15 ก.ย. นัดฟังคำสั่ง คกก.ฯ ชี้ขาดคดีขึ้นศาลพลเรือน หรือศาลทหาร กรณีสองครูฝึกทหารตกเป็นจำเลย เหตุพลทหารกิตติธรเสียชีวิตหลังฝึกทหารเกณฑ์ ปี 66
วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 นัดฟังคำสั่งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ว่าคดีจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 ที่เป็นศาลพลเรือนหรือศาลทหาร จากกรณีที่ครูฝึกทหารใหม่ 2 นาย ตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ซึ่งเสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2566 โดยเป็นความผิดตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และภายหลังครูฝึกทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอศาลวินิจฉัยเขตอำนาจศาลให้คดีพลทหารกิตติธร กลับเข้าไปพิจารณาในศาลทหาร
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 ได้แจ้งครอบครัวพลทหารกิตติธร ทนายความโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสอง และทนายจำเลย ว่า คำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยังไม่ส่งกลับมา จึงทำให้ต้องเลื่อนนัดฟังคำสั่ง แม้คดีนี้โจทก์และจำเลยจะสืบพยานในศาลพลเรือนเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำคดีดังกล่าวกลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร ศาลพลเรือนและศาลทหารจึงได้ทำความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาล แต่ผลปรากฏว่าทั้งสองศาลนั้นมีความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลไม่ตรงกัน โดยแต่ละศาลต่างเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาคดีของตน ดังนั้นการพิจารณาชี้ขาดว่าศาลใดเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล โดยคำสั่งของคณะกรรมการจะถือเป็นที่สุด
กรณีนี้เป็นผลมาจากการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีอาการป่วยหนัก แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จนกระทั่งภรรยาของพลทหารกิตติธรยืนกรานขอให้ส่งตัวสามีไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ในระหว่างวันที่ 14 – 15 ก.ค. 2566 ทว่าสุดท้าย พลทหารกิตติธรได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2566 ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องครูฝึก 2 นาย ยศร้อยโทและจ่าสิบโท เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต คดีหมายเลขดำที่ ปท.1/2566 ในข้อหาร่วมกระทำการโหดร้ายฯ ตามข้อหาดังกล่าวข้างต้น โดยจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ครอบครัวได้สูญเสียพลทหารกิตติธร และแม้ว่าครอบครัวของพลทหารกิตติธรจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 เป็นจำนวน 250,000 บาท แต่ในแง่การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษกลับยังล่าช้า เนื่องจากยังต้องรอการพิจารณาคำสั่งเรื่องเขตอำนาจศาลของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ซึ่งยิ่งสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวพลทหารกิตติธรอย่างไม่จบสิ้น
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล เรื่องเขตอำนาจศาลในวันและเวลาดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงและได้รับการชดใช้เยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแท้จริง




![[PR]อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณียุติการสืบสวนเหตุชัชชาญ บุปผาวัลย์ ถูกอุ้มหาย – ฆาตกรรม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/24-12-68-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลกัมพูชาสั่งยุติการสอบสวนกรณีการบังคับสูญหาย “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2025/12/23-12-68-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)