ศาลเรียก ธงชัย วินิจจะกูล เข้าพบ 

หลังยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมต่ออานนท์ นำภา และผู้ต้องขังคนอื่นๆ

 พร้อมให้ยื่นคำร้องนัดวันไต่สวน-บัญชีพยานต่อศาล

จากกรณีที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ พร้อมทนายความและตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่กุญแจเท้า อานนท์ นำภา ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ต่อมาในเวลาประมาณ 13.30 น. ผู้พิพากษาเวรประจำวันได้ขอพูดคุยกับศาสตราจารย์กิตตคุณ ดร. ธงชัย ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอหารือและทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของผู้ร้องในการยื่นคำร้องในครั้งนี้ และ ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อกำหนดวันนัดไต่สวนต่อไป ซึ่งการไต่สวนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้ร้องได้นำเสนอพยานบุคคล พยานเอกสารต่อศาลได้อย่างเต็มที่อีกด้วย 

การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ถูกปฎิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม มาตลอดหลายสิบปี ต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องขังมากยิ่งขึ้นอีกด้้วย 

หลังจากนี้ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมในฐานะผู้แทนของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย จะดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวันนัดไต่สวนให้ตรงตามวันและเวลาที่ผู้ร้องสะดวกและนำเสนอพยานหลักฐานบุคคลและพยานเอกสารในการไต่สวนของศาลต่อไป 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า “สำหรับการยื่นคำร้องครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า เรื่องการไม่ให้ประกันตัวและความอยุติธรรมในