ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข: ในวันที่ชีวิตยังคงส่องสว่างอย่างซื่อตรง
“สมยศ พฤกษาเกษมสุข” อดีตบรรณาธิการนิตยสารเสียงทักษิณ (Voice of Taksin) เขาเป็นนักโทษทางความคิดที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ก่อนศาลฎีกามีคำสั่งลดโทษเหลือ 6 ปี ในคดีตามมาตรา 112 จากการจัดพิมพ์ จำหน่าย และเผยแพร่บทความ “แผนนองเลือด ยิงข้ามรุ่น” และ “6 ตุลาแห่ง พ.ศ. 2553” ในนิตยสารเสียงทักษิณ สมยศติดคุกทั้งสิ้น 7 ปี นับแต่ปี 2554 – 2561
“วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” อดีตคนทำงานในวงการการเมืองกับพรรคเพื่อไทย นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชาอย่างน้อย 6 ปี หลังจากการรัฐประหารปี 2557 ก่อนจะถูกบังคับสูญหายในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ที่ประเทศกัมพูชา
เรื่องราวของสมยศและวันเฉลิมเป็นที่รู้จักอย่างดีในสังคมไทยจากเส้นทางการต่อสู้และการตั้งคำถามกับประเด็นทางสังคมต่างๆ รวมถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างๆ และมีชีวิตหมุนเวียนอยู่รอบบุคคลทั้งสองมามากกว่าครึ่งชีวิต อย่าง “ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข” หรือ “เทียน” มันคือการที่ครั้งหนึ่งเธอต้องจากเป็นกับ ‘พ่อ’ และครั้งหนึ่งต้องจากลากับ ‘คนรัก’ อย่างวันเฉลิม เพราะรัฐเลือกจะลงโทษพวกเขาเพียงเพราะความคิดที่แตกต่าง แน่นอนว่าบาดแผลและความเจ็บปวดจากการสูญเสียหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของประกายดาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็น การจากตาย หรือการจากลาที่อยู่ระหว่างกลาง เส้นทางการก้าวข้ามความเจ็บปวดจากบาดแผลของความสูญเสียสำหรับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงไม่เคยเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยหลากเฉดของความรู้สึกที่ไม่สามารถนำสีขาวหรือสีดำมาตีกรอบ

สำหรับประกายดาวเธออาจเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่บุคคลที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียเช่นนั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่เมื่อคนที่ยังอยู่ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ชีวิตของผู้เสียหายไม่ได้มีเพียงแต่ความเศร้าเอ่อล้นบนหน้ากระดาษที่เรียบแบน กลับกันเรื่องราวของประกายดาวนั้นเป็นหนังสือเล่มหนาที่ร้อยเรียงหลายบทของชีวิต รวมถึงบทชีวิตที่เธอเลือกเอง
อยู่ระหว่างสองโลก
แม้ว่าพ่อจะเป็นนักรณรงค์ที่เป็นที่รู้จักและนักโทษทางความคิดตั้งแต่ประกายดาวยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา โลกของเธอในวัยเด็กยังคงปกติทั่วไปไม่ต่างจากเด็กคนอื่น และไม่มีใครที่โรงเรียนรู้จักกับชีวิตของครอบครัว “พฤกษาเกษมสุข” มากนัก ในขณะที่ภายในจิตใจของประกายดาวตระหนักดีว่าครอบครัวของเธอเป็นใครและโดนกระทำอะไรบ้างจากรัฐ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอตีตัวออกห่างจากสังคมทั่วไปมาตั้งแต่เด็ก
“ช่วงแรกๆ พาร์ทมหาลัย พาร์ทมัธยม เราไม่ได้เทคแอคชั่นเยอะ จะเป็นแม่กับพี่ชายที่ทำงานส่วนนี้เสียส่วนใหญ่ เราทำหน้าที่แค่ซัพพอร์ตคือไปเยี่ยมพ่อ ไปซื้อของมาฝาก หรือว่าคุยอะไรอย่างนี้ ให้ความธรรมดาของชีวิตกับเขา เราจะเป็นคนทำงานด้านนั้น”
ชีวิตในวัยเด็กของประกายดาวเป็นชีวิตที่มีอยู่สองโลก ระหว่างโลกปกติของเด็กหญิงคนหนึ่ง กับโลกของลูกที่พ่อโดนคดีการเมือง บทบาทในวัยเด็กจึงเป็นการนำความธรรมดาของชีวิตกลับคืนสู่ครอบครัว และแม้เธอจะต้องอยู่ในโลกสองใบก็ยังมีโลกปกติให้ประกายดาวได้เดินทางกลับไปอยู่เสมอ ในขณะที่เธอได้แต่มองพ่ออยู่ห่างๆ

“เขาทำอะไรก็ทำ เขาเดินขึ้นห้อง เดินออกไปนอกบ้าน จะไปไหนเราก็ไม่ได้ถามอะไร แล้วเราก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าทำแล้วดี ทำแล้วไม่ดี เราก็นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอะไรของเราไป”
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความโหดร้ายของโลกไม่เคยห่างไปจากชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่ง ประกายดาวยังไม่ลืมวันที่รู้ว่าพ่อจะต้องถูกจองจำทางความคิดถึง 10 ปี ซึ่งหมายความว่าตลอดชีวิตวัยรุ่นของเธอ
“ตอนเกิดเรื่องพ่อ เทียนอายุแค่ 17 ปี แล้วเทียนก็อ่านงานของฌ็อง-ฌัก รูโซ เรื่องสัญญาประชาคม (Social Contract) มนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่มีโซ่ตรวน แล้วเราเพิ่งอ่านเสร็จปุ๊บ มีคนโทรมาบอก พ่อโดนตัดสินจำคุก 10 ปี หา นี่คืออาการช็อก อะไรบางอย่าง แล้วก็เด็กด้วยไร้เดียงสา เฮ้ย! เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันคืออาการช็อกแบบรุนแรง”
ชีวิตระหว่างสองโลกยังคงดำเนินไป ในช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ประกายดาวได้พบเจอกับผู้ชายอีกหนึ่งคนที่จะมีบทบาทสำคัญมากในชีวิต เมื่อเธอได้ไปฝึกงานที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งในช่วงเวลาหลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับวันเฉลิม หรือ “ต้าร์”
ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครในปี 2556 ขณะที่ทีมของประกายดาวทำงานให้กับพล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ หนึ่งในผู้สมัครชิงที่นั่งผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะเด็กฝึกงานและเป็นผู้หญิงคนเดียว ประกายดาวถูกมอบหมายให้ลุยเดี่ยวในหลายๆ เรื่อง เช่น การติดตามไปยังพื้นที่หาเสียงเพื่อติดตามการหาเสียง ถ่ายรูป เก็บประเด็น และเขียนงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งสำหรับคนที่ไร้ประสบการณ์ทำงานและพึ่งกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่นิดเดียว ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในช่วงนั้นมีวันเฉลิมที่เข้ามาคุยกับเธอ

“ตอนนั้นไม่แน่ใจจริงๆ ว่าหน้าที่เขาคืออะไร น่าจะนักวิเคราะห์ เดาเอาคือวิเคราะห์ เขาจะเข้าออฟฟิศมาเที่ยงตรง แต่พอมาเที่ยง แล้วเราเป็นเด็กฝึกงาน เราก็จะโดนทิ้ง พี่ๆ ไปกินข้าว เขาไม่ชวนเรา แต่พี่ต้าร์มาก็โอเคไปกินข้าวกัน”
บทสนทนาจากการกินข้าวเที่ยงทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันมากขึ้น ภายหลังฝึกงานเสร็จสิ้น ประกายดาวจึงได้เริ่มคบหากับวันเฉลิมและได้อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันในย่านดอนเมือง ประกายดาวมีวันเฉลิมในชีวิตมาโดยตลอดนับแต่นั้น
ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 มีทหารเดินทางไปยังบ้านพฤกษาเกษมสุขเพื่อหาตัวเจ้าของเพจ ‘กูต้องได้ร้อยล้านจากทักษิณแน่ๆ’ ที่วันเฉลิมเป็นแอดมินเพจอยู่ หลังจากนั้นวันเฉลิมได้รับคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และตามมาด้วยหมายจับข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากการเป็นแอดมินเพจดังกล่าว
วันเฉลิมต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไทยนับแต่วันที่ทหารมาเยือนบ้าน แต่แผนชีวิตประกายดาวยังคงมีวันเฉลิมอยู่เสมอ เมื่อเขาลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ผนวกกับประกายดาวได้โอกาสเรียนต่อปริญญาโทสาขาโบราณคดีซึ่งเป็นสาขาที่เธอเรียนมาในปริญญาตรี กับมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสแห่งหนึ่งที่มีวิทยาเขตอยู่ที่กัมพูชา ประกายดาวจึงได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับวันเฉลิมอีกครั้งที่กัมพูชา

สำหรับเธอ วันเฉลิมเป็นคนรักที่อยู่กับเธอมายาวนานที่สุด และอยู่กับเธอในหลายช่วงสำคัญของชีวิต ความประทับใจในวันเฉลิม สำหรับเธอยังคงมีมากเกินนับ ประกายดาวนิยามว่าวันเฉลิมเป็นคนที่ ‘กลม’ ในทุกด้าน เขาสามารถเข้ากับเพื่อน ครอบครัว และคนรอบตัวของเธอได้เป็นอย่างดี
“พี่ต้าร์กําลังดี คือไม่ใช่ outgoing แต่เป็นคนที่มีภาวะผู้นําสูง ทําให้เราสบายใจมากๆ ทดแทนสิ่งที่ขาด จริงๆ มันคือความรู้สึกสบายใจมากๆ สมมุติเราไปเที่ยว เราไม่ต้องคิดอะไรเลยเขาตัดสินใจให้หมดเลย โคตรสบาย เราพาเขาไปเจอเพื่อน เราไม่ต้องกังวลอะไรเลย เขาสามารถเข้ากับเพื่อนได้ทุก 360 องศา ไม่เคยมีข้อกังวลว่าเราจะพาเขาไปเจอใครแล้วเขาจะ awkward ไหม”
แม้ประกายดาวจะเลิกรากับวันเฉลิมและเดินทางกลับมาไทยภายหลังเรียนจบปริญญาโท เธอยังคงเป็นเพื่อนกับวันเฉลิมและยังชติดต่อกันอยู่เนืองๆ และหนึ่งปีหลังจากเลิกกัน ในวันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป ประกายดาวก็เป็นคนแรกที่ได้รู้ข่าว
“เทียนเป็นคนแรกที่รู้ข่าวเพราะว่าเทียนเป็นคนคุยกับคนทางฝั่งกัมพูชาแล้วเขาก็เป็นคนที่แจ้งว่า เทียน พี่ต้าร์โดนอุ้ม”
อยู่กับความว่างเปล่า
“หลังจากเกิดเรื่องพี่ต้าร์ 4 มิถุนายน 2563 เป็นช่วงเวลาที่ยากและเทียนไม่เข้าใจด้วยว่าพี่เจน (สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม) ทำได้ยังไง สำหรับเทียน เทียนต้องพักก่อน มันเละไปหมดในทางอารมณ์ความรู้สึก มันเหมือนเราตกตึกแล้วร่างแม่งเละสลาย คิดอะไรไม่ออก 1 ปี ใช้เวลาตรงนั้นกินยา แล้วก็เจอหมอ”

การถูกอุ้มหายของวันเฉลิมกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จุดประกายสังคมโดยเฉพาะการออกมาชุมนุมเรียกร้องของประชาชนในช่วงปี 2563 – 2564 แต่สำหรับประกายดาวมันช0คือความแหลกสลาย
“ตอนนั้นเป็นช่วงกบดานของเทียนอยู่ คือรู้แหละว่าทุกคนออกไปลงถนนกัน แต่ว่าเรากบดาน แต่ไม่ได้แปลกใจเพราะเรารู้ว่า เพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) เป็นคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับพี่ต้าร์มากๆ คือสนิทคุยกันเยอะ”
“อันนี้เป็นความคิด ณ ตอนนี้ด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนั้นแค่เศร้ามากๆ”
แน่นอนว่ามากไปกว่าความแหลกสลาย คือโลกของการมีชีวิตอยู่ต่อหลังจากนั้น
“พี่ต้าร์มีส่วนในตัวตนเทียนเยอะมากนะ เผลอๆ คิดว่าเยอะมากกว่าเรื่องพ่ออีก จริงๆ รู้สึกว่าพี่ต้าร์สำคัญมาก โดยเฉพาะในมุมมองด้านการตัดสินใจ การเป็นผู้นำในองค์กร หรือเป็นคนทำงานด้านใดด้านหนึ่ง แต่ก่อนเขาเคยเป็น mentor ในงานที่ไปฝึกงาน เรื่องเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แล้วเราก็เป็นรุ่นน้อง แต่ว่าเขาจะให้คำแนะนำเยอะ พูดเยอะ แล้วเขาเป็นคนที่แน่วแน่ มากๆ เป็นคนที่กูจะ yes or no ตอบได้หมดเลย อันนี้ no อันนี้ yes”
สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่มองว่าแม้ตนจะมีปัญหาจากความสัมพันธ์กับพ่อที่ขาดหายไปในช่วงที่พ่อยังคงอยู่ในเรือนจำ วันเฉลิมเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มประกายดาวในสิ่งที่ขาดหายนั้นได้อย่างดี

“เรามั่นใจในตัวเขามากๆ และ เขามั่นใจที่เขาจะแสดง เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาคิดมันจะดีต่อเรา”
“มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เป็น daddy figure ที่มันไม่เคยมี เพราะครอบครัวเทียนเป็นแบบว่า เธอคิดอย่างไร เธออยากทำอย่างนี้ไหม อยากลองแบบนี้ไหม ดีไหมนะ วงประชาธิปไตยอะไรอย่างนี้ แต่วันเฉลิมคือหนึ่งสองสามสี่ อันนี้แฮปปี้เลยไม่ต้องคิดมาก แต่ก็พยายามแก้ไขอยู่เพราะว่า รู้ว่าเราเองก็ต้องเป็นคนบอกว่า yes or no ด้วยตัวเองบ้าง”
แม้ประกายดาวจะตระหนักดีว่าสุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจให้เธอได้ดีที่สุดคือตัวเธอเอง แต่ทุกวันนี้วันเฉลิมยังคงอยู่กับเธอในทุกการตัดสินใจของชีวิต ตั้งแต่การตัดสินใจเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการตัดสินใจจะลงทุนซื้อหุ้น ไปจนถึงการตัดสินใจในหน้าที่การงาน เสียงของวันเฉลิมยังคงให้คำตอบและความมั่นใจกับเธออยู่เสมอ
“หลังจากนั้น (วันเฉลิมถูกอุ้มหาย) เรารู้สึกไม่มั่นคงตลอดเวลา พูดแล้วก็ฟังดูไม่แฟร์แต่ไม่ว่าจะปรึกษาใครก็ไม่เคยมั่นใจได้เท่าปรึกษาพี่ต้าร์”
ในฐานะคนที่อยู่ใกล้ชิดวันเฉลิมมากที่สุด ประกายดาวไม่เคยหนีพ้นความรู้สึกผิดในใจ แม้เธอจะรู้ดีว่าความผิดนั้นไม่ใช่ของเธอ
“เราคิดว่ามีโอกาส แต่เราไม่อยากคิดว่าเป็นความผิดเราที่ทําปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่มีส่วนหนึ่งแหละที่รู้สึก ทําไมไม่ไปประเทศที่ 3 ทําไมเราคิดน้อย จริงๆ คุยกันเยอะนะ ทําไมเราไม่บังคับให้เขาไปฝรั่งเศส”
นอกจากคำถามที่มีให้ตัวเองตลอดเวลาว่าหากย้อนกลับไปได้ตนจะกลับไปแก้ไขตรงไหน ประกายดาวเล่าว่า หลายครั้งความเห็นที่เธอได้รับจากความเห็นที่หลั่งไหลมาจากผู้คนมากมาย และยังคงค้างในใจและจำได้ไม่ลืมคือ ความเห็นที่ว่าวันเฉลิมอาจมีโอกาสรอดหากเธอเลือกที่จะเงียบ
