6 ตุลาคม 2519 กับความเป็นธรรมที่พยายาม “เปลี่ยน” แต่ไม่เคย “ผ่าน”

เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลให้กับสังคมไทยเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลเป็น แผลที่ยังตกสะเก็ด แผลที่ยังสดใหม่และไม่เคยผสานปิด หรือแผลที่ยังซ่อนลึกอยู่ในจุดปิดลับที่สุดของตัวตนใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นแผลรูปแบบใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งไว้ยังคงส่งผลอย่างยิ่งต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

โศกนาฏกรรมดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยได้เผชิญเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและโหดร้ายทารุณและจำเป็นจะต้องเรียนรู้ร่วมกันเพื่อจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้อย่างยั่งยืน 

โดยปกติหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในสังคม กลไกหนึ่งที่จะต้องดำเนินการคือการดำเนินกระบวนการทางอาญา อย่างไรก็ตามในกรณีของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยรัฐ มีความแตกต่างจากกรณีทั่วไป สำหรับกรณีอย่างหลัง การดำเนินคดีอาญาทางศาลอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสาเหตุของปัญหาที่นำไปสู่ความรุนแรงเป็นปัญหาเชิงระบบ การมุ่งไปยังกระบวนการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวนอกจากจะไม่สามารถนำคนผิดที่มักมีอำนาจในขณะนั้นหรือยังคงมีอำนาจต่อเนื่องยาวนานมาลงโทษได้ ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งในระบบที่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือาชญากรรมโดยรัฐ การคืนความยุติธรรมให้เหตุการณ์เหล่านี้จึงต้องคำนึงในหลายมิติอย่างครอบคลุม1https://www.the101.world/prajak-kongkirati-transitional-justice-interview/

หลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) เป็นหนึ่งในแนวคิดที่จะช่วยสังคมจัดการกับปัญหาความขัดแย้งและการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่เคยเป็นอำนาจนิยมไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน โดยหลักการดังกล่าวผ่าน 4 กลไกหลัก การค้นหาความจริง (Truth-Seeking ) การชดเชยเยียวยา (Reparations) ความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ (Justice and Accountability) การรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (Guarantees of Non-Recurrence) และในบางสำนักก็มีการแยก การระลึกถึง (Memorialization) ออกมาเป็นอีกหนึ่งกลไกด้วย

การค้นหาความจริง (Truth-Seeking)

ตามหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้น กล่าวคือ เป็นขั้นต่ำที่สังคม หนึ่งๆ ที่ผ่านเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต้องมีการค้นหาความจริงเพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นำไปสู่ความเข้าใจในบริบทและที่มาที่ไปของปัญหาอย่างเป็นระบบ  

หนึ่งในวิธีการที่เป็นที่นิยมคือการที่รัฐจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง (Truth Commission) เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ในทุกกลไกมีความเกี่ยวเนื่องกับการค้นหาความจริงไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม ความจริงในกลไกอื่นๆ เช่น ในบริบทเพื่อชดเชยเยียวยา หรือเพื่อหาคนกระทำผิดมาดำเนินคดีนั้นเป็นความจริงที่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และหลายครั้งความจริงที่ปรากฏอาจนำมาสู่ความตึงเครียดระหว่างความจริงของแต่ละกลไกกันเอง อย่างไรก็ตาม ในขาของการค้นหาความจริงโดยเฉพาะนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความจริงนำไปสู่การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและบริบทของปัญหา

สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ปัจจุบันรัฐไทยยังไม่มีความพยายามในการค้นหาความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ กล่าวคือไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณี 6 ตุลา 19 การขาดความพยายามดังกล่าว นำไปสู่คำถามสำคัญนั่นคือ รัฐไทยกำลังจงใจมองข้ามเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้หรือไม่ และอาจจะพบคำตอบมากขึ้นเมื่อกล่าวถึงกลไกอื่นๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ภาคประชาชนได้มีความพยายามค้นหาความจริง รื้อฟื้นความทรงจำ และบันทึกประวัติศาสตร์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยความพยายามที่สำคัญคือ โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” (Documentation of Oct 6) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่มุ่งเก็บรักษาและจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ (https://doct6.com/about)  

ในบทความ “การทำร้ายศพเมื่อ 6 ตุลา 2519: ใคร อย่างไร ทำไม” โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ และธงชัย วินิจจะกูล ภายใต้โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” ได้นำเสนอข้อค้นพบสำคัญ จากการรวบรวมหลักฐานและรายละเอียดของการกระทำอันโหดร้ายต่างๆ เช่น การแขวน การทุบตี และการเผาศพ ทำให้พบว่าสาเหตุของความโหดร้ายทารุณ การทำลายความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะอันเป็นลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 นั้นเป็นเพราะว่าการลงโทษสาธารณะ (Public Punishment)  ที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศและตอกย้ำระเบียบทางสังคมที่ผู้กระทำเชื่อถือ โดยในบทความทัศนะวิพากษ์ได้ระบุว่า

“การทารุณศพต่อหน้าสาธารณชนจึงมิใช่เพียงเกิดจากความชั่วร้าย (Evil) หรือภาวะชั่ววูบในจิตใจ ไม่ใช่ผลของการคุมอารมณ์ไม่อยู่ หรือผลของสถานการณ์ที่เลยเถิดควบคุมไม่ได้ แต่เป็นการกระทำที่ผู้ประทำและผู้เข้าร่วมเลือกจะทำ เพื่อสำแดงสัญลักษณ์ที่ประกาศว่า ความเชื่อที่ถูกต้องหรือระเบียบสังคมที่สาธารณชนพึงยึดถือคืออะไร ใครมีอำนาจเหนือใคร ทั้งบนร่างของผู้ถูกกระทำและในความรับรู้ของสังคมในเวลาเดียวกัน” 2https://doct6.com/archives/13520

การชดเชยเยียวยา (Reparations) 

ข้อค้นพบนี้ยังนำไปสู่หนึ่งในแนวคิดสำคัญในการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คือ “การคืนความเป็นมนุษย์” ภายในหมายเหตุท้ายบทบทความ “การทำร้ายศพเมื่อ 6 ตุลา 2519: ใคร อย่างไร ทำไม” ผู้เขียนได้เน้นย้ำวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการบันทึก 6 ตุลา 

 “โครงการบันทึก 6 ตุลาเห็นว่า ความรู้เรื่องความตาย คนตาย และการกระทําทารุณโหดร้ายจําเป็นต้องได้รับการบันทึกให้แจ่มชัด และควรสืบทอดความรู้นี้ต่อไปอีกนานเท่าที่จะเป็นได้ นอกเหนือจากการให้เกียรติผู้เสียชีวิตเหล่านั้นแล้ว ที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือเป็นการคืนความเป็นมนุษย์ให้กับเขา”3https://doct6.com/archives/13520

ความพยายามในการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้เสียหายในเหตุการณ์โดยภาคประชาชนยังแสดงผ่านการจัดงานรำลึก (Commemoration) ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัย องค์การนักศึกษา ญาติวีรชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ  หรือการจัดงานโดยโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา (October 6 Museum Project) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ผ่านนิทรรศการเชิงลึกในแต่ละปี เช่น การจัดนิทรรศการ “6 ตุลา เผชิญหน้าปิศาจ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปี เมื่อปี 2565 เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำอนุสรณ์สถานที่เป็นทางการและเป็นศูนย์กลางของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่าง “ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา” ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่สร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสวนประติมากรรม “กำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” พื้นที่แห่งความทรงจำดังกล่าวแสดงถึงความพยายามที่จะจดจำซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของหลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และยังเป็นการจดจำเพื่อเยียวยาผู้เสียหายและครอบครัวอีกด้วย 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเป็นความพยายามจากภาคประชาชนทั้งสิ้น รัฐบาลไทยยังไม่เคยมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างเป็นทางการและครอบคลุม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้เสียหายไม่เคยได้รับการช่วยเหลือให้สามารถฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมเท่าที่จะเป็นไปได้ (Restitution), การชดเชยค่าเสียหาย (Compensation) เพื่อชดเชยเยียวยาความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการสูญเสียรายได้หรือโอกาส รวมถึงความเสียหายทางใจ, การได้รับการรักษาและเยียวยบาดแผลทางจิตใจ (Rehabilitation) ที่ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต้องเผชิญ, การสร้างความพึงพอใจให้กับผู้เสียหาย (Satisfaction) ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายโดยรัฐ เช่น การกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ (Public Apology) และการรำลึกถึงเหตุการณ์โดยรัฐผ่านการมีส่วนร่วมและยินยอมของผู้เสียหาย 

การดำเนินการเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด แม้ว่ารัฐควรจะต้องเป็นผู้มีหน้าที่สำคัญในการดำเนินการชดเชยเยียวยาประชาชน 

ความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ (Justice and Accountability) 

ในกลไกต่อมาอย่างความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ เมื่อพิจารณาความพยายามรัฐผ่านกลไกนี้จะพบว่าเป็นอีกเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ถูกปฏิเสธความรับผิดชอบตลอดมา โดยเฉพาะการปฏิเสธความรับผิดรับชอบทางกฎหมาย กล่าวคือ จากเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับบทลงโทษทางกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐยังได้รับความคุ้มกันทางกฎหมายจากการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสองฉบับ

ฉบับแรกคือ พ.ร.บ. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกกฎหมายดังกล่าว ภายหลังกระทำการรัฐประหารในเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้ฝ่ายที่เข้ายึดอำนาจรวมไปถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับคำสั่งมีความชอบธรรม ได้รับการคุ้มครอง และไม่ต้องเผชิญกับการถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับผิดรับชอบในเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนแม้แต่คดีเดียว 

ต่อมาในปี 2521 ได้มีการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 ที่แม้จะส่งผลให้การดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นนักศึกษาและประชาชน ในข้อหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาคอมมิวนิสต์ กบฏ ก่อความวุ่นวาย ฯลฯ สิ้นสุดลง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีด้วยอย่างแยบยล  

กฎหมายสองฉบับดังกล่าวเป็นหลักฐานการสร้างและรวมความไม่รับผิดชอบทางกฎหมาย สำหรับความรุนแรงของรัฐในประเทศไทยผ่านการใช้อำนาจของกฎหมายอย่างมีชั้นเชิง4https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/14672715.2015.997344?needAccess=true

การนิรโทษกรรม (Amnesty) เป็นหนึ่งในกลไกเสริมที่หลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านได้นำเสนอเช่นกัน แต่ก็เป็นกลไกที่มีข้อถกเถียงมากที่สุด กรณี 6 ตุลา 19 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงผลร้ายอย่างยิ่งที่การนิรโทษกรรมทำให้เกิดขึ้น นั่นคือการนิรโทษกรรมที่มุ่งคุ้มครองผู้ทำการรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งที่มุ่งคุ้มครองผู้กระทำผิดและไม่สนใจการค้นหาความจริงใดๆ นำไปสู่การหนีความผิดและการปิดปาก ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายแต่อย่างใด

บทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ประการหนึ่งสำหรับการทำให้เกิดการนิรโทษกรรมอื่นๆ ในอนาคต คือ ต้องมั่นใจได้ว่าจะมีการให้ความสำคัญกับ ความรับผิดรับชอบ (Accountability) และการค้นหาความจริง (Truth-Seeking) ก่อนที่จะมีการนิรโทษกรรม และน่าพิจารณาต่อไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างการนิรโทษกรรมและการปรองดองว่า การนิรโทษกรรมควรถูกคำนึงว่าเป็นผลลัพธ์ของความปรองดอง มากกว่าการเป็นเครื่องมือในการสร้างความปรองดองหรือไม่  

การรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (Guarantees of Non-Recurrence) 

การรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก คือ การปฏิรูปเชิงสถาบัน เนื่องจากปัญหาที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงนั้นเป็นปัญหาเชิงระบบโครงสร้างที่แน่นอนว่าเกิดขึ้นได้ภายใต้หน่วยงานหรือสถาบันต่างๆ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืน หรือการรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกจึงเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการปฏิรูปเชิงสถาบัน หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และให้สิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญของรัฐ 

แม้แต่ละกลไกภายใต้หลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะไม่จำเป็นต้องมองเป็นเส้นตรงและเป็นลำดับว่ากลไกใดต้องมาก่อน แต่หากผู้อ่านได้อ่านมาตั้งแต่กลไกแรกจนกลไกสุดท้าย คงจะได้พบคำตอบสำหรับกลไกการปฏิรูปเชิงสถาบันแล้วว่า สำหรับกลไกนี้ยิ่งไร้ความพยายามใดๆ และนั่นหมายความว่าเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา 19 สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีกทุกเมื่อในสังคมไทย ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังเหตุการณ์นี้ ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤษภา 35 การล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 2553 หรือแม้แต่การชุมนุมของเยาวชนในช่วงปี 2563 – 2564 ที่ผ่านมา โดยไม่มีทีท่าว่าวงจรความรุนแรงนี้จะหยุดเมื่อใด 

กล่าวโดยสรุป พัฒนาการสำคัญเกี่ยวกับการทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คือความพยายามของประชาชนเองที่ต้องการจะทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อตัวพวกเขาในปัจจุบัน ผ่านความพยายามหลากหลายรูปแบบตามที่ได้กล่าวข้างต้น แม้จะใช้เวลายาวนานในการทำให้สังคมตื่นรู้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันสังคมไทยมีความตื่นรู้ในเหตุการณ์นี้แล้วไม่มากก็น้อย แต่ที่ต้องตั้งคำถามอย่างใหญ่หลวงคือรัฐไทยจะตระหนักในความสำคัญของปัญหา และมีความต้องการที่จะหยุดวงจรความรุนแรงที่กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยชินชานี้เมื่อใด

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts