Death and Life of Marsha P. Johnson เมื่อความตายของหญิงข้ามเพศหนึ่งคน เท่ากับการสังหาร LGBTQ+ ทุกคน

“Death and Life of Marsha P. Johnson” สารคดีปี 2017 ที่เริ่มเล่าเรื่องจากความตายของนักกิจกรรมหญิงข้ามเพศชื่อดัง “มาร์ชา พี. จอห์นสัน” เจ้าของสมญานาม “นางแบบของแอนดี วอร์ฮอล, โสเภณี, นักแสดงหญิง และนักบุญ” ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1992 และเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กได้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่าจมน้ำตายทันที จากการฆ่าตัวตาย

คดีอาจจะจบลงอย่างง่ายๆ หากชุมชน LGBTQ+ ซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวอันอบอุ่นของมาร์ชาไม่ตั้งข้อสงสัยว่า มาร์ชาอาจจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย

มาร์ชา พี. จอห์นสัน หรือชื่อเดิมว่ามัลคอล์ม ไมเคิลส์ จูเนียร์ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งย่านวิลเลจ เป็นบุคคลแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาแต่งกายเป็นผู้หญิง และในสายตาของเพื่อนฝูง เธอเป็นคนมีชีวิตชีวาและมีความสุขอยู่เสมอ และยังได้ฉายาว่าเป็น “โรซา พาร์กส์ แห่งขบวนการ LGBTQ+” ผู้มีความโดดเด่นในประเด็นทางการเมือง การเผยแพร่สันติภาพ และเป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ารอคอยการเดินขบวน Pride ในทุกปี

“ตราบเท่าที่คนของฉันทั่วอเมริกายังไม่มีสิทธิ์ ก็ไม่มีเหตุผลให้ฉลอง นั่นคือสาเหตุที่ฉันเดินขบวนเพื่อสิทธิเกย์มาตลอดหลายปี” มาร์ชากล่าวในการปราศรัยครั้งหนึ่ง

ไม่เพียงแต่การรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น มาร์ชายังรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์ และช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ด้วยการมอบเงิน หาที่อยู่และอาหารให้ รวมทั้งยังร่วมมือกับเพื่อนสนิทอย่างซิลเวีย ริเวรา ในการสร้าง “สตาร์ เฮ้าส์” (STAR – Street Transvestites Action Revolutionaries) ในช่วงปี 1970 – 1973 เพื่อช่วยเหลือ LGBTQ+ ที่เป็นเด็กเยาวชน และคนไร้บ้าน ซึ่งทั้งคู่เรียกว่าเป็น “เป็นการลงมือปฏิวัติของคนข้ามเพศตามท้องถนน”

ทว่าในคืนวันหนึ่ง มาร์ชานัดท่องราตรีกับเพื่อนคนหนึ่ง แต่เธอกลับไม่ปรากฏตัว และเช้าวันต่อมา มีผู้พบร่างไร้วิญญาณของมาร์ชาในแม่น้ำฮัดสัน บริเวณท่าเรือใกล้กับถนนคริสโตเฟอร์ นิวยอร์ก จนกระทั่ง 25 ปีต่อมา ผลการชันสูตรเปิดเผยว่า เธออาจถูกฆาตกรรม

ชีวิตของมาร์ชา = ชีวิตของชุมชน LGBTQ+

มาร์ชาเป็นหนึ่งในไอคอนของชุมชน LGBTQ+ ในช่วงทศวรรษ 1960s ซึ่งเป็นยุคที่การเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ผู้ชายแต่งกายเป็นผู้หญิงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หลายครั้ง ผู้หญิงข้ามเพศจำนวนมากถูกจับกุมตัวโดยไม่มีเหตุผล และเส้นทางชีวิตของคนกลุ่มนี้มักเริ่มจากการถูกไล่ออกจากบ้าน กลายเป็นคนไร้บ้าน ส่วนใหญ่จบชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด ฆ่าตัวตาย ถูกฆาตกรรม หรือหายสาบสูญ และเมื่อความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+ ไม่เคยถูกยอมรับ กรณีการเสียชีวิตของผู้มีหลากหลายทางเพศจึงกลายเป็นคดีที่ถูกมองข้าม หรือถูก “ดอง” โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจจะสืบสวนสอบสวนใดๆ

