8 ก.ค. 68 คดีพลทหารกิตติธรเสียชีวิตหลังฝึกทหารเกณฑ์: ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 เลื่อนนัดฟังคำสั่ง คกก. ชี้ขาดเขตอำนาจศาล  เป็น 15 ก.ย.

วันนี้ (8 ก.ค 2568) เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 แจ้งให้บิดาของพลทหารกิตติธร, ทนายโจทก์ร่วมทั้งสอง, จำเลยทั้งสอง และทนายจำเลย ให้ทราบว่า คำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ยังไม่ได้ส่งกลับมาที่ศาลคดีนี้ จึงขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปอีก 2  เดือน กำหนดนัดวันที่ 15 ก.ย. 2568  เวลา 09.30 น.  เพื่อรอให้คณะกรรมการทำคำวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หลังจากที่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นครูฝึกทหารใหม่      ยื่นคำร้องให้คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารใหม่ กลับไปพิจารณาที่ศาลทหาร ทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานเกือบ 10  เดือน เนื่องจากต้องรอคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลเสียก่อน จึงจะถือว่าถึงที่สุด

คดีนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องครูฝึกสองนาย ข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และสั่งฟ้องในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 34 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งต่อมาจำเลยพยายามยืนยันว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลทหาร จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลพลเรือนและศาลทหาร

กลไกตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ให้ได้รับการสืบสวนสอบสวนจากหน่วยงานรัฐ 4 องค์กร และการใช้ระบบไต่สวนเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงและให้ญาติได้รับการเยียวยาโดยเร็ว และคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาตรา 6 และเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารตกเป็นจำเลยในศาลพลเรือน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ แต่กลับปรากฏว่า คดีนี้ศาลสั่งฟ้องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 กระทั่งปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ครอบครัวของพลทหารกิตติธรยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือคำขอโทษจากหน่วยงานรัฐใดๆ ซ้ำร้ายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จำเลยยังมีความพยายามยื่นคำร้องขอให้คดีนี้กลับไปพิจารณาในศาลทหาร แม้ว่ามาตรา 34 ตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้ความผิดตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ แล้วก็ตาม การกระทำของจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ในลักษณะประวิงคดีให้ชักช้า ทำให้ญาติของพลทหารกิตติธรได้รับความเสียหายมากยิ่งขึ้น

เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม การพิจารณาคำสั่งเรื่องเขตอำนาจศาลของคณะกรรมการที่ล่าช้าได้สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้กับครอบครัวของพลทหารกิตติธรมากขึ้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมกันติดตาม เรียกร้องความเป็นธรรม และให้คณะกรรมการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลโดยเร็ว เพื่อยุติความทรมานของญาติ และนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง ได้รับการชดเชยเยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย  เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับพลทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐได้ในที่สุด

Author