“อัญชนา หีมมิหน๊ะ” กับคดีฟ้องปิดปากจากโพสต์ทวงเงิน 20,000 บาท ผิดพื้นที่

สำหรับประชาชนคนทั่วไปในประเทศนี้ การมีคดีความติดตัวจนกระทั่งต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ดูจะเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ในชีวิต เพราะบางครั้ง แม้คุณจะไม่ได้เป็นฝ่ายผิด แต่คำพูดที่ว่า “ไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัวอะไร” ก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ในภาวะที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่า “เที่ยงธรรม” จริง และหลายกรณี กระบวนการยุติธรรมก็กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความอยุติธรรมเสียเอง ดังที่เราเห็นอยู่บ่อยครั้งในปัจจุบันนี้

อัญชนา หีมมิหน๊ะ ก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ส่งเสียงอย่างบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ของสังคม ทว่าเธอกลับถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท และในเวลาต่อมา ข้อหาที่เจ้าหน้าที่รัฐยัดเยียดให้เธอกลับเพิ่มขึ้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” หนึ่งในกฎหมายที่ถูกใช้ในการเอาผิดผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมากในประเทศไทย และนี่คือเรื่องราวของอัญชนา ผู้ถูกฟ้องร้องตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากจำนวนเงิน 20,000 บาท และการโพสต์ทวงค่าน้ำประปาผิดพื้นที่

จุดเริ่มต้นจากเงิน 20,000 บาท และการโพสต์เฟซบุ๊ก

ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา ซึ่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ชื่อกลุ่มด้วยใจ ได้รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่จ่ายเงินค่าน้ำประปาให้กับมัสยิด เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางหมู่บ้านได้พยายามร้องเรียนผ่านผู้นำชุมชนไปยังค่ายทหาร ทว่าไม่เป็นผล จึงขอความช่วยเหลือจากกลุ่มด้วยใจ อัญชนาจึงโพสต์เรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อกระจายข่าวเรื่องนี้ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเธอโพสต์ว่า 

“ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสทวงเงินค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20000 บาท ไม่ได้ต้องไปร้องเรียนที่ใคร”

ต่อมา อัญชนาได้ทราบว่าพื้นที่ที่เธอระบุในโพสต์นั้นมีข้อความที่คาดเคลื่อนเรื่องที่ตั้งของมัสยิด จึงแก้ไขข้อความใหม่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ว่า

“แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร”

พร้อมกันนั้น เฟซบุ๊กกรมทหารพรานที่ 44 เจ้าของพื้นที่ที่ขึ้นต่อกองทัพบก ได้แสดงความเห็นใต้โพสต์ของอัญชนา เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับกรณีการค้างจ่ายค่าน้ำประปาที่ อ.สายบุรี ดังนี้

“… จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปาที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ”

จากการโพสต์เฟซบุ๊กผิด สู่คดีหมิ่นประมาท

หากเป็นกรณีของคนทั่วไป เรื่องราวคงจบลงที่การแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง และโพสต์ขอโทษคู่กรณี แต่สำหรับกรณีของอัญชนากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ซึ่งไม่ได้มีประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องการค้างจ่ายค่าน้ำประปา เพียงแต่อยู่ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการทหารเรือเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความกล่าวโทษอัญชนา โดยอ้างว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอบาเจาะมีเพียงทหารนาวิกโยธินเท่านั้นจึงทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของกองทัพเรือ และในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เดินทางพร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

21 มกราคม 2568 ตำรวจส่งสำนวนฟ้องไปยังอัยการจังหวัดนราธิวาส อัญชนาถูกกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และนับตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2568 อัญชนาได้เข้ารายงานตัวต่ออัยการจังหวัดนราธิวาสเดือนละหนึ่งครั้งเป็นเวลา 5 เดือนติดต่อกันทุกนัด อย่างไรก็ตาม ข้อหาตามมาตรานี้เป็นความผิดส่วนตัวและยอมความได้

จากหมิ่นประมาทกลายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมฯ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 อัญชนาได้รับทราบจากพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ 

ต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน 2568 อัญชนาได้เข้ารายงานตัวเป็นครั้งที่ 5 และได้รับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม โดยอัยการจังหวัดนราธิวาสมีความเห็นสั่งฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และจะส่งฟ้องศาลจังหวัดนราธิวาสในช่วงบ่ายทันที แต่อัญชนาได้ขอเลื่อนการสั่งฟ้องไปเป็นวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 

SLAPPs ฟ้องปิดปาก: เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก

กรณีของอัญชนากับเจ้าหน้าที่กองทัพเรืออาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่สลักสำคัญในสายตาคนทั่วไป แต่หากพิจารณาถึง “ตัวละคร” ในกรณีนี้ อันประกอบด้วย (1) อัญชนา ซึ่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน และ (2) เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีภาพจำในการเป็นคู่ขัดแย้งกับนักสิทธิมนุษยชนอยู่ตลอด ประกอบกับการที่รัฐเลือกใช้วิธีการการทางกฎหมายกับอัญชนาซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามต่อการทำงานของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต  นำไปสู่การสร้างภาระให้เธอต้องเดินทางไปรายงานตัวต่ออัยการอยู่บ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “การฟ้องปิดปาก” (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) หรือการนำเอากระบวนการยุติธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม เพื่อไม่ให้ประชาชนและกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและปกป้องประโยชน์สาธารณะจากกิจกรรมหรือกิจการต่างๆ โดยการฟ้องอาจเป็นได้ทั้งทางอาญา ทางแพ่ง ทางวินัย หรือทางปกครอง โดยอาจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การรับโทษทางกฎหมาย แต่สร้างผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องร้อง ทั้งการสูญเสียทรัพยากร เวลา เงิน และสุขภาพจิต

แม้การฟ้องปิดปากหรือ SLAPP นี้ จะดูเหมือนเป็นกรณีความขัดแย้งระหว่างบุคคล หรือเป็นปัญหาส่วนบุคคล แต่ที่จริงแล้ว สิ่งนี้สามารถสร้างความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวมอย่างมาก เพราะการฟ้องปิดปากคือการสร้างความหวาดกลัวเพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เมื่อไรก็ตามที่เกิดความผิดปกติขึ้นในสังคม แต่ประชาชนไม่สามารถส่งเสียงเรียกร้องการแก้ไขหรือการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะกลัวว่าจะบุคคลอื่นหรือถูกเจ้าหน้าที่รัฐฟ้องร้อง เมื่อนั้น ปัญหาสังคมจะไม่ได้รับการแก้ไข และผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านั้นก็จะลอยนวลพ้นผิด พ้นจากความรับผิดชอบทั้งปวง โดยที่คนทั้งสังคมไม่อาจทำอะไรได้

เพราะเราทุกคนคืออัญชนา

เมื่อเทียบกับกระแสข่าวสังคมการเมืองที่ถาโถมในขณะนี้ กรณีของอัญชนาอาจเป็นเพียงกรณีเล็กๆ ที่ไม่ได้เรียกยอดเอนเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดียมากนัก และคงไม่อาจสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนทั่วไปได้เท่าข่าวอื่นๆ แต่หากลองหันมาพิจารณาถึงเบื้องลึกของการฟ้องร้องครั้งนี้ เราจะพบว่าการฟ้องปิดปากสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามต่อรัฐ เราทุกคนคืออัญชนา และหากอัญชนายังไม่พ้นข้อกล่าวหา ก็ไม่มีใครรอดพ้นจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการจับตา ติดตามคดีนี้ รวมไปถึงการยืนเคียงข้างอัญชนา หีมมิหน๊ะ เพื่อยืนยันว่า “ประชาชนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามต่อรัฐ”

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts