ผสานวัฒนธรรมเปิดตัวรายงานการบังคับสูญหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ช่วงสงครามยาเสพติด 

หวังรัฐสืบสวน คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหายทุกกรณีหวังรัฐสืบสวน คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหายทุกกรณี

29 สิงหาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจัดงาน “Never Stop Remembering: ทรงจำ-เจือจาง-ไม่ลบเลือน” พร้อมเปิดตัวรายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” และการเสวนาหัวข้อ “ชาติพันธุ์ ทรงจำ ความหวัง และเส้นทางสู่ความยุติธรรม” พร้อมนิทรรศการเกี่ยวกับความทรงจำของชาวลาหู่ในห้วงเวลาแห่งสงครามยาเสพติด ณ หอศิลป์จิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร 

“การบังคับให้บุคคลสูญหาย” (Enforced Disappearance) เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานทั้งในประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก โดยผู้ที่เป็นผู้กระทำได้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และผู้ที่มักตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหายได้แก่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคนกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อผู้ละเมิดเป็นรัฐที่มีอำนาจเหนือประชาชน ทำให้หลายครั้ง การบังคับสูญหายไม่เคยได้รับการคลี่คลาย ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายไม่ได้ถูกดำเนินคดีหรือลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่ไม่มีใครทราบชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหายแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทย แม้ว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีการบังคับใช้ และไทยเองก็ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังล่าช้า และยังคงมีจำนวนกรณีสูญหายค้างอยู่กับ UN ถึง 77 กรณี

ส่วนบริบทภาคเหนือของประเทศไทย ในปี 2546 กลุ่มชาติพันธุ์ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ มายาคติดังกล่าวและการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในสังคมไทยทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าหมายของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ที่นำไปสู่การบังคับสูญหายและการฆาตกรรมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นวงกว้าง 

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนจาก Justpeace จึงได้ลงพื้นที่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในยุค “สงครามยาเสพติด” หรือช่วงการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด ใน พ.ศ. 2546 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในครั้งนี้ มูลนิธิได้สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ และมีข้อค้นพบหลายประการ ได้แก่

  1. การบังคับสูญหายและการทรมานไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีเดี่ยวๆ แต่เป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนโยบายความมั่นคงของรัฐภายในภูมิภาค 
  2. ผู้เสียหายมักจะเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของการเลือกปฏิบัติและการผลักกลุ่มคนเหล่านี้ให้เป็นชายขอบ 
  3. กรอบการทำงานด้านกฎหมายและสถาบันที่ออกแบบเพื่อปกป้องพลเมืองประสบความล้มเหลว เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักจะพยายามกีดกันการสืบสวนสอบสวน และปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหา 
  4. ความเสียหายทางสังคมและทางจิตใจของครอบครัวของผู้สูญหายและชุมชนนำไปสู่บาดแผลทางจิตใจที่ยาวนานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความลำบากทางเศรษฐกิจ และการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและทางสังคม

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ได้ร่างข้อเสนอแนะเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้การบังคับสูญหายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายภายในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ รวมทั้งแนะนำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางในการสืบสวนกรณีบังคับสูญหายและการทรมานที่มีการรายงานในทุกกรณี และเร่งรัดให้มีการสร้างกระบวนการสนับสนุนแบบองค์รวมสำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย การให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และความช่วยเหลือด้านการเงิน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเวลามากกว่า 20 ปี นับแต่การประกาศใช้นโยบายสงครามยาเสพติด ท่ามกลางการกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการคลี่คลาย สิ่งที่ผู้เสียหายยังคงรักษาไว้คือ “ความทรงจำ” ที่ไม่ใช่เพียงอดีต แต่เป็นพลังทางสังคมที่จะช่วยปลุกระดมความหวังครั้งใหม่ เพราะ “การไม่ลืม” ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมบนเส้นทางที่ยาวนานนี้29 สิงหาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจัดงาน “Never Stop Remembering: ทรงจำ-เจือจาง-ไม่ลบเลือน” พร้อมเปิดตัวรายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” และการเสวนาหัวข้อ “ชาติพันธุ์ ทรงจำ ความหวัง และเส้นทางสู่ความยุติธรรม” พร้อมนิทรรศการเกี่ยวกับความทรงจำของชาวลาหู่ในห้วงเวลาแห่งสงครามยาเสพติด ณ หอศิลป์จิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร 

