21 ตุลาคม 68 “ธงชัย วินิจจะกูล” ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ขอศาลไต่สวนกรมราชทัณฑ์ในการใส่เครื่องพันธนาการ กรณีการสวมกุญแจเท้า ”อานนท์ นำภา”

พรุ่งนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล จะเดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล  ในคดีหมายเลข ปท. 2/2568 ขอให้ศาลไต่สวนกรมราชทัณฑ์ในการใส่เครื่องพันธนาการอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังคดีทางการเมือง เพื่อยืนยันว่าการใช้เครื่องพันธนาการด้วยการใส่กุญแจเท้าและโซ่ตรึงขาทั้งสองข้างระหว่างนำตัวอานนท์มาพิจารณาคดีหรือว่าความในศาล เป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์   นอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายในประเทศ ยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการกระทำที่เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็น 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องของขอให้ไต่สวนโดยพลันและยุติการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ดังกล่าว โดยศาลอาญาได้ไต่สวนพยาน 4 ปาก ที่ธงชัย(ผู้ร้อง)ได้นำเสนอต่อศาล ได้แก่ อานนท์ นำภา (ผู้เสียหาย) และพยานผู้เชี่ยวชาญ 3 ปาก ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ, นักวิชาการด้านกฎหมายอาญา สิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการแห่งชาติตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ   และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากไม่มีมูลเพียงพอที่จะออกหมายเรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (กรมราชทัณฑ์) มาไต่สวน

คำสั่งศาลมีใจความว่า แม้การใช้เครื่องพันธนาการเป็นการจำกัดเสรีภาพและอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เสียหายและบุคคลอื่นอยู่บ้าง แต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เครื่องพันธนาการผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการหลบหนี และยังมองว่าการใช้เครื่องพันธนาการไม่ได้มีลักษณะเป็นการจงใจลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ในส่วนที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำบันทึกเหตุผลความจำเป็นในการใช้เครื่องพันธนาการตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 21 อนุ 4 แม้จะเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ แต่ก็ยังไม่อาจนำมาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังต้องพิจารณาลักษณะการกระทำและผลการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

ภายหลังฟังคำสั่งศาล อานนท์ยืนยันว่าจะให้ทนายยื่นอุทธรณ์ต่อไป โดยกล่าวให้เหตุผลว่า

“คำสั่งศาลวันนี้ไม่คำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอน กรณีของเรามีรอยบาดแผลชัดเจน อีกทั้งคำสั่งไม่เป็นไปตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อระหว่างประเทศและมาตรฐานขั้นต่ำ เราอยากให้เรื่องนี้เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ด้วยเพื่อให้ได้รับสิทธินี้” 

ตามคำเบิกความของอานนท์และศาลชั้นต้นได้เห็นร่องรอยบาดแผลของอานนท์ด้วยตัวเองในห้องพิจารณา ในนัดไต่สวน ปรากฏให้เห็นร้องรอยบาดแผลบริเวณข้อเท้าเกิดจากการเสียดสีของเครื่องพันธนาการโลหะ และจะมีแผลใหม่ขึ้นทุกครั้งที่ต้องเดินทางออกนอกเรือนจำ การใส่เครื่องพันธนาการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงร่างกาย แต่ส่งผลประทบต่อจิตใจของอานนท์ และครอบครัวมาโดยตลอด เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถูกลอดทอนให้เป็นเสมือนสัตว์ ทั้งต้องแสดงพฤติกรรม “ก้มตัวยกโซ่” เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ได้สร้างความรู้สึกที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ ย่อมเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมโดยรัฐ อย่างชัดเจน ตาม มาตรา 6 และจากคำเบิกความของนายอำนนท์ ที่มีการก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรงอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายเดือน ซึ่งมีลักษณะเป็นการลงโทษหรือการเลือกปฏิบัติต่อจำเลย อาจเข้าข่ายเป็นการทรมาน ตามมาตรา 5 

ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปีในเรือนจำ และกว่า 130 วัน ที่อานนท์ต้องใส่กุญแจเท้าขณะเดินทางมาศาลและในห้องพิจารณาคดี มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปร่วมจับตานัดยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวที่ธงชัยจะเดินทางมายื่นด้วยตนเองและแถลงถึงเหตุผลสำคัญในเนื้อหาอุทธรณ์ในวันเดียวกันอีกด้วย  เพื่อยืนยันว่าการใส่เครื่องพันธนาการโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนรายกรณี ก่อให้เกิดบาดแผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง เข้าข่ายเป็นการทรมานตามมาตรา 5  และการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมตามมาตรา 6  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

Author