ในสายตาของคนส่วนใหญ่ในสังคม “นักโทษ” หมายถึงคนร้ายหรือผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรง ที่ต้องชดใช้กรรมในคุกซึ่งมีสภาพโหดร้าย มีการควบคุมที่แน่นหนา ถูกจำกัดอิสรภาพ แม้จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็มักจะไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเท่าที่ควร ค่าที่คนเหล่านี้เคยเป็นผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่นมาก่อน ทำให้ในที่สุด นักโทษก็กลายเป็นเหมือน “ผี” ของสังคม ที่ไร้ตัวตน ไม่มีสิทธิเสียง และไม่มีใครสนใจว่าจะมีชะตากรรมเช่นไร

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวชีวิตนักโทษในเรือนจำกลับเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ผู้สร้างภาพยนตร์มักหยิบยกมาบอกเล่า และสะท้อนความเป็นจริงในแง่มุมต่างๆ เพราะเรื่องราวชีวิตในเรือนจำไม่ได้มีเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คุมกับนักโทษเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราว “ระหว่างบรรทัด” ทั้งความเป็นมนุษย์ อิสรภาพ ความหวัง ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสภาพสังคมนอกเรือนจำได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“สังคมเป็นอย่างไร ดูได้จากการปฏิบัติต่อผู้ที่ไร้สิทธิไร้เสียงที่สุดในสังคมอย่างนักโทษ” อาจเป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงนัก หากพิจารณาจากเรื่องระหว่างบรรทัดที่สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์ 5 เรื่องนี้

The Shawshank Redemption

ภาพยนตร์ดรามา ปี 1994 ผลงานการกำกับของแฟรงก์ ดาราบอนต์ ซึ่งดัดแปลงมาจากสร้างจากนวนิยายขนาดสั้นของสตีเฟน คิง ชื่อ “Rita Hayworth and Shawshank Redemption” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนักโทษแหกคุกที่ชื่อ “แอนดี ดูเฟรนส์” จากปากคำของ “เรด” นักโทษในเรือนจำสมมติชื่อชอว์แชงก์ สเตต (Shawshank State Penitentiary) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือนจำที่โหดร้ายที่สุดในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา 

นอกเหนือจากภาพความฉ้อฉลในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการคุมขังผู้บริสุทธิ์ การสังหารขณะควบคุมตัว และการทุจริตภายในเรือนจำ รวมถึงความโหดร้ายของผู้คุมในเรือนจำชอว์แชงค์ สเตต ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1947 – กลางทศวรรษ 1960 แล้ว The Shawshank Redemption ยังสะท้อนภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับระบบราชทัณฑ์ของสหรัฐฯ และทัศนคติของสังคมในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ตรงกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐฯ ทำให้กระบวนการยุติธรรมในยุคนั้นไม่ได้ถูกตรวจสอบมากเท่ากับในช่วงทศวรรษต่อมา และสภาพภายในเรือนจำเลวร้าย เน้นการลงโทษมากกว่าการฟื้นฟูผู้ต้องขัง 

นอกจากนี้ The Shawshank Redemption ยังเผยให้เห็นผลกระทบของการจำกัดอิสรภาพ ที่ไม่เพียงแต่การจองจำทางกายภาพเท่านั้น แต่แม้ว่าตัวละครจะพ้นโทษออกจากเรือนจำแล้ว แต่การจองจำยังฝังอยู่ในจิตใจ และส่งผลให้ตัวละครนักโทษไม่อาจปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่รอดในสังคมนอกเรือนจำได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องความโหดร้ายของเรือนจำ แต่เป็นประโยคที่ว่า “Hope is a good thing, maybe the best of things, and no good thing ever dies,” หรือ “ความหวังเป็นสิ่งที่ดี อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และสิ่งที่ดีนั้นไม่มีวันตาย” ซึ่งตลอดเรื่อง ตัวละครหลักอย่างแอนดีได้สะท้อนภาพความหวังและความเพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่เฉพาะตัวเขาเท่านั้น แต่เขายังส่งต่อความหวังให้กับเพื่อนนักโทษด้วยกัน แม้ว่าความหวังจะเป็นสิ่งต้องห้ามในเรือนจำแห่งนี้ก็ตาม

The Green Mile

ภาพยนตร์แฟนตาซีดรามา ปี 1999 สร้างจากนวนิยายเรื่องเดียวกันของสตีเฟน คิง และเป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับของแฟรงก์ ดาราบอนต์ เจ้าของผลงาน “The Shawshank Redemption” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความยุติธรรม ศีลธรรม และพลังเหนือธรรมชาติในแดนประหารของเรือนจำโคลด์ เมานต์เทน (Cold Mountain Penitentiary) ในรัฐลุยเซียนา ปี 1935

ประเด็นหนึ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดใน The Green Mile คือการใช้โทษประหารอย่างแพร่หลายในสังคมยุคนั้น เริ่มจากคำว่า “กรีน ไมล์” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของแดนประหารในคุก จากพื้นกระเบื้องยางสีเขียว ที่นักโทษจะต้องเดินจากห้องขังไปตามทางนี้ เพื่อไปยังเก้าอี้ไฟฟ้า ที่ใช้ในการประหารชีวิต

ทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นฉากหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีการใช้โทษประหารสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน โดยจำนวนนักโทษที่ถูกประหารชีวิตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 167 คนต่อปี การประหารโดยใช้เก้าอี้ไฟฟ้าถือเป็นวิธีการประหารชีวิตที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะทางตอนใต้ของสหรัฐฯ 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ เป็นยุคที่มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างเข้มข้นและมีการเหยียดสีผิวอย่างเป็นระบบ คนผิวดำ โดยเฉพาะผู้ชายผิวดำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อผู้หญิงผิวขาว จะต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมที่เต็มไปด้วยอคติ ถูกปฏิเสธสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ถูกตัดสินลงโทษอย่างรวดเร็ว และถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างไม่ได้สัดส่วนกับความผิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบกฎหมายในการอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริง 

นอกจากนี้ ทศวรรษ 1930 ยังเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา (Great Depression) ประชาชนประสบภาวะยากจนทั่วประเทศ อัตราการว่างงานสูง และสังคมเต็มไปด้วยความระส่ำระสาย เรือนจำซึ่งเป็นสถาบันของรัฐอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างเข้มข้น ความมั่นคงด้านอาชีพเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด แม้กระทั่งกับผู้คุมในเรือนจำ ที่ต้องอดทนต่อพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของนักโทษ เพื่อรักษาหน้าที่การงานและรายได้ของตัวเอง

Orange is the New Black

ซีรีส์คอมเมดีดรามาใน Netflix โดยเจนจิ โคแฮน ออกอากาศซีซันแรกในปี 2013 และมีความยาวถึง 7 ซีซัน สร้างจากบันทึกความทรงจำของไพเพอร์ เคอร์แมน ชื่อว่า “Orange Is the New Black: My Year in a Women’s Prison” ในปี 2010 ซึ่งเป็นบันทึกความทรงจำและประสบการณ์ของเธอเองใน FCI Danbury ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงต่ำในรัฐคอนเนตทิคัต

Orange Is the New Black เป็นเรื่องราวของไพเพอร์ แชปแมน หญิงสาวผู้ต้องโทษจำคุก 15 เดือน ในเรือนจำลิตช์ฟิลด์ เรือนจำหญิงความมั่นคงต่ำในนิวยอร์ก ฉากหลังที่เป็นเรือนจำหญิงไม่เพียงแต่จะฉายภาพชีวิตของผู้หญิงอันหลากหลาย ทั้งในแง่เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ อายุ รูปร่าง รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นการบริหารงานในเรือนจำและการคอร์รัปชัน ตั้งแต่การตัดงบประมาณ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ภาวะนักโทษล้นคุกแต่ขาดแคลนบุคลากร การประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้คุม และการทุจริตอย่างเป็นระบบโดยเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ในเรือนจำ 

ภายใต้ความตลกร้าย Orange Is the New Black ได้ เปิดเผยความจริงอันน่าเจ็บปวดของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและระบบเรือนจำอเมริกัน โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้หญิง โดยสะท้อนภาพแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำคุกผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 20 – ต้นทศวรรษ 2000 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตรานักโทษหญิงที่ถูกจำคุกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และเพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนนักโทษชาย เนื่องจากนโยบายสงครามยาเสพติด ซึ่งลงโทษสถานหนักต่อความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และความผิดจากการใช้ยาเสพติดแต่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง ผู้หญิงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้มากที่สุดคือ ผู้หญิงผิวสี โดยเฉพาะผู้หญิงผิวดำและฮิสแปนิก ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าผู้หญิงผิวขาว โดยมีอัตราการจับกุมและตัดสินว่ากระทำความผิดสูงกว่า

นอกจากนี้ ซีรีส์เรื่องนี้ยังบอกเล่าถึงนโยบายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 – ต้นศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลให้เรือนจำในสหรัฐฯ ได้รับการบริหารงานโดยเอกชน ซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ผลกำไร ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณด้านสวัสดิการผู้ต้องขัง นำไปสู่ข้อกังวลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษ จำนวนบุคลากร และสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมีการลดมาตรฐานในการดูแลนักโทษทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ และความทุกข์ของนักโทษที่เพิ่มมากขึ้น

Doctor Prisoner

ในขณะที่ภาพยนตร์หรือซีรีส์เกี่ยวกับเรือนจำมักบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากในสถานที่คุมขังที่ทั้งโหดร้ายและละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ Doctor Prisoner กลับบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ “ผู้มีอำนาจ” ในเรือนจำ นั่นคือ ผู้อำนวยการการแพทย์ ที่ไม่เพียงแต่สามารถชี้เป็นชี้ตายนักโทษได้เท่านั้น แต่ยังเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด และมีช่องทางในการทุจริตและรับผลประโยชน์จากความเป็นความตายของนักโทษมากที่สุดตำแหน่งหนึ่งในแดนสนธยาแห่งนี้ โดยที่ไม่มีใครสนใจจะตรวจสอบ 

ยิ่งกว่านั้น ประเด็นหลักที่ปรากฏในเรื่องนี้ คือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง ซึ่งสะท้อนผ่านกฎหมายงดการบังคับคดี ที่เปิดช่องให้ผู้ต้องขังที่มีเงินและมีอิทธิพลสามารถสร้างอาการป่วยเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยจริงกลับไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม 

Doctor Prisoner ไม่เพียงแต่วิพากษ์กระบวนการยุติธรรมที่ “ซื้อ” ได้เท่านั้น แต่ยังวิพากษ์อิทธิพลของกลุ่มแชโบล (Chaebol) หรือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในสังคม ที่มักจะมีอิทธิพลเหนือกฎหมาย นำไปสู่การทุจริตเชิงระบบในสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมหรือแวดวงการแพทย์ และการวิพากษ์เหล่านี้สะท้อนผ่านแนวคิดหลักสุดคลาสสิกของซีรีส์เกาหลีใต้ นั่นคือ “การแก้แค้น” ความเหลื่อมล้ำและการเอารัดเอาเปรียบของเหล่า “พระเจ้า” ผู้มีอิทธิพลและอำนาจเงินตรา ก็ถูกทำลายลงด้วยการต่อสู้ของ “นาอีเจ” ตัวละครหลักเจ้าของฉายา “หมอราตรี” ที่ถูกสร้างภาพให้เป็นเหมือนลูซิเฟอร์ ผู้ท้าทายพระเจ้าเพื่อสร้างสังคมใหม่

วัยหนุ่ม 2544

ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของพุฒิพงษ์ นาคทอง ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตนักเรียนช่างกลอย่าง 4kings และ 4kings 2 บอกเล่าเรื่องราวของ “สุภาพ” นักเรียนช่างกลที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและยิงคู่กรณีเสียชีวิต แต่เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก เขาจึงต้องเข้าไปรับโทษในทัณฑสถานวัยหนุ่ม ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงจากนักโทษด้วยกัน การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้อำนาจของพัศดีและผู้คุม รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ภายในทัณฑสถานที่ไม่เหมาะสม โดยไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในภาพยนตร์ไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรือนจำและนักโทษนักโทษและเรือนจำ จนกระทั่งนำไปสู่ภาพจำว่าเรือนจำไทยเป็นสถานที่ที่โหดร้ายทารุณราวกับนรก และนักโทษคือผู้กระทำผิดที่สมควรได้รับการลงทัณฑ์ มากกว่าจะบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรม

แม้ภาพยนตร์จะพยายามสร้างเบื้องหลังที่ซับซ้อนของตัวละครในฐานะมนุษย์ แต่ภายหลังกลับไม่ขยายความในแง่มุมนี้ต่อ มีเพียงการใช้กำลังเพื่อความอยู่รอดภายในเรือนจำ จึงอาจมองได้ว่า แทนที่จะส่งเสริมความเป็นมนุษย์ของนักโทษ กลับยิ่งกดทับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเหลือเพียงภาพของสัตว์ที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และใช้กำลังในการแก้ปัญหา

การใช้อำนาจภายในเรือนจำที่ลดหลั่นกันตั้งแต่พัศดี ลงไปยังผู้คุม และ “ขาใหญ่” ประจำห้องขังที่เรียกว่า “บ้าน” สะท้อนภาพการใช้อำนาจภายในที่คุมขัง และอิงอาศัยผู้มีอำนาจในการอยู่รอด คนที่ “อยู่เป็น” จะใช้ชีวิตในที่คุมขังได้โดยไร้ปัญหา ส่วนผู้ที่ตั้งคำถามจะถูกมองว่ากระด้างกระเดื่อง และถูกกดปราบด้วยกำลัง

และในบรรดาความไม่สมเหตุสมผลนานาประการของบทภาพยนตร์ หนึ่งในประเด็นที่ดูจะลักลั่นที่สุด คือภาพที่ตัวละครหลักอย่างสุภาพ ยกมือไหว้พัศดีจอมโหดที่ทุบตีเขามาตลอดเรื่อง เพื่อออกจากทัณฑสถานไปอยู่ในเรือนจำอีกแห่ง ที่มีผู้คุมแสดงตัวว่าโหดกว่าและพร้อมจะใช้อำนาจเพื่อควบคุมนักโทษอย่างเขาต่อไป

แม้จะพ่วงท้ายชื่อเรื่องด้วย พ.ศ. 2544 แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับยุคสมัยมากนัก มีเพียงลักษณะ “โหยหาอดีต” (nostalgia) ผ่านองค์ประกอบบางอย่าง เช่น วงดนตรีชื่อดังในยุคนั้น และเครื่องแต่งกายของตัวละคร 

อย่างไรก็ตาม ความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในทัณฑสถานโดยผู้มีอำนาจ และการสยบยอมต่ออำนาจเพื่อความอยู่รอด กลับสะท้อนภาพสังคมไทยโดยรวม และนี่น่าจะเป็นคุณูปการที่สำคัญที่สุดของ “วัยหนุ่ม 2544” ก็เป็นได้

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts