พระกัมพูชาในไทยเสี่ยงถูกผลักดันกลับ ผสานวัฒนธรรมย้ำไทยมีกฎหมายห้ามส่งกลับหากเสี่ยงเผชิญการทรมานฯ

วันนี้ 13 สิงหาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า เมื่อวานนี้มีพระชาวกัมพูชาอย่างน้อย 2 รูป ถูกบังคับสึกและกำลังจะถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชา โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่าหนึ่งในพระชาวกัมพูชาเป็นผู้ที่ลี้ภัยมายังประเทศไทยเนื่องจากตกอยู่ในความเสี่ยงหลังเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองในกัมพูชาและถูกออกหมายจับอย่างไม่เป็นธรรม ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอสถานะผู้ลี้ภัย มูลนิธิฯ มีความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดมาตรา 13 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ห้ามไม่ให้ขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปอีกรัฐหนึ่ง หากเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกไปอยู่ในอันตรายจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือการอุ้มหาย อีกทั้งยังกังวลว่าการจับกุมอาจมีลักษณะที่ไม่ได้ปฏิบัติามมาตรา 22 ด้วยหรือไม่ ที่กำหนดว่าในระหว่างการจับกุมเจ้าหน้าที่ต้องมีการบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน และจะต้องแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการและนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวโดยทันที จึงขอให้มีการตรวจสอบว่าการจับกุมและการดำเนินการที่จะนำไปสู่การบังคับส่งกลับพระชาวกัมพูชาทั้งสองรูปฝ่าฝืน พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ หรือไม่

กรณีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 มูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีพระชาวกัมพูชาอย่างน้อยสองรูปถูกบังคับสึกและกำลังจะถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชา ปัจจุบันอยู่ในความควบคุมของ สภ.พนมสารคราม โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนฟ้องข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้สั่งให้ตำรวจนำตัวกลับ สภ.พนมสารคาม และให้ทำสำนวนเต็มรูปแบบมาใหม่ เนื่องจากพระทั้งสองปฏิเสธข้อหา ดังนั้นพนักงานสอบสวน สภ.พนมสารคาม ต้องดำเนินการในขั้นตอนการสอบสวนโดยละเอียดเสียก่อน ทั้งนี้หากคดีขึ้นสู่ศาลและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทั้งสองก็จะถูกส่งไปยังตรวจคนเข้าเมืองเพื่อจะมีการผลักดันกลับประเทศกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าพระ Long Manith หนึ่งในพระกัมพูชาที่ถูกจับกุมกำลังอยู่ในขั้นตอนของการของสถานะผู้ลี้ภัย ด้วยมีเหตุว่าพระ Long Manith เคยชุมนุมในประเทศกัมพูชาแล้วถูกออกหมายจับโดยไม่เป็นธรรมจึงเดินทางออกนอกประเทศเพื่อแสวงหาที่พักพิงและสถานะผู้ลี้ภัยจากองค์กรคุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัย ส่วนพระอีกรูปชื่อ Chea Thoeurn ถูกจับกุมพร้อมกันยังไม่ทราบสถานะ  

ขณะถูกจับกุมพระชาวกัมพูชาจำวัดที่วัดราชฮ้วง จากข้อมูลของนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ได้แจ้งว่าพระสองรูปนี้มาขออาศัยวัดอยู่ช่วงเข้าพรรษาซึ่งเจ้าอาวาสบอกว่าอยู่ได้แต่อย่าสร้างความเดือดร้อน ซึ่งที่ผ่านมาพระสองรูปไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ทางวัดแต่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาตำรวจจึงเข้ามาจับกุมและมีการบังคับสึก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการบังคับส่งกลับบุคคลที่อาจตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือการอุ้มหาย และเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายต้องบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุม รวมถึงแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการและฝ่ายปกครองในทุกการจับกุม เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีการบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นรัฐภาคีทั้งในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ซึ่งมีผลผูกพันให้ไทยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดอีกด้วย

Author