นายกสมาคมด้วยใจฯ รายงานตัวต่ออัยการครั้งที่ 5 พร้อมรอฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาทกรณีถามเรื่องทหารค้างจ่ายค่าน้ำประปาของมัสยิด

พรุ่งนี้ (17 มิถุนายน 2568)  อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) นักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เพื่อรายงานตัวต่อพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งที่ 5 เพื่อฟังคำสั่งว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ อีกทั้ง อาจมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบาเจาะ จากข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยเพิ่มข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่   

ทั้งนี้ ภายหลังจากนัดส่งตัวอัญชนาพร้อมสำนวนไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 เป็นต้นมา สำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสนัดหมายให้อัญชนามารายงานตัวทุกเดือน โดยอัญชนาเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการ ครั้งแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นจำนวนสี่ครั้ง เป็นระยะเวลากว่าสี่เดือน เพื่อฟังคำสั่งพนักงานอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ 

ก่อนหน้านี้อัญชนาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการจังหวัดนราธิวาสด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า “หากพิจารณาข้อความที่โพสต์ทั้งหมดในเรื่องนี้ จะเห็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นประโยชน์ต่อสังคม มิได้เป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมิได้เป็นการใส่ความผู้ใดอันเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และไม่ใช่การลงข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งยังแสดงถึงเจตนาอันสุจริตในการเป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

การที่ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และเป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การสะท้อนปัญหาดังกล่าวและหน่วยงานราชการทหารที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณชน ทำให้ประชาชนได้ทราบความจริงและคลายสงสัย ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การดำเนินคดีนี้กับตนย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนแต่ประการใด ดังนั้น จึงขอพนักงานอัยการได้โปรดพิจารณาและมีคำสั่งไม่ฟ้อง”

 คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. บาเจาะ จ. นราธิวาส ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา หีมมิหน๊ะ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยกองทัพเรืออ้างว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย”

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อัญชนาได้ให้การถึงพยานหลักฐานการโพสต์ซึ่งมีการแก้ไขข้อความที่ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริงโดยเจตนาการกระทําที่สุจริตแล้วว่า “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และได้โพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารด้วยว่า “กรมทหารพรานที่ 44 ได้ชี้แจงมาแล้วคะ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างเร็ว…” 

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีค่าน้ำประปานั้น เฟซบุ๊ก “กรมทหารพรานที่ 44” ได้โพสต์ชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณีน้ำประปา Anchana Heemmina จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่าน Facebook Anchana Heemmina กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปา ที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งการโพสต์ของอัญชนาและทางกรมทหารพรานที่ 44 ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

อัญชนากล่าวก่อนจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ว่า ตนทราบว่าพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาเพิ่มตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ตนให้ความร่วมมือแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายความ กล่าวในฐานะทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายคดี SLAPPs นี้ และในฐานะผู้ที่เคยถูกฟ้องคดีกลั่นแกล้งในลักษณะนี้มาก่อน ให้ความเห็นว่า “บทบาทของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีส่วนสำคัญในการให้ความเป็นธรรมกับนักกิจกรรมได้ด้วยการสั่งคดีอย่างเป็นอิสระและไม่ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมาแทรกแซงความเห็นทางกฎหมายที่จะอำนวยความยุติธรรมได้และต้องไม่ล่าช้า”

Author