ยุติการกดปราบข้ามชาติ ประเทศไทยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย สี่หน่วยงานรัฐรับเรื่องตรวจสอบ กรณีนายดวง วาน ไถ ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ถูกอุ้มหายในไทย

เมื่อวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  นักสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายผู้ลี้ภัยของนายดวง วาน ไถ (Dương Văn Thái) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทย  ได้เดินทางไปร้องทุกข์และยื่นหนังสือร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนบรมราชชนนี ในวันที่ 14 ตุลาคม, คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในวันที่ 15 ตุลาคม  และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในวันที่ 16 ตุลาคม ตามลำดับ โดยหน่วยงานทั้งสี่ได้รับแจ้งเรื่องเพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและสืบสวนสอบสวน ในกรณีที่นายไถ นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 ถูกบังคับให้สูญหายไปในประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566 ก่อนครอบครัวจะได้รับแจ้งจากทางการเวียดนามเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ว่านายไถถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศเวียดนาม และถูกตั้งข้อหาว่า “สร้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 117 ของประเทศเวียดนาม  ต่อมาในเดือนตุลาคม 2567  ศาลฮานอยตัดสินจำคุกนายไถเป็นเวลา 12 ปี

เกรซ ทู จาง ถี บุ่ย (Grace Thu Trang Thi Bui) นักสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ได้กล่าวถึงความสำคัญที่ประเทศไทยควรต้องสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวว่า

“ประเทศไทยต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยจำนวนมากหวาดกลัวที่จะเดินทางมาที่นี่ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับเวียดนาม ดังนั้น ฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำให้ประเทศแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และควรจะเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่รัฐจากเวียดนาม เจ้าหน้าที่รัฐของเวียดนามไม่ควรจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยและลักพาตัวใครก็ได้ตามใจ ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีความเข้มแข็งและเข้มงวดกว่านี้”

นอกจากนี้ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เน้นย้ำถึงกรณีดังกล่าวที่อาจเข้าข่ายเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายและการบังคับส่งกลับซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

“การลักพาตัวและผลักขึ้นรถโดยชายสี่คน และการที่เขาอยู่ดีๆ ในประเทศไทย แล้วไปโผล่ที่ประเทศเวียดนาม เรา องค์กรสิทธิมนุษยชน รวมไปถึง UN และกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ อาจมองได้ว่าเป็นความผิดเรื่องของการบังคับสูญหายและการละเมิดพันธกรณีเกี่ยวกับการห้ามผลักดันกลับประเทศ หรือว่า Non-refoulement เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่ามีปฏิบัติการทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม อาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐเวียดนามเกี่ยวข้อง ในกรณีนี้ เราจึงมาส่งหนังสือร้องเรียนให้กับ กมธ. การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนช่วยตรวจสอบเพิ่มเติม”

   ชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนในฐานะตัวแทนกมธ. ฯ เห็นว่ากรณีของนายไถ ได้ฉายให้เห็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค  

“ประเด็นเรื่องการกดปราบข้ามชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีของคุณไถ แต่ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็ได้รับหนังสือร้องเรียนและพิจารณากรณีที่ใกล้เคียงกันหลายกรณีด้วยกัน หลายกรณีเราพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐประเทศเพื่อนบ้าน ให้เข้ามากระทำการอุกอาจในผืนแผ่นดินไทย หลายกรณีเราพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยปล่อยให้เจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในผืนแผ่นดินไทย และดิฉันเชื่อว่ามีอีกหลายกรณีมากที่มีเจ้าหน้าที่ของประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามายังประเทศไทย เพื่อกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการปราบปราม การควบคุมตัว การบังคับให้สูญหาย หรือการจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเดินทางกลับประเทศ”

ชลธิชา กล่าวต่อไปว่า ทางกมธ. การยุติธรรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายภายในประเทศ และประเทศไทยยังเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญา CAT และ CED จึงต้องมีหน้าที่และพันธกรณีในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศต่อประชาคมโลกได้

“ทางกรรมาธิการก็จะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุด หากเราไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงและให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยปฏิบัติตามกฎหมาย ดิฉันคิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ที่สำคัญคือความปลอดภัยของชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักท่องเที่ยว แต่แม้กระทั่งตัวนักกิจกรรม สื่อมวลชน ก็ไม่ปลอดภัย”

นายดวง วาน ไถ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม นักข่าวอิสระ นักเขียนบล็อก และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้มีบทบาทในการชุมนุมโดยสงบเกี่ยวกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในเวียดนาม เขามีความเกี่ยวข้องกับสมาคมผู้สื่อข่าวอิสระเวียดนาม (Independent Journalists Association of Viet Nam) และขบวนการภราดรภาพเพื่อประชาธิปไตย (Brotherhood for Democracy) ซึ่งทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของสื่อ โดยทั้งสององค์กรถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในเวียดนาม อีกทั้งนายไถยังมีบทบาทในการเปิดโปงกรณีการทุจริตและเผยแพร่รายงานวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ  ด้วยเกรงว่าจะเผชิญบภัยประหัตประหาร นายไถจึงได้จึงหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี 2561 ต่อมาปี 2563 เขาได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศไทยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และกำลังอยู่ในกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ก่อนจะถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยเมื่อปี 2566 และต่อมาพบว่าอยู่ในการควบคุมตัวของทางการเวียดนามในประเทศเวียดนาม 

กรณีดังกล่าวมีข้อมูลและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเป็นการลักพาตัว (Abduction) ที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของประเทศไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามกรณีของนายไถ และสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยต่อไป รวมทั้งติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดภัยและการกดปราบข้ามชาติอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษชนอย่างร้ายแรงนี้จะต้องยุติลง

Author