ทว่าในที่สุด เสียงของ LGBTQ+ ก็ดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในเหตุจลาจลสโตนวอลล์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ซึ่งเป็นการตอบโต้การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามชุมชน LGBTQ+ ในบาร์สโตนวอลล์ ในกรีนิช วิลเลจ นิวยอร์ก โดยแกนนำผู้ชุมนุมก็คือมาร์ชาและซิลเวียนั่นเอง และจากวันนั้นเป็นต้นมา ตัวตนของ LGBTQ+ ก็ปรากฏต่อสายตาโลกมากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ชุมชน LGBTQ+ ทั่วโลกจะเดินขบวนพาเหรด Pride เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในเฉดสีที่หลากหลายของความเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ธงรุ้งโบกไสวทุกเดือนมิถุนายน และการแสดงตัวตนของ LGBTQ+ ก็ได้รับการโอบรับมากขึ้น แต่ความรุนแรงที่มีต่อคนกลุ่มนี้ยังไม่จางหายไป อีกทั้งคดีฆาตกรรม LGBTQ+ ในอดีตก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย หนึ่งในนั้นคือคดีการเสียชีวิตของมาร์ชา ซึ่งในปี 2017 วิกตอเรีย ครูซ อดีตนางโชว์และนางแบบ ที่ถูกไล่ออกจากงานเพราะถูกจับได้ว่าเป็นหญิงข้ามเพศ ปัจจุบันเป็นนักรณรงค์ให้กับผู้เสียหายจากอาชญากรรม ในโครงการต่อต้านความรุนแรงในนิวยอร์กซิตี (New York City Anti-violence Project) ได้เริ่มสืบสวนคดีการเสียชีวิตของมาร์ชาด้วยตัวเอง เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับครอบครัวของมาร์ชา และชุมชน LGBTQ+ ทั้งหมด

“ถ้านำความยุติธรรมมาให้มาร์ชาไม่ได้ จะนำความยุติธรรมมาให้คดีอื่นๆ ที่เป็นปริศนาอยู่ได้อย่างไร” วิกตอเรียกล่าว

ใครฆ่ามาร์ชา พี. จอห์นสัน?

แม้ผลการชันสูตรจะระบุว่ามาร์ชาถูกฆาตกรรม แต่กลับไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “ใครเป็นฆาตกร” เช่นเดียวกับกรณีการฆาตกรรม LGBTQ+ คนอื่นๆ ที่การเอาผิดผู้ก่อเหตุนั้นทำได้ยากเย็นเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม สารคดีเรื่องนี้กลับชี้ให้เห็น 4 ปัจจัย ที่คร่าชีวิตมาร์ชาและผู้มีความหลากหลายทางเพศคนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

  • เจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นแรกที่เห็นอย่างเด่นชัดจากการเสียชีวิตของมาร์ชา คือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เร่งสรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นการฆ่าตัวตาย โดยไม่ผ่านการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด แม้ผู้ที่ใกล้ชิดมาร์ชาจะพยายามยืนยันว่ามาร์ชาไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เจ้าหน้าที่กลับละเลยและปัดตกพยานหลักฐานเหล่านี้ เพียงเพราะว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงข้ามเพศ แม้เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี การรื้อฟื้นคดีก็ยังคงไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้น กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคามประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ในปัจจุบันก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำร้ายร่างกาย ด่าทอ และขู่ฆ่า

  • อาชญากรรมจากความเกลียดชัง

สารคดีให้ข้อมูลว่า ก่อนการเสียชีวิตของมาร์ชา รายงานอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มีต่อ LGBTQ+ เกิดขึ้นมากถึง 1,300 ราย และ 12 – 18% มาจากความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ ในย่าน The Stroll ที่มาร์ชาและเพื่อนนัดพบกัน มักจะมีนักเลงขับรถวนเวียนและดักทำร้าย LGBTQ+ และในคืนก่อนที่จะพบศพมาร์ชา มีผู้พบเห็นมาร์ชาถูกชายสองคนไล่ตาม ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการบันทึกเรื่องนี้ และไม่ได้ดำเนินการสืบสวนแต่อย่างใด

แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มีต่อ LGBTQ+ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรณีในยุคปัจจุบันที่ถูกเล่าคู่ขนานไปกับการรื้อฟื้นคดีของมาร์ชา คือการเสียชีวิตของอิสลาน เน็ตเทิลส์ หญิงข้ามเพศที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยเหตุที่ว่าผู้ก่อเหตุตกใจที่รู้ว่าเน็ตเทิลส์ไม่ใช่เพศหญิง และพยายามป้องกันตัว

