ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ยังไม่หมดหวัง อัยการฝ่ายสอบสวนแจง ไม่ยุติแต่ไปต่อไม่ได้ กรณีการบังคับสูญหายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่ประเทศลาว หวังรัฐใช้อำนาจสืบสวนมาตรฐานสากลกรณีคนหาย

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ลี้ภัยซึ่งถูกบังคับสูญหายที่ประเทศลาว เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 2 สำนักงานอัยการสูงสุด ตลิ่งชัน เกี่ยวกับกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อนำไปสู่การแสวงหาข้อเท็จจริงและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในไทยและนอกราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้อง

หลังจากเข้าพบพนักงานอัยการแล้ว ปราณีกล่าวว่า “สำหรับวันนี้รู้สึกว่ามีความหวังมากขึ้น อัยการสูงสุดก็มีความพยายามจะช่วยเหลือ อยากให้ช่วยประสานหาพยานมาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพราะเราก็มีเบาะแสที่อัยการดำเนินการต่อได้”

ก่อนหน้านี้ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์และทีมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับหนังสือยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวน ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มูลนิธิฯ จึงทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพิจารณาเชิญปราณีมาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม การเข้าให้ข้อเท็จจริงต่ออัยการในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ปราณี และทีมทนายความมูลนิธิฯเริ่มต้นแจ้งความร้องทุกข์ต่อศูนย์ป้องกันและและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566

อัยการให้ความเห็นว่ากรณีของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม เมื่อพิจารณากรณีที่พบศพอีกสองราย คือกรณีชัชชาญ บุปผาวัลย์และไกรเดช ลือเลิศ แต่ไม่ได้พบศพสุรชัย และไม่สามารถระบุผู้กระทำความผิดได้ นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าคำสั่งยุติเรื่องไม่ถือเป็นการสิ้นสุดโดยสิ้นเชิง เป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้เปิดเป็นสำนวนสอบสวนให้มีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง หากมีพยานหลักฐานสามารถนำส่งเพิ่มเติมได้และการบังคับสูญหายไม่มีอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรม

“กรณีการบังคับให้สูญหายถือเป็นความผิดอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำผิดโดยรัฐ ที่สำคัญคือไม่พบศพไม่ทราบชะตากรรม การสืบสวนสอบสวนจึงต้องใช้มาตราฐานสากลในการดำเนินคดีอย่างละเอียดอ่อน ค้นหาแรงจูงใจทางการเมือง  คดีนี้เกิดเหตุทั้งที่ประเทศลาวและไทย   บทสันนิษฐานในทางอาญาที่แตกต่างจากคดีอาญาปกติ แม้เราจะยังไม่เห็นว่าอัยการได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเลยในเวลาเกือบสองปี นับแต่มาร้องเรียน  แต่น่าจะไม่เกินความสามารถองค์กรอัยการสอบสวนที่ทำคดีใหญ่มามากมาย ยังอยากให้อัยการฯทำหน้าที่การค้นหาความจริงและเพื่อให้ทราบชะตากรรมต่อไป” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

Author