“เขาคิดว่าถ้าเราเงียบก่อนสักหนึ่งคืน อาจจะมีการเจรจา อาจจะมีการแบบให้รอด ซึ่งเราก็คุยกับพ่อเหมือนกัน พ่อก็บอกว่าแล้ว 8 คนที่ผ่านมามันมีใครรอดไหม ก็ไม่มีใครรอด 8 คน ต่อให้รอหนึ่งวันหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เชื่อมั่นในความคิดนั้น เพราะว่าหลังจากนั้นก็ได้ไปอบรมมาด้วยจากต่างประเทศ เขาบอกว่า ถ้ามีเรื่องของการลักพาตัว แล้วมีข้อต่อรองก็ให้พยายามทำตามที่เขาบอก แต่ถ้าลักพาตัวเพื่อไปฆ่า ก็ตาย คนอบรมก็บอกว่าก็ตาย ทําอะไรไม่ได้ ถ้าเขาตั้งใจว่าจะอุ้มไปฆ่าอยู่แล้ว”

อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายต้องเผชิญคล้ายคลึงกัน คือความกลัวที่จะลืม ว่าความทรงจำถึงคนที่รักจะค่อยๆ หล่นหายระหว่างทางที่ยังไม่ถึงจุดจบ ประกายดาวก็เช่นกัน
“รู้สึกกลัวว่าจะลืม แบบแต่ก่อนนะ อาจจะมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่ายังจํากลิ่นเขาได้ รู้สึกว่าชัด นึกออกว่ากลิ่นตัวเขาจะเป็นกลิ่นแบบไหน ตื่นเช้ามาวันหนึ่งอยู่ดีๆ เราก็จํากลิ่นเขาไม่ได้”
แม้จะแปลกที่จะพูดเช่นนั้น แต่เธอได้เรียนรู้จากครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายคนอื่นๆ ว่าอาการกลัวว่าจะลืมเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ สำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตามปัจจุบันเธอยอมรับได้มากขึ้นและมองว่าเป็นเรื่องของร่างกายที่แปรผันไปตามเวลา
“ไม่กลัวแล้ว คือเราทําอะไรไม่ได้ มันเป็นกลไกของร่างกาย แบบถ้าลืมก็ลืม จะทําอย่างไร ก็มีนะ มีอาการแบบว่าไปนั่งเปิด google photo ย้อนอยู่เรื่อยๆ เราก็ปลงแล้ว ถ้าลืมก็ลืม มันก็มีกลิ่นใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เราก็ต้องมูฟออน”
นอกจากจะสูญเสียคนรักนับแต่เกิดเหตุแล้ว ประกายดาวเล่าว่าเธอต้องค่อยๆ สูญเสียวันเฉลิม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด และค่อยๆ เห็นเขากลายเป็นสัญลักษณ์มากกว่ามนุษย์ที่เคยเป็น
“เศร้าอยู่นะที่จะพูดอย่างนี้ แต่ว่าตอนนี้เขากลายเป็น figure แต่เขาไม่ใช่ person แล้ว แต่ก่อนเขาเคยเป็นคนสําหรับเรามาตลอด ตอนนี้เขากลายเป็นเหลือแค่ figure จริงๆ ปีที่ 5 แล้ว เรา ไม่รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว รู้สึกเหมือนเขาหายไป จริงๆ เราพยายามเก็บเขามานานมาก เก็บกลิ่น เก็บเสียง เก็บความทรงจํา เก็บเรื่องราวเฉพาะบางอย่าง อย่างรูปภาพหรือประสบการณ์ส่วนตัว มันไม่เหลือแล้ว”

นั่นคือการที่เธอต้องสูญเสียคนรักแก่สัญลักษณ์การต่อสู้
“ตอนนี้เราเองก็เหนื่อยที่ต้องไปเปิด Google photo ทุกปีๆ หรือว่าทุกเดือนๆ นั่งดูรูปเขา ก็คงกลายเป็นแบบ (ชี้ไปที่แก้วน้ำที่มีหน้าพ่ออยู่) ‘Free Somyot’ (ปลดปล่อยสมยศให้เป็นอิสระ) เป็น figure เป็นมนุษย์ในจินตนาการที่เราเคารพนับถือ และจะทํางานให้ตลอดไป”
การก้าวข้ามกับเหตุผลของการคงอยู่
“ดูภาพทั้งหมดในบ้านเทียนสิ ไม่ใช่ภาพแห่งความสวยงามนะ เป็นภาพของสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ชีวิตของครอบครัวเรามันเป็นอย่างนี้ ด้วยความอยุติธรรมบางอย่าง มันไม่มีความสวยงามแล้ว แม่งคือชีวิตของนักสู้ เราไม่ได้มองว่าสวยไม่สวย เรามองว่าเมื่อไหร่จะบรรลุผลแค่นั้น”
จากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้โลกของเด็กหญิงประกายดาวที่เคยมีสองโลกต้องค่อยๆ สูญเสียโลกใดโลกหนึ่งไป ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอก็ยังไม่เคยคิดกับตัวเองถึงสาเหตุ แต่ประกายดาวในวันนี้ค่อยๆ บอกลาโลกปกติธรรมดาที่ไม่ปกติสำหรับเธออีกต่อไปทีละน้อย จนเหลือเพียงโลกเดียวคือโลกของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
“อยู่ดีๆมันก็ไม่มี มันก็หายไป จนตอนนี้มันมีแค่โลกเดียว คือโลกของการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย หรือว่าประเด็นอื่นๆ มันเหลือแค่นั้นเลย ตอนนี้มองไปรอบข้างก็ไม่รู้ว่า วันดีคืนดีเราอยากจะโทรหาใครเพื่อถามแค่ว่าเรื่องสีรองพื้นควรซื้อยี่ห้อไหน เราไม่รู้จะโทรหาใครแล้ว ตอนนี้ชีวิตเรามีแค่เรื่องนี้อย่างเดียวเลยจริงๆ”
ประกายดาวเล่าว่าเธอค่อยๆ สูญเสียสุนทรียะในชีวิตไป ทำให้จากคนที่เคยชอบดูและวิพากษ์วิจารณ์หนังกลายเป็นคนที่ไม่ดูหนัง จากคนที่มีกลุ่มเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยโรงเรียนและนัดเจอกันทุกปี เธอกลับค่อยๆ ห่างเหินออกจากเพื่อน จากคนที่ชอบไปพิพิธภัณฑ์และเดินชมงานศิลปะที่อาร์ตแกลเลอรี ตอนนี้เธอไม่สามารถสัมผัสถึงความสวยงามของงานศิลปะได้อีกต่อไป นอกจากมองว่ามันเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นคงเป็นอาการจากปัญหาความเจ็บป่วยด้านจิตใจที่ประกายดาวกำลังเผชิญอย่างปฏิเสธไม่ได้

“อยู่ดีๆมันเหลือแค่ว่าเมื่อไหร่คนทำผิดจะได้รับผิดชอบ เมื่อไหร่จะนอนหลับได้เต็มตา เมื่อไหร่เราจะได้รับการเยียวยา เมื่อไหร่ มันกลายเป็นแบบเราอยู่กับคำถามในงานที่เราทำอย่างเดียว ทุกครั้ง ตลอดเวลา 24 ชม. ในหนึ่งวัน”
ปัจจุบันประกายดาวทำงานในภาคประชาสังคมที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานให้ผู้เสียหายและผู้รอดชีวิตจากการซ้อมทรมาน การบังคับสูญหาย และการใช้อำนาจในทางมิชอบโดยผู้มีอำนาจ อาจกล่าวง่ายๆ ว่าประกายดาวได้กลายมาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเต็มตัว และให้ความช่วยเหลือแก่คนที่กำลังเผชิญชะตากรรมเช่นเธอ
จริงๆ แล้วประกายดาวเริ่มเข้าสู่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพราะเรื่องของพ่อ ประกายดาวได้พบกับ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่นัดศาลคดีของพ่ออยู่บ่อยครั้ง และพบปะกันในหลายงาน รวมถึงตอนที่เดินทางไปยังมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้เสียหาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงกับทีมทนายความ จนปัจจุบันเธอทำหน้าที่เป็นรองผู้อำนวยการ และเป็นหนึ่งในบุคคลรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานจัดการบริหารงานในวงการภาคประชาสังคมและมีบทบาทสำคัญต่อวงการ
“ที่ทุกคนไว้ใจเทียนอาจจะเป็นเพราะว่า เทียนมีเครือข่ายที่ค่อนข้างมีมาอยู่แล้ว เราเป็นอดีตผู้เสียหาย เรารู้จักคนนั้นคนนี้ เราเข้ามาโดยธรรมชาติมาก ไม่มีใครต้องถามเราว่า มาทำงานเรื่องนี้ทำไม มีแต่คนบอกว่าเหมาะมากๆ”
บทเรียนสำคัญในวันที่ประกายดาวเติบโตบนเส้นทางของตัวเอง เธอมองว่าโลกของการทำงานสอนเธอว่าตัวตนเป็นเรื่องไม่แท้ และความไม่แน่นอนในชีวิตเป็นเรื่องจริง สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนามากนัก ‘อนิจจัง อนัตตา’ กลับเป็นประโยคที่เธอรู้สึกว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่สะท้อนเธอได้อย่างดี
“ต้องลืมตัวตนของตัวเอง เพราะว่าบางทีเราประสานงานกับคนอื่น โดยเฉพาะประสานงานกับญาติที่เป็นผู้เสียหาย อนัตตา สําคัญมาก คือ เราอย่าสําคัญตนว่าเราเป็นอะไรสักอย่าง เราเป็น call center เฉยๆ เขาจะด่าจะพูดอะไร ให้เราแค่รับฟัง งานนี้ก็เลยให้บทเรียนที่สำคัญมากๆ”
ในมุมผู้บริหาร โลกที่เธอทำงานเป็นโลกที่มีความมั่นคงทางใจน้อยนิด ในขณะที่หน้าที่ของเธอจะต้องติดตามความเป็นไปของสถานการณ์โลก และท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของวงการ NGO และเทรนด์สิทธิมนุษยชนที่ดูจะไม่ดีนัก และแม้ปัจจุบันจะยังให้คำตอบถึงทิศทางในอนาคตของวงการสิทธิมนุษยชนไม่ได้ แต่สำหรับปีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงความไม่แน่นอนอีกครั้ง
ที่จริงแล้ว หากเลือกได้ เธออยากเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ที่สามารถเลิกงานกลับบ้าน ใช้เวลาพักผ่อนในวันเสาร์อาทิตย์เช่นใครหลายๆ คน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อต้องถามตนเองในปัจจุบัน ประกายดาวมองว่าเธอจะยังคงทำงานนี้ต่อไป และอาจพูดได้เต็มปากว่าเธอไว้ใจองค์กรและชอบการทำงานในวงการนี้มากกว่าที่คิด
“ตอนที่พ่อโดนตัดสินจำคุก สิ่งแรกที่เราคิดคือเราอยากตาย แต่ตอนเกิดเรื่องพี่ต้าร์ สิ่งที่เราคิดคือ จะไม่ยอมตายจนกว่าทุกอย่างแม่งจะคลี่คลาย”

ในวันที่ประกายดาวเติบโตและเรียนรู้บทเรียนชีวิตมากขึ้น เธอเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น และมองเห็นภาพว่าเธอจะสามารถทำงานเพื่อพ่อและคนรักได้อย่างไรบ้าง เธอจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และจะยังคงอยู่กับมันต่อไป เหตุผลของการทำงานเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
“จริงๆ ไม่อยากใช้คําว่าสู้ด้วยซ้ำ เวลาทำงาน เทียนรู้สึกเหมือนเป็นฟันเฟืองที่เล็กมากในองค์กร เลยรู้สึกไม่ได้อยากจะบอกว่าเราสู้ ไม่อยากใช้คําว่าสู้ แค่ช่วย แต่ถ้าจะใช้คําว่าสู้ในทางจิตใจจริงๆ ก็สู้เพื่อ…คนที่เรารัก”
“เราสู้เพราะเราไม่อยากเห็นคนที่เรารักโดนแบบนั้นอีกแล้ว”

แม้จะไม่ยอมแพ้ ความหวังของประกายดาวในปัจจุบันไม่ได้สูง สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเธอ คือ การได้พบเจอกับครอบครัวผู้เสียหายจากการอุ้มหายคนอื่นๆ
“สิ่งที่พิเศษที่สุดสําหรับเราคือการที่เรามีกันและกัน คือมีญาติอยู่ด้วยกันแค่นั้นแหละ ไม่ได้คาดหวังไปถึงขั้นเอาใครมาไต่สวน เผลอๆ ตายก่อนเพราะกินเหล้าเยอะ เทียนน่าจะตายก่อน”
เมื่อได้อ่านเรื่องราวของประกายดาวอาจพบกับความเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแรงที่จะสื่อสารความรู้สึกที่แหลกสลายออกมาได้อย่างชัดเจน ประกายดาวยังคงมองไปข้างหน้าถึงการทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ด้วยหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก
เธออาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่ยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ใช่เพียงผู้สูญเสีย แต่คือผู้ผ่านพ้นที่ยังคงหยัดยืนด้วยเช่นกัน

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์