  • ผู้มีอิทธิพลและอภิสิทธิ์ชนในขบวน Pride

แม้ว่าขบวนพาเหรด Pride จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQ+ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป งานเทศกาลและขบวน Pride กลับกลายเป็นแหล่งทำเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น หลักฐานหนึ่งที่ถูกเล่าในสารคดีคือ ก่อนการเสียชีวิตของมาร์ชา แรนดี วิกเกอร์ เพื่อนสนิทของเธอ ได้เปิดโปงกรณีทุจริตในคณะกรรมการจัดงานเทศกาล และพยายามทวงคืนงานเทศกาลให้กลับมาเป็นของชุมชน LGBTQ+ อย่างแท้จริง ทว่าการท้าชนของแรนดีกลับทำให้มาร์ชาตกเป็นเป้าความรุนแรง

นอกจากผู้มีอิทธิพลที่แสวงหาผลประโยชน์จากขบวน Pride แล้ว สารคดี “Death and Life of Marsha P. Johnson” ยังได้วิพากษ์และตั้งคำถามถึง “อภิสิทธิ์ชน” ที่ได้รับประโยชน์จากการเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ และละทิ้งคนในขบวนเมื่อตนเองได้รับประโยชน์แล้ว ดังที่นักกิจกรรมคนหนึ่งระบุว่า “พวกคนมีอภิสิทธิ์ได้การแต่งงานเกย์แล้ว ตอนนี้พวกเขาไปกันหมด หายหัว ทิ้งชุมชน LGBTQ+ ไว้ข้างหลัง”

  • นโยบายรัฐที่ไม่เคยรวม LGBTQ+ อยู่ด้วย

ชีวิตของซิลเวีย ริเวรา สะท้อนภาพของนโยบายรัฐที่ไม่ครอบคลุมถึงชีวิตความเป็นอยู่และสิทธิต่างๆ ของพลเมืองกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน เพราะหลังจากการเสียชีวิตของมาร์ชา ซิลเวียกลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยอยู่ในเพิงบริเวณท่าเรือถนนคริสโตเฟอร์ ใกล้กับจุดที่พบศพมาร์ชา ทว่าต่อมา เธอถูกไล่ที่และไล่รื้อบ้าน เนื่องจากรัฐมีโครงการก่อสร้าง Hudson River Boulevard ที่ประกอบด้วยถนน 7 เลน, ทางจักรยาน, ทางวิ่ง และทางสำหรับสเก็ต รวมทั้งการก่อสร้างอาคารสูงอีกมากมายที่จะตามมา

“มีตึกเวรพวกนี้ตั้งมากมายแล้วในแมนฮัตตันเฮงซวยนี่ ขอแค่ตึกเวรนี่ตึกเดียวให้คนราว 15 คน มาอาศัยอยู่ยังไม่ได้ ยังอยากจะปรับปรุงใหม่อีก มาร์ชากับฉันทำกันเองในยุค 1970” ซิลเวียในวัยกลางคนกล่าวประท้วง

จนกระทั่งในปี 2017 ท่าเรือใกล้ถนนคริสโตเฟอร์ได้รับการปรับปรุงเป็นถนนและจุดชมวิวที่สวยงาม ส่วนจุดที่พบร่างของมาร์ชานั้นกลับถูกลบหายไปจากความทรงจำของผู้คน

รัฐต้องปกป้องความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+

ในสารคดีเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเรื่องของมาร์ชา ซิลเวีย วิกตอเรีย หรือเน็ตเทิลส์ ล้วนปรากฏภาพการต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองของชาว LGBTQ+ ทั้งเหตุการณ์จลาจลที่สโตนวอลล์ การแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการพิจารณาคดีการฆาตกรรมเน็ตเทิลส์ ไปจนถึงการสร้าง “ทรานซี เฮ้าส์” ในปี 1996 ภายใต้แนวคิดเดียวกับสตาร์ เฮ้าส์ ของมาร์ชาและซิลเวีย ซึ่งกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายของซิลเวีย ริเวรา ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 2002 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ตัวละคร LGBTQ+ ในสารคดีเรื่องนี้พยายามสื่อสารอยู่ตลอดเวลา คือ “รัฐต้องปกป้องความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+ ในฐานะประชาชน” ผ่านการชุมนุมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่สืบสวนคดี การเรียกร้องให้ศาลตัดสินคดีและให้ความเป็นธรรมแก่ LGBTQ+ ผู้เสียชีวิต และเมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่อาจเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้ รัฐบาลกลางก็ต้องเป็นผู้อำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศในที่สุด

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts