รู้หรือไม่ประชากรในคุกส่วนใหญ่ไม่ใช่ “คนเลว”
นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน คงจะไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่า เรือนจำเป็นเสมือน “หลุมดำ” ของสังคมไทย เพราะชุดความคิดที่ว่า “คนที่ติดคุกคือคนเลว” ทำให้สำหรับสังคมไทย ผู้ต้องขัง (Prisoner) คือ คนเลว คนไม่ดี ที่มักถูกลืมและถูกกลบให้ลึกที่สุด ภายใต้อคติที่แน่นหนา ล้อมด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม แนวคิดและความเข้าใจเช่นนี้ทำให้สิทธิในการเป็นมนุษย์ของนักโทษหรือผู้ต้องขังถูกพรากไปโดยปริยาย และสุดท้ายกลุ่มคนเหล่านี้ต้องตายไปจากสังคมอย่างแทบไม่มีโอกาสกลับมามีชีวิตได้อีก
ในความเป็นจริง คนที่อยู่ในคุกส่วนใหญ่อาจไม่ใช่คนเลวเสมอไปและมีรายละเอียดของปัญหามากกว่าที่คิด ชุดความคิดที่เชื่อว่าคนที่ติดคุกคือคนเลวโดยไม่เปิดโอกาสให้พิจารณาถึงองค์ประกอบและปัจจัยอื่นๆ อาจจะบดบังความจริงหลายประการ เกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องขังและเรือนจำ ที่สำคัญที่สุดคือผู้ต้องขังและเรือนจำเป็นเรื่องที่แม้จะดูห่างไกลแต่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่เคยแยกออกจากสังคมได้ และส่งผลกระทบต่อทุกคน
ประชากรในคุกส่วนใหญ่อาจไม่ใช่คนเลว แต่เป็นคนป่วย
จากข้อมูลสถิติสำรวจโดยกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ปรากฏว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังกว่า 296,480 คนทั่วประเทศ โดยมีนักโทษเด็ดขาดอยู่ 211,138 คน ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ของประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม หากดูสัดส่วนของประชากรผู้ต้องขังในเรือนจำไทยแยกตามลักษณะความผิดแล้วจะพบว่า 71.78 % ของนักโทษเด็ดขาดเป็นนักโทษในข้อหายาเสพติด ในขณะที่ความผิดอื่นๆ อยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก เช่น ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 14.44% ความผิดต่อชีวิต 6.46% ความผิดเกี่ยวกับเพศ 3.11% เป็นต้น ตัวเลขเหล่านี้กำลังชี้ให้เห็นความจริงประการหนึ่ง คือ สัดส่วนประชากรส่วนใหญ่ในเรือนจำไทยเป็นนักโทษคดียาเสพติด ไม่ใช่นักโทษคดีฆ่า ข่มขืน ชิงทรัพย์ อย่างที่ทุกคนอาจมีภาพจำ
ในประชากรนักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติดทั้งหมด ยังแบ่งเป็นประเภทเสพ 21.08 % และประเภทจำหน่าย 72.82 % กล่าวคือ มีสัดส่วนของผู้ค้ายาเสพติดสูงกว่าผู้เสพมาก จากตัวเลขอาจดูเหมือนว่าประเทศไทยสามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น
เดิม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2545) มาตรา 15 วรรค 3 มีบทสันนิษฐานโดยเด็ดขาดไว้ก่อนว่าหากผู้นั้นมียาบ้า 15 เม็ดขึ้นไป “ให้ถือว่า” มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กล่าวคือ หากพบว่าผู้นั้นมีครอบครองในปริมาณที่กฎหมายกำหนดก็ถือเป็นผู้ค้าทันที โดยไม่ต้องมีการสืบในศาลให้จำเลยปฏิเสธเป็นอย่างอื่นได้
การบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่รัฐบาลมีการประกาศ “สงครามยาเสพติด” (War on Drugs) อย่างเป็นทางการในปี 2546 ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมหาศาล ส่งผลให้เรือนจำแออัดอย่างรุนแรง และรัฐต้องใช้งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทต่อปีในการจัดการเรือนจำ

การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้ผู้เสพและผู้ค้าถูกเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวจนไม่สามารถแยกผู้ค้าออกจากผู้เสพได้โดยง่าย และส่งผลให้ไม่สามารถจัดการกับผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นต้นตอของปัญหาได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งทำให้โทษยาเสพติดหนักเกินกว่าความเป็นจริง แม้ในระยะสั้นปัญหายาเสพติดจะลดลง แต่ต่อมาปัญหาดังกล่าวก็กลับมารุนแรงขึ้นอีก ทำให้ยังคงมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีปัญหาเรือนจำแออัดมาถึงทุกวันนี้ โดยที่ปัญหายาเสพติดยังไม่เคยหายไป ในนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าการปราบปรามอย่างรุนแรงไม่ใช่ทางออก
ต่อมา ได้มีการแก้ไขข้อกฎหมายมาตราดังกล่าว ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2560) เปลี่ยนจากบทสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เป็นเพียงบทสันนิษฐานเฉยๆ กล่าวคือ เปลี่ยนจาก “ให้ถือว่า” เป็น “ให้สันนิษฐานว่า” ทำให้จำเลยยังสามารถนำสืบเพื่อปฏิเสธได้ว่าตนไม่ได้ครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นเพียงผู้เสพเท่านั้น โดยหากเป็นผู้เสพ หลักการสากลถือว่า พวกเขาเป็น “ผู้ป่วย” ที่ต้องได้รับการแก้ไขฟื้นฟูด้วยการเข้ารับการบำบัดเพื่อหายจากการติดยาเสพติด ไม่ใช่การจับกุมเข้าเรือนจำ ตามกฎหมายไทยหากเป็นผู้เสพก็จะถูกส่งไปบำบัดฟื้นฟูในทัณฑสถานบำบัดเพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดยการส่งไปสถานบำบัดย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องกว่าการมอง “ผู้ป่วย” เป็นผู้ค้าและส่งพวกเขาเข้าเรือนจำ
ปัจจุบัน มีการแก้ไขกฎหมายโดยเปลี่ยนจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ซึ่งยกเลิกบทสันนิษฐานมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายที่เคยกำหนดอย่างชัดเจนตามปริมาณการครอบครองเช่นดังก่อน และยังมีการเพิ่มบทสันนิษฐาน “ครอบครองเพื่อเสพ” ว่าหากผู้ใดครอบครองยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ครอบครองเพื่อเสพ เพื่อปรับบทลงโทษให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับความร้ายแรง และสามารถแยกแยะระหว่างผู้เสพกับผู้ค้าออกจากกันได้มากขึ้น โดยจากสถิติจำนวนผู้ต้องขัง นับแต่ปี 2564 เป็นต้นมา จำนวนผู้ต้องขังมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญหากเทียบกับสามถึงสี่ปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว คณะรัฐมนตรี มีมติลดเพดานปริมาณยาเสพติดในการสันนิษฐานว่ามีไว้ครอบครองเพื่อเสพ จาก 5 เม็ด เป็น 1 เม็ด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะทำให้กลับมามีจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า จำนวนผู้ต้องขังที่สูงลิ่วในกรณีคดียาเสพติดมีที่มาจากการบังคับใช้กฎหมายในคดียาเสพติดที่มุ่งปราบปรามและจับกุมอย่างเกินสัดส่วน ทำให้ผู้ป่วยจากการเสพยาเสพติดจำนวนมากไม่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูเพื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่กลับถูกคุมขังในฐานะผู้ค้า มากไปกว่านั้นคือ ไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้อย่างยั่งยืน
ประชากรในคุกส่วนใหญ่อาจไม่ใช่คนเลว แต่เป็นคนจน
ผู้ต้องขังระหว่าง คือ ผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีคำพิพากษาที่ถึงที่สุด จากสถิติปรากฏว่าผู้ต้องขังระหว่างมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ในจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 296,480 คน มีผู้ต้องขังระหว่าง 80,224 คน คิดเป็น 27%

ตามหลักการสากลอย่าง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ข้อ 14 (2) ได้วางหลักไว้ว่า “คนทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมาย และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้” นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทย มาตรา 29 วรรค 2 ก็ได้ยืนยันในหลักการ “สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) โดยการควบคุมหรือคุมขังต้องกระทำเท่าที่จำเป็น เพียงเหตุเดียวคือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลบหนีเท่านั้น
แม้หลักการจะกำหนดไว้เช่นนั้น แต่จากสถิติ ยอดผู้ต้องขังระหว่างอยู่ในสัดส่วนที่ไม่น้อย และอาจจะมากไป หากมองว่าการได้ประกันตัวเป็นหลัก และการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี เป็นข้อยกเว้น
การขอปล่อยตัวชั่วคราว แม้จะมีการขอปล่อยตัวชั่วคราวในรูปแบบที่ไม่ต้องมีประกัน หรือทำสัญญาประกันไว้ว่าจะถูกปรับหากไม่มาตามนัดหรือหมายเรียกศาล โดยไม่ต้องนำเงินหรือทรัพย์สินมาวางเป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การประกันตัวในหลายกรณีต้องมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน โดยการขอประกันตัวโดยไม่มีหลักประกัน ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเงินหรือทรัพย์สินเป็นปัจจัยสำคัญ ว่าคนคนหนึ่งจะได้รับสิทธิการประกันตัวหรือไม่ ในแง่มุมทางเศรษฐกิจแล้วแน่นอนว่า กลุ่มคนจนหรือคนที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ย่อมมีโอกาสในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวน้อยกว่ากลุ่มคนที่สามารถจะมีเงินหรือทรัพย์สินมาวางเป็นหลักประกันต่อศาล
สิ่งที่ตามมาในกรณีนี้ คือ คนที่ไม่มีเงินต้องตกเป็นผู้ต้องขังระหว่าง และต่อสู้คดีในชั้นศาลขณะอยู่ในเรือนจำเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ตามมาด้วยความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นในการต่อสู้คดีด้วยข้อจำกัดต่างๆ
ตามหลักการสากล ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา (The Nelson Mandela Rules) ระบุว่า “ผู้ที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด (Untried prisoners) จะต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องถูกแยกออกจากนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว (Convicted prisoners) นอกจากนี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะต้องสามารถใส่เสื้อผ้าของตน และหากต้องสวมชุดของเรือนจำ จะต้องเป็นชุดที่ต่างจากชุดที่ใช้กับนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กลุ่มผู้ต้องขังระหว่าง ต้องใส่ชุดเช่นนักโทษมายังศาล และต้องใส่เครื่องพันธนาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกุญแจมือหรือกุญแจเท้าในการถูกส่งตัวมาศาล การได้รับการปฏิบัติเช่นนั้นถือเป็นการได้รับการปฏิบัติเสมือนว่าพวกเขาเป็นคนผิดไปแล้วเช่นนักโทษเด็ดขาดแม้ศาลยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุด ในขณะที่คนที่ได้รับการประกันตัวสามารถใส่ชุดลำลองซึ่งเป็นเสื้อผ้าของตนเอง ซึ่งวางอยู่บนหลักการที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่ควรจะเป็น
การที่ผู้ที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดต้องใส่ชุดเช่นนักโทษ และต้องใส่เครื่องพันธนาการอย่างโซ่ตรวน กุญแจมือ กุญแจเท้า ในการถูกส่งตัวมาศาลนั้นเป็นการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และถูกปฏิบัติเสมือนว่าพวกเขาเป็นคนผิดไปแล้วตั้งแต่ต้น

คนป่วย คนจน คนทุกคนในเรือนจำ ควรมีโอกาสในการเป็นมนุษย์
หากพิจารณาจากข้างต้นจึงอาจพูดได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในเรือนจำไม่ใช่คนเลวเสมอไป แต่ยังมีคนป่วยและคนจนเป็นสัดส่วนสำคัญด้วย นอกจากนี้ หากมองวัตถุประสงค์และพันธกิจของเรือนจำและกรมราชทัณฑ์อันเป็นหน่วยงานปลายน้ำในกระบวนการยุติธรรมเป็นที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่ามีไว้เพื่อ “แก้ไขและปรับพฤติกรรมของผู้ที่เคยกระทำความผิด โดยมุ่งให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เพื่อสร้างประชากรที่มีคุณภาพมากขึ้น อันจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมไม่ว่าจะเป็นในแง่การเป็นแรงงานในทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความปลอดภัยของทุกคนในสังคม”
อย่างไรก็ตาม จากช่องว่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ประชากรผู้ต้องขังปัจจุบันยังคงเป็นจุดที่กระบวนการยุติธรรมทั้งองคาพยพจะต้องร่วมกันพัฒนาและแก้ไข เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ และคุกจะไม่ได้มีไว้เพื่อขังคนป่วยหรือคนจน ที่สำคัญคือนักโทษทุกคนควรจะได้รับโอกาสในการกลับตัว เพราะการยอมแพ้กับมนุษย์คนหนึ่งในการให้โอกาสได้ฟื้นฟูแก้ไข อาจทำให้ความผิดของพวกเขาสลักลึกในตัวตนอย่างถาวรและอยู่ในเงามืดที่จะปกคลุมสังคมตลอดไป การตระหนักในสิทธิของผู้ต้องขังจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนัก เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน








