาม

อีกกรณีที่มักเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยได้เสมอ คือการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลเกณฑ์ทหารแทบทุกปี ด้วยเหตุที่เรียกว่า “การธำรงวินัย” แต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้ว่าเหตุใดจึงเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นบ่อยครั้ง และไม่มีทีท่าจะยุติลง ซ้ำร้ายเมื่อไม่นานมานี้ ยังเกิดกรณีการเสียชีวิตของพลทหารราเชน ยวามื่อ จากการแขวนคอในค่ายที่ จ. พิษณุโลก หลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหารผลัดสองไม่ถึง 10 วัน ทว่ากองทัพกลับให้ข้อมูลว่าพลทหารคนดังกล่าวมีอาการทางจิตเวช และยืนยันว่าเขาเป็นผู้ปลิดชีพตัวเอง ความตลกร้ายก็คือ กรณีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
“เกิดอะไรขึ้นในห้องเล็กๆ นั่น?” เป็นคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากหน่วยงานรัฐ มีเพียงร่างไร้วิญญาณ หรือผู้รอดชีวิตที่บอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจที่เป็นหลักฐานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น และหนึ่งในผู้ที่ถามคำถามนี้คือ “พรพิมล มุกขุนทด” ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้ทำงานใกล้ชิดกับกรณีทรมานหลายกรณี รวมทั้งเป็นหนึ่งใน “ผู้ทดสอบระบบ” พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่เพิ่งบังคับใช้ได้เพียง 2 ปี และยังมีข้อท้าทายและสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมากมาย
ออกเดินทางบนเส้นทางคดีซ้อมทรมาน
ขณะที่หนุ่มสาวหลายคนเลือกเรียนนิติศาสตร์ด้วยความใฝ่ฝันที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม พรพิมลกลับเริ่มต้นเดินบนเส้นทางนี้โดยยังไม่รู้ว่าปลายทางของเธอคืออะไร โดยเฉพาะในหลักสูตรนิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชน ที่เธอยอมรับว่ามีความรู้เป็นศูนย์ จนกระทั่งในปีที่ 3 ก็เริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างการเรียนนิติศาสตร์ทั่วไป กับวิชาเอกสิทธิมนุษยชน
“ปีสามนี่แหละที่รู้สึกว่านิติศาสตร์สอนให้เราอยู่กับระบบ อยู่กับมาตรา ให้เป็นไปตามนั้น แต่ตัวศิลปศาสตร์ที่เราเรียนเอกสิทธิมนุษยชน จะสอนเรื่องสังคม การเมืองและสิทธิมนุษยชนไปด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามกับระบบว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นจริงไหม เพราะอะไร ทำไมต้องเป็นแบบนั้น มันเป็นการเรียนที่ขัดกัน ทำให้เรานั่งวิเคราะห์ว่าอันไหนจริง ไม่จริง อันไหนสร้างขึ้น หรืออันไหนสร้างขึ้นเพราะอะไร ด้วยเหตุผลอะไร ด้วยปัจจัยอะไร เรากลายเป็นคนไม่เชื่อเรื่องอะไรเลย เรารู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนได้ตามความรู้ และข้อมูลที่เราได้รับ ก็เลยกลายเป็นว่าทุกอย่างที่เรารับรู้ในชีวิตเรา ถูกตั้งคำถามหมดเลย”
พรพิมลก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเป็นครั้งแรกในฐานะอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมความสนใจส่วนตัวในประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ ชีวิต สังคม และกฎหมายอาญา และคดีแรกที่เธอได้เข้ามามีส่วนร่วมในทีมทนายความคือ คดีซ้อมทรมานฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เมื่อ พ.ศ. 2552 ซึ่งขณะนั้นฤทธิรงค์ยังเป็นเยาวชน และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ขโมยทอง ทั้งที่เขายืนยันว่าไม่ได้ขโมยทองไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของพรพิมลไปตลอดกาล คือตอนที่ศาลขอให้ฤทธิรงค์ให้อภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนที่ลงมือทรมานเขา ด้วยเหตุผลว่าทั้งสองมีอาชีพการงานที่ต้องไปต่อ และสำทับว่าการให้อภัยเป็นทานอันยิ่งใหญ่
“ตอนนั้นเราเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ เราแอบรู้สึกว่าเรายังอยากเป็นผู้พิพากษาอยู่ ยังมีความคิดว่าสักวันหนึ่งถ้าเรียนเนติฯ ผ่าน ก็คงอยากจะสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาดู แต่เจอวันนั้น มันพีคมาก ทำไมเราต้องมาให้อภัยกับเรื่องพวกนี้ แทนที่ศาลจะบอกเจ้าหน้าที่ว่า ‘ขอโทษเขาก่อนสิ แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นก่อนสิ’ แต่มันไม่มีเลย ไม่มีคำนี้ออกมา มีแต่บอกว่าการให้อภัยเป็นทานอันยิ่งใหญ่”

“เราเชื่อมาตลอดว่าศาลนี่แหละเป็นกลไกสำคัญที่จะให้ความเป็นธรรมกับเขาได้ แต่หลังจากนั้นคือ ศาลก็เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เขาสยบยอม ไม่ไปต่อ การเป็นศาลตอนนั้นก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางชีวิตแล้วตั้งแต่นั้น บวกกับพอเริ่มไปศาลบ่อยๆ ก็เจอคนในกระบวนการยุติธรรมที่มีท่าทีลักษณะนี้กับประชาชนหลายกรณีมาก อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราไม่อยากเป็นศาลแล้ว”
สำหรับคดีของฤทธิรงค์ พรพิมลเข้ามามีส่วนร่วมภายหลังจากที่มีการสอบข้อเท็จจริงและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคดีเรียบร้อยแล้ว ทว่าในคดีต่อมา เธอได้มีบทบาทในทีมทนายความตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ และคดีนี้ก็กลายเป็นพิมพ์เขียวในการทำงานเป็นทนายความของพรพิมลในเวลาต่อมา นั่นคือคดีเยาวชนสามคนถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพที่ อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ เพราะไม่เพียงแต่ต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างละเอียดเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคและแรงกดดันมากมาย
“เวลาที่ต้องสู้ให้กับผู้เสียหายที่ตกเป็นจำเลย ถ้าเราสู้ให้เขาไม่ชนะ เขาจะเข้าคุกทันที แล้วยิ่งเป็นคนที่ไม่มีเงิน การจะทำเรื่องประกันตัวสำหรับเขายากมาก ต้องไปหาเงิน หาที่ดินมาประกันตัว มันก็เลยมีความกดดันว่า ถ้าศาลชั้นต้นไม่ชนะ เข้าคุกแน่นอน ศาลอุทธรณ์ไม่ชนะ มันจะเป็นการเอาผู้บริสุทธิ์เข้าเรือนจำ กดดันกันมากกับทีมทนาย ลงพื้นที่ หาพยานหลักฐานทุกอย่างที่จะมายืนยันว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในครั้งนี้”
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง และนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พรพิมลได้เห็นน้ำตาของญาติผู้เสียหาย ซึ่งภาพนั้นมีผลต่อความรู้สึกของพรพิมลอย่างมาก
“จำได้ว่าหลังจากศาลชั้นต้นตัดสิน เขาก็พาจำเลยเข้าไปห้องขังข้างล่างเลย เราก็ต้องเตรียมเรื่องประกันตัว วันนั้นประสานหลายเรื่องมาก เราปล่อยให้ตัวเองอยู่ในความรู้สึกนั้นนานไม่ได้ ก็ต้องขุดตัวเองขึ้นมายื่นคำร้อง เพื่อให้เขาออกวันนั้นให้ได้ สรุปเคสนั้นได้ออกมาตอน 6 โมงเย็น แต่แค่รู้สึกว่ามันไม่ควรต้องมีใครเข้าห้องขังไปก่อนที่จะมีคำพิพากษา ก็เลยเป็นเคสแรกๆ ที่ตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมเยอะมากว่าทำไมต้องเอาคนที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปอยู่ในห้องขังเลย”
คดีซ้อมทรมานเยาวชนสามคนดังกล่าวจบลงที่การอุทธรณ์ โดยพรพิมลรับหน้าที่ประสานงานเรื่องยื่นเอกสาร ตลอดจนเดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่หัวหินเพียงลำพัง
“เราต้องเตรียมร่างคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย เพราะไม่รู้ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องเอาเขาออกจากคุกหรือเรือนจำให้ได้ วันนั้นเรานั่งเขียนคำร้องที่ทะเลหัวหิน ตั้งใจมาก แล้วก็ไปศาล ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ทั้งสามคนไม่มีความผิด มีเสียงคนโล่งน่ะ เรารับรู้ได้ว่าความอิสระ ความโล่งใจมันดีมาก ที่ผ่านมาเขากดดันกันมากนะ ตลอดการเดินทาง กว่าจะขึ้นสู่ศาล เขากดดันมากว่าจะทำอย่างไรให้ลูกเขาปลอดภัย รอด ไม่มีคดีติดตัว เพราะว่าไม่ได้ไปทำจริง ตอนนั้นก็รู้เลยว่าความยุติธรรมมันมีนะ แล้วก็ทำให้เราโล่งไปด้วย เอกสารที่ทำมาวันนั้น โยนเลย ไม่ต้องใช้แล้ว โคตรมีความสุข”
“หลังจากเราผ่านเคสนั้นมาได้ เราจะบอกทุกคนเลยว่า ถ้าไปเจอตำรวจ ต้องทำอะไรบ้าง ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราจะบอกทุกคนในบ้านว่า ถ้าเจอตำรวจ โทรหาเราเลย เราอาจจะมีอคติ รู้สึกว่าเราปล่อยให้คนในบ้านไปเจอเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ติดคุก แบบนั้นไม่ได้จริงๆ ก็เลยบอกตลอดว่าอย่าละเลยกับเรื่องแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม พรพิมลยอมรับว่าเธอรู้สึกผิดหวังเมื่อสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสนามการทำงานจริงนั้นขัดแย้งกับหลักการที่ถูกพร่ำสอนมาในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง
“เราคุยกับพี่ที่เขาทำงานมาก่อน ว่าจัดการยังไงเวลารู้สึกผิดหวังกับระบบ กับคนในระบบ เขาก็จะบอกเราว่าทำหน้าที่ตัวเองก็พอ ส่วนที่เหลือมันไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว มันเป็นเรื่องระบบ เป็นเรื่องคน เป็นเรื่องโครงสร้างที่เราจะไปพลิกหน้ากระดานครั้งเดียวโดยตัวเราคนเดียวมันคงไม่ได้ มันต้องค่อยๆ เก็บรายละเอียดแล้วค่อยๆ ทำไปทีละเรื่อง เขาไม่ได้คาดหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงตอนนั้น แต่ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็เห็น แต่ถามว่ามีช่วงที่รู้สึกดาวน์ไปเลยไหม ผิดหวังจนทำอะไรต่อไม่ได้เลย มีเหมือนกัน แต่ด้วยการงานที่ทำอยู่ มันต้องขุดตัวเองขึ้นมา เพราะว่ามีงานอื่นรออยู่ ก็ต้องกลับมาทำ”
การทรมาน: การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแยบยลโดยรัฐ
หลายปีผ่านไป นับจากการเป็นผู้ช่วยทนายความในคดีทรมาน พรพิมลเติบโตเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน และยังคงทำงานในมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งในภายหลังก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่รณรงค์ยุติการทรมานและการบังคับสูญหาย ผ่านการผลักดันการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงดังกล่าว
“คดีทรมานให้รับสารภาพโดยตำรวจ กับคดีทำร้ายร่างกายในค่ายทหาร มันคล้ายกันอย่างหนึ่งคือคนที่กระทำเป็นคนมีอำนาจ ทำในที่ปิดลับ และมีความเชี่ยวชาญในการอำพรางหลักฐาน” พรพิมลเริ่มเล่าถึงรูปแบบทั่วไปของการทรมานที่เกิดขึ้นในสังคมไทย หลังจากที่เธอทำงานเกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้มานานถึง 7 ปี ซึ่งวิธีการทรมานก็มีวิวัฒนาการ จากการทำร้ายร่างกายจนเกิดร่องรอยบาดแผล สู่วิธีการที่แยบยลขึ้น เพื่อเลี่ยงการเอาผิดทางกฎหมาย เช่น การใช้ถุงคลุมศีรษะ เพื่อให้หายใจไม่ออก แต่ไม่มีบาดแผลตามร่างกาย เป็นต้น
พรพิมลอธิบายว่า โดยทั่วไป กรณีทรมานที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้อง มักมีเงื่อนไขทางกฎหมายบีบบังคับ เช่น การพยายามปิดคดีให้เร็วที่สุดตามนโยบายของเบื้องบน นั่นหมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องรีบดำเนินการซักพยาน ทำสำนวนคดี และนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยเร็ว และการจะได้มาซึ่งคำรับสารภาพ วิธีการที่เชื่อว่าเร็วที่สุดคือการซ้อมทรมาน
“มันมีคำหนึ่งที่ตำรวจบอกว่า ‘ถ้าเราไม่ซ้อม เขาก็ไม่รับ’ มันกลายเป็นว่าเขาเชื่อไปแล้วว่ามันทำได้ เพื่อให้คนผิดรับสารภาพ ก็เลยเปิดโลกเราว่าจริงๆ แล้วเขาเชื่อว่าต้องทำ ถ้าไม่ทำก็จับคนผิดไม่ได้ แล้วแทบจะหลายๆ คดีที่ทำกับตำรวจ เขาก็จะบอกว่ามันก็ต้องลงไม้ลงมือกันบ้าง”
ขณะที่เป้าหมายในการทรมานของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือคำรับสารภาพ แต่การทรมานในค่ายทหารนั้นมีเป้าหมายแตกต่างออกไป พรพิมลอธิบายว่า
“การทรมานในค่ายมันคือการใช้อำนาจ มีการลงโทษ แต่วิธีการกระทำส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องของความสะใจ อำนาจนิยม หรือเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อให้คนอยู่ในร่องในรอย ไม่ท้าทายระบบ ไม่ตั้งคำถาม รู้สึกว่าวิธีการในค่ายจะเป็นการสั่งให้คุณสยบยอมต่อคำสั่งและระเบียบ”

พรพิมลกล่าวว่า กรณีการเสียชีวิตในค่ายทหารเป็นกรณีที่ยากและท้าทาย เนื่องจากการจะเข้าถึงข้อมูลและพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการทรมานหรือทำร้ายร่างกายต้องใช้เวลานาน และที่ร้ายที่สุดคือเราจะรู้ว่ามีการทรมานเกิดขึ้นในค่ายทหารก็ต่อเมื่อผู้ถูกกระทำทรมานเสียชีวิตแล้ว
“การเสียชีวิตในค่ายมันต่างจากการเสียชีวิตข้างนอกก็คือ ถ้าเสียชีวิตข้างนอก ประชาชนต้องรับรู้ เรียกให้มีการกันพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บพยานหลักฐาน แต่ในค่าย เหมือนมันเป็นพื้นที่ควบคุมของเขาโดยเฉพาะ ใครจะสั่งให้จัดการสถานที่เกิดเหตุอย่างไรก็ได้ มันโหดกว่า และมันยากกับคนทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเรามาก กว่าจะลงพื้นที่ได้ กว่าจะเก็บข้อมูล หาพยานหลักฐาน ต้องใช้กลไกอื่น เราเข้าไปก็ไม่ได้อีก ต้องให้ตำรวจ อัยการ หรือใช้กลไก กมธ. เรียกดูหลักฐาน ซึ่งมันก็ต้องใช้ระยะเวลาอีก”
นอกจากการเก็บรวบรวมหลักฐานแล้ว ความยากอีกประการหนึ่งคือการสอบข้อเท็จจริงจากพยานในที่เกิดเหตุ เนื่องจากประจักษ์พยานส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ที่ต้องกลับไปฝึกกับครูฝึกที่เป็นผู้ก่อเหตุ จึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เมื่อไม่มีหลักฐาน ไม่มีประจักษ์พยาน หรือแม้กระทั่งภาพจากกล้องวงจรปิดที่มักจะเสียทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย การนำกรณีทรมานในค่ายทหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นเรื่องยากกว่าเดิม
“หลายเคสที่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต แล้วถูกส่งออกมานอกค่าย ถึงจะได้เก็บข้อมูล แล้วก็รวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเนื้อตัวร่างกาย หรือว่าสภาพศพ ที่จะเป็นสิ่งที่พอจะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อจะพิสูจน์ว่าเขาโดนกระทำอย่างไรบ้าง” พรพิมลกล่าว
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
โอกาสสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานของพรพิมลเกี่ยวกับคดีทรมาน คือประสบการณ์การทำงานในคดีทรมานทั้งก่อนและหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีวิธีการและความท้าทายที่แตกต่างกันออกไป
ในยุคที่ยังไม่มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อุปสรรคสำคัญคือผู้กระทำการทรมานมักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุขึ้น ผู้เสียหายต้องไปแจ้งความกับตำรวจในท้องที่ตามที่กฎหมายกำหนด และผู้ที่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทว่าส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่นี่แหละที่เป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้เสียหายและครอบครัวเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ อุปสรรคที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ยังไม่มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ คือการขาดพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดหรือบันทึกต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคำให้การของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ระบุว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวเสียชีวิตเอง เช่น ลื่นล้มในห้องน้ำเอง หรือดื่มน้ำมากเกินไปจนเสียชีวิตเอง เช่น กรณีการเสียชีวิตของอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่หมดสติขณะถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ. ปัตตานี และเสียชีวิตลงหลังจากรักษาตัวในห้องไอซียูนานกว่า 1 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2562 โดยเจ้าหน้าที่ของกองทัพให้การว่าอับดุลเลาะล้มในห้องน้ำ
“หลักฐานที่มีน้ำหนักคือพวกกล้องวงจรปิด บันทึกทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่พอเป็นเคสในค่ายทหาร ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะพิสูจน์ได้ว่าในห้องนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนว่าเคสอับดุลเลาะมีแค่เรื่องเขาล้มในห้องน้ำ ที่เป็นข้อเท็จจริงและมีร่องรอยตามเนื้อตัวร่างกายของเขา แต่การล้มในครั้งนั้นมันเป็นสาเหตุให้เขาตายเลยเหรอ ก็เป็นการตั้งคำถามของพวกเรา และเคสนั้นก็ยังเป็นคำถามสำหรับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น

อย่างไรก็ตาม ความหวังในการคลี่คลายและป้องกันคดีทรมานก็เกิดขึ้น เมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เมื่อต้น พ.ศ. 2566 โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน ได้แก่ การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องบันทึกภาพและเสียงระหว่างการจับกุมและควบคุมตัวอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัว เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย การแจ้งให้พนักงานอัยการและฝ่ายปกครองทราบทันทีที่มีการจับคุมและควบคุมตัว รวมถึงการกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา และการเอาผิดผู้บังคับบัญชา เป็นต้น
“เมื่อ พ.ร.บ. บังคับใช้ ถ้ามีเคสเกิดขึ้นที่ไหน ผู้เสียหายหรือผู้ที่ได้รับรู้ข้อมูลก็สามารถไปแจ้งได้หลายหน่วยงานเลย ไม่ใช่แค่ตำรวจ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งตำรวจแล้ว ไปแจ้งอัยการได้ แจ้งกรมการปกครองได้ แจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ ไม่ต้องรอให้ตำรวจมาดำเนินการ และทั้ง 4 หน่วยงานจะตรวจสอบการทำงานของกันและกัน มันคือการถ่วงดุลอำนาจ ไม่ได้มีแค่ตำรวจที่เข้าถึงพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุได้แล้ว”
ข้อดีอีกประการหนึ่งของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่บันทึกภาพจากกล้องประจำตัว เนื่องจากที่ผ่านมา การทรมานมักจะเกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ และหลายครั้งมักจะมีการพาตัวผู้เสียหายไปยังสถานที่อื่น เช่น เซฟเฮ้าส์ และมีการทำร้ายร่างกาย ก่อนที่จะส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน ภาพจากกล้องที่บันทึกจะเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำร้ายร่างกายผู้ที่ถูกควบคุมตัวจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งตัวผู้ถูกควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์มีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้การทรมานเกิดขึ้นหรือบานปลาย โดยกำหนดให้ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งหน่วยงานรัฐที่อยู่ใกล้เคียงเข้ามาตรวจสอบหรือยุติเหตุการณ์นั้นได้ด้วยตัวเอง
พรพิมลตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 2 ปี ที่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับตัวบทกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ในการร้องเรียน แจ้งความ เก็บข้อมูลและหลักฐาน ก็ช่วยให้การทำงานของทนายความง่ายขึ้นมาก อีกทั้งการร้องเรียนในกรณีของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ไม่ว่าจะเป็นการบังคับถอดเสื้อผ้า ปล่อยให้นอนตากแดดหรือฝึกหนักขณะที่เจ็บป่วย ก็อาจเป็นมาตรฐานใหม่ในการร้องเรียนคดีอื่นๆ ในอนาคต
พรพิมลยกตัวอย่างคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ทหารเกณฑ์ที่เสียชีวิตหลังจากเข้ารับการฝึก เมื่อ พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นคดีตัวอย่างที่ยืนยันบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า กรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์จะต้องขึ้นศาลพลเรือน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
“เคสกิตติธรเป็นบรรทัดฐานให้หลายๆ เคสว่าต่อไปการฝึกทหารต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของทหารเกณฑ์ อีกอันหนึ่งคือการลงโทษ การปฏิบัติทางวินัย หรือทางอาญาทหาร การใช้อำนาจของทหารต้องขึ้นศาลทหารหมดเลย แต่กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้การทรมาน กระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือว่าอุ้มหาย ถ้าเกี่ยวกับสามข้อหานี้ ต้องขึ้นศาลพลเรือนหมดเลย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่กระทำความผิดในฐานะทหาร มันก็เลยเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อระบบทหารในอนาคตเลยก็ได้” พรพิมลกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังคงมีข้อท้าทายอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ที่ยังมองว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นการสร้างภาระงานเพิ่มขึ้น ทัศนคติที่ตัดสินและกล่าวโทษผู้เสียหาย รวมทั้งปัญหาการตีความข้อกฎหมาย ที่นำไปสู่การปัดความรับผิดชอบ

“เรารู้สึกว่า 2 ปีแล้วที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ แต่ผู้ที่ใช้ พ.ร.บ. ยังมีปัญหาเรื่องการตีความ ความเข้าใจตาม พ.ร.บ. เหล่านี้ มันก็เลยทำให้เราต้องไปกระทุ้งให้เขาทำหน้าที่ของเขา พอเราไม่ไปชี้ให้เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร เขาก็จะปัดความรับผิดชอบไปเลย แค่ตอบกลับเป็นหนังสือมาว่ายุติเรื่อง นั่นคือปัญหาใหญ่มากสำหรับการบังคับใช้ พ.ร.บ. ที่เราเห็น” พรพิมลกล่าว
ในฐานะผู้ที่ “ทดสอบระบบ” ในการใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พรพิมลเห็นว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขคือการตีความเกี่ยวกับการควบคุมตัว ที่ตีความเฉพาะในกรอบของตำรวจ และยังไม่ครอบคลุมถึงการฝึกทหารในค่าย รวมทั้งคำนิยามของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ใน พ.ร.บ. บัญญัติไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐไทย ที่มีอำนาจหรือใช้อำนาจตามกฎหมายเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง การทรมานและการบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในระยะหลัง มักกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐจากต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “การปราบปรามข้ามชาติ” ทำให้ไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐจากต่างชาติที่เข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย และทำให้ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวล
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทรมานทางจิตใจ ที่ยังไม่มีนิยามและมาตรฐานที่ชัดเจนเพียงพอ แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย แทนการทรมานทางร่างกายที่ทิ้งร่องรอยบาดแผลเป็นหลักฐานในการเอาผิดทางกฎหมาย รวมทั้งนิยามและมาตรฐานเกี่ยวกับการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ยังไม่ชัดเจน และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข รวมทั้งเผยแพร่เป็นความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ. ในทุกระดับ
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่พรพิมลมองว่าจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข คือกรณีการบังคับสูญหายในต่างประเทศ ที่เจ้าหน้าที่รัฐยังมีปัญหาในการตีความ เช่น การสืบสวนสอบสวนคดีบังคับสูญหายจะต้องสืบสวนจนทราบชะตากรรม รู้ตัวผู้กระทำความผิด และทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับผู้กระทำความผิด แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับตีความว่า เมื่อทราบชะตากรรมแล้ว ถือว่าเรื่องยุติลงแล้ว
“เคสอุ้มหายในต่างประเทศที่เกิดก่อน พ.ร.บ. ควรจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนโดยใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ด้วย เพราะเราออกกฎหมายนี้มาเพื่อจะใช้กลไกที่มันเชี่ยวชาญ ที่มีคนในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการทรมานไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีเหล่านี้ ให้รู้ข้อเท็จจริง เอาตัวคนผิดมาลงโทษ แต่กลายเป็นว่าการตีความตาม พ.ร.บ. นี้ ก็เหตุเกิดก่อน ก็ยุติไปแล้วกัน ก็เลยคิดภาพว่าทำอย่างไร ถ้ามันจะมีการแก้ไขกฎหมายในอนาคต ทำอย่างไรให้กฎหมายนี้มันถูกตีความให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แรกให้ได้มากที่สุด คือการแสวงหาข้อเท็จจริงให้ผู้เสียหาย” พรพิมลกล่าว
เรา “ต้อง” มีความหวังต่อกระบวนการยุติธรรม
แม้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะมีข้อดีมากมาย แต่สำหรับพรพิมล พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะทำให้การทรมานหมดไปจากสังคมไทย เพราะการทรมานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนเองสามารถใช้อำนาจเหนือผู้อื่นได้ ประกอบกับการขาดระบบตรวจสอบและลงโทษ ซึ่งนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิด รวมทั้งทัศนคติที่มองคนไม่เท่ากัน เมื่อไม่สามารถแก้ไขปมปัญหาเหล่านี้ได้ การทรมานจึงไม่อาจหมดไปจากสังคม
“แต่กฎหมายนี้เชื่อว่าจะป้องกันเหตุได้แน่นอน ถ้าคนในกระบวนการยุติธรรมมีความพยายามที่จะบังคับใช้ มีความเห็นอกเห็นใจ แล้วก็ต้องการที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาตอบเคส ตอบญาติ ตอบสังคมให้ได้ว่าในห้องเล็กๆ นั้น เกิดอะไรขึ้น แค่ตอบมาว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็นำคนที่ลงมือกระทำความผิดมาลงโทษ อย่ามีท่าทีที่ปกป้องเพื่อนในแวดวงเดียวกัน ไม่อย่างนั้นปัญหามันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ” พรพิมลทิ้งท้าย

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์





