ศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 2 พิพากษาลงโทษครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึก สถานหนัก ตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ  กรณีพลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิตหลังเกณฑ์ทหาร 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น. ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าสังเกตการณ์นัดฟังคำพิพากษา ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 กรณีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ในคดีนี้ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกครูฝึกที่เป็นจำเลยที่ 1 20 ปี จำเลยที่ 2 15 ปี และผู้ช่วยครูฝึก จำเลยที่ 3-13  10 ปี ฐานกระทำความผิดตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ… ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน” และตามมาตรา 35 กำหนดโทษไว้ว่า “ผู้กระทำความผิดฐานทรมาน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี …และถ้ากระทำความผิดจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษ 15 ถึง 30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต…” นับเป็นคดีแรกที่ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษตามกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เกิดเหตุครูฝึกและผู้ช่วยได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งหน่วยฝึกได้ส่งตัวพลทหารวรปรัชญ์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ. ชลบุรี และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร ต่อมาพลทหารวรปรัชญ์ฯ ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 จากนั้นหน่วยงานต้นสังกัดได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ซึ่งผลการสอบสวนมีผู้ร่วมกันกระทำความผิดจำนวน 13 คน และได้มีการลงทัณฑ์ทางวินัยทั้งผู้ที่กระทำผิดและผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้นในฐานะที่บกพร่องในการกำกับดูแล รวมถึงมีการเข้าพบผู้ปกครองของพลทหารวรปรัชญ์ และได้มอบเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล ตลอดจนสนับสนุนค่าจัดงานศพ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดจนพนักงานอัยการภาค 2 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดังกล่าว ที่สุด  คดีนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลย จำนวนกว่า 40 ปาก เมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา และได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 13 คนดังกล่าวในวันนี้ 

นับเป็นเวลากว่า 2 ปีหลังจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 บังคับใช้ได้อย่างแท้จริง ดคีดังกล่าวนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสำคัญต่อคดีที่มีลักษณะความผิดเฉพาะ อาทิ การกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และการบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลทหาร พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผู้ดำเนินการไต่สวนพิจารณา นอกจากนี้ยังกำหนดการลงโทษถึงผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิดที่ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชา ย่อมต้องรับผิดด้วยนั้น ซึ่งตามคำพิพากษาคดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่ลงโทษสถานหนักต่อครูฝึก และผู้ช่วยครูฝึกย่อมสะท้อนให้เห็นว่า 

พ.ร.บ.ฉบับนี้สามารถปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายและนำผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษได้อย่างแท้จริง รวมไปถึงอาจสามารถป้องกันเหตุการละเมิดที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตได้ไม่มากก็น้อยอีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม กรณีการลงโทษครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึก ซึ่งกระทำการอันโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม เป็นเพียงก้าวแรกของความสำเร็จของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อีกทั้งยังไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาของครูฝึกเหล่านี้ได้ ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชน ร่วมกันติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อให้นำไปสู่การป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และสามารถยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดได้ในที่สุด

Author