“การบังคับให้บุคคลสูญหาย” (Enforced Disappearance) เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานทั้งในประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก โดยผู้ที่เป็นผู้กระทำได้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และผู้ที่มักตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหายได้แก่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคนกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อผู้ละเมิดเป็นรัฐที่มีอำนาจเหนือประชาชน ทำให้หลายครั้ง การบังคับสูญหายไม่เคยได้รับการคลี่คลาย ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายไม่ได้ถูกดำเนินคดีหรือลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่ไม่มีใครทราบชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหายแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทย แม้ว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีการบังคับใช้ และไทยเองก็ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังล่าช้า และยังคงมีจำนวนกรณีสูญหายค้างอยู่กับ UN ถึง 77 กรณี

ส่วนบริบทภาคเหนือของประเทศไทย ในปี 2546 กลุ่มชาติพันธุ์ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ มายาคติดังกล่าวและการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในสังคมไทยทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าหมายของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ที่นำไปสู่การบังคับสูญหายและการฆาตกรรมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นวงกว้าง 

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนจาก Justpeace จึงได้ลงพื้นที่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในยุค “สงครามยาเสพติด” หรือช่วงการดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด ใน พ.ศ. 2546 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในครั้งนี้ มูลนิธิได้สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ และมีข้อค้นพบหลายประการ ได้แก่

  1. การบังคับสูญหายและการทรมานไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีเดี่ยวๆ แต่เป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนโยบายความมั่นคงของรัฐภายในภูมิภาค 
  2. ผู้เสียหายมักจะเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของการเลือกปฏิบัติและการผลักกลุ่มคนเหล่านี้ให้เป็นชายขอบ 
  3. กรอบการทำงานด้านกฎหมายและสถาบันที่ออกแบบเพื่อปกป้องพลเมืองประสบความล้มเหลว เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักจะพยายามกีดกันการสืบสวนสอบสวน และปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหา 
  4. ความเสียหายทางสังคมและทางจิตใจของครอบครัวของผู้สูญหายและชุมชนนำไปสู่บาดแผลทางจิตใจที่ยาวนานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความลำบากทางเศรษฐกิจ และการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและทางสังคม

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ได้ร่างข้อเสนอแนะเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้การบังคับสูญหายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายภายในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ รวมทั้งแนะนำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางในการสืบสวนกรณีบังคับสูญหายและการทรมานที่มีการรายงานในทุกกรณี และเร่งรัดให้มีการสร้างกระบวนการสนับสนุนแบบองค์รวมสำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย การให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และความช่วยเหลือด้านการเงิน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเวลามากกว่า 20 ปี นับแต่การประกาศใช้นโยบายสงครามยาเสพติด ท่ามกลางการกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการคลี่คลาย สิ่งที่ผู้เสียหายยังคงรักษาไว้คือ “ความทรงจำ” ที่ไม่ใช่เพียงอดีต แต่เป็นพลังทางสังคมที่จะช่วยปลุกระดมความหวังครั้งใหม่ เพราะ “การไม่ลืม” ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมบนเส้นทางที่ยาวนานนี้

บทสรุปผู้บริหาร

รายงาน “เรื่องเล่าจากหลุมลึก: กรณีการบังคับสูญหายในบริบทกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่” สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ซึ่งเกิดจากการบังคับสูญหาย และผลกระทบรุนแรงที่ฝังรากลึกในชุมชนชาวลาหู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย จากการต่อยอดจากโครงการวิจัยในระดับรากหญ้า รายงานการศึกษาชิ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิและรากของการละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับปฏิบัติการด้านความมั่นคงของรัฐ ความขัดแย้งทางการเมือง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ข้อค้นพบต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ทางด้านกฎหมาย และการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

การบังคับสูญหาย ซึ่งหมายถึงการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ โดยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะเปิดเผยที่อยู่ ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง เป็นการลบตัวตนทางกฎหมายและทางสังคมของผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ครอบครัวและชุมชนของผู้ถูกบังคับสูญหายตกอยู่ในความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน และความไม่แน่นอน เมื่อผนวกกับการทรมานและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การละเมิดสิทธิเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของความคุ้มครองทางกฎหมายและการละเมิดหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด ลักษณะอันรุนแรงของอาชญากรรมเหล่านี้มักจะขยายใหญ่ขึ้นโดยการทำลายหลักฐานอย่างเป็นระบบ การปฏิเสธการควบคุมตัว และการลอยนวลพ้นผิดของผู้ที่ละเมิด

การวิจัยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และนายสิละ จะแฮ นายกสมาคม ได้เปิดเผยรูปแบบอันน่าสะเทือนใจของการบังคับสูญหายและการทรมาน ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ปัจเจกบุคคลในชุมชนชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ กรณีเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบ และนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกลิดรอนเสรีภาพโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เผชิญกับการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม และถูกบังคับสูญหายในที่สุด การขาดความรับผิดรับชอบต่อการกระทำเหล่านี้นำไปสู่บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจ ซึ่งส่งผลให้ชุมชนขาดเจตจำนงในการแสวงหาความยุติธรรม เนื่องจากหวาดกลัวการแก้แค้นเอาคืน ชุมชนชาวลาหู่เองก็ต้องใช้ความยืดหยุ่นและความกล้าหาญอย่างมหาศาลในการเปิดเผยและแบ่งปันเรื่องราว รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติต่างๆ และเน้นย้ำถึงความต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การศึกษาเชิงลึกของเราเปิดเผยข้อค้นพบสำคัญหลายประการ ประการแรก การบังคับสูญหายและการทรมานไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีเดี่ยวๆ แต่เป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนโยบายความมั่นคงของรัฐภายในภูมิภาค ประการที่สอง ผู้เสียหายมักจะเป็นชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของการเลือกปฏิบัติและการผลักกลุ่มคนเหล่านี้ให้เป็นชายขอบ ประการที่สาม กรอบการทำงานด้านกฎหมายและสถาบันที่ออกแบบเพื่อปกป้องพลเมืองประสบความล้มเหลว เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักจะพยายามกีดกันการสืบสวนสอบสวน และปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหา ประการสุดท้าย ความเสียหายทางสังคมและทางจิตใจของครอบครัวของผู้สูญหายและชุมชนนั้นประเมินมิได้ นำไปสู่บาดแผลทางจิตใจที่ยาวนานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความลำบากทางเศรษฐกิจ และการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและทางสังคม

จากข้อค้นพบดังกล่าว รายงานฉบับนี้ได้ร่างข้อเสนอแนะเร่งด่วน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้การบังคับสูญหายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายภายในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ รวมทั้งแนะนำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางในการสืบสวนกรณีบังคับสูญหายและการทรมานที่มีการรายงานในทุกกรณี โดยเฉพาะในรูปแบบเฉพาะและในบริบทของชุมชนชาวลาหู่ นอกจากนี้ เราขอเร่งรัดให้มีการสร้างกระบวนการสนับสนุนแบบองค์รวมสำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย การให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และความช่วยเหลือด้านการเงิน

รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้มีการอำนวยความยุติธรรมและแนวทางการเปลี่ยนแปลง โดยเกิดจากความพยายาม ความร่วมมือ และการอุทิศตนของคณะทำงานของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้แก่ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข, พรพิมล มุกขุนทด, จิดาภา เอกอัคร และแมคเคนซี สเวน รวมทั้งการสนับสนุนที่สำคัญจาก Justpeace โดยในอนาคต เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม พันธมิตรระหว่างประเทศ และชุมชนของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสื่อสารการดำเนินงานจากข้อเสนอแนะเหล่านี้ และเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของผู้ที่ถูกบังคับสูญหายจะไม่ถูกทำให้เงียบลงอีกต่อไป หนทางสู่ประเทศไทยที่มีความมั่นคงและความยุติธรรมจะต้องเริ่มจากความรับผิดรับชอบและการตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของคนทุกคน

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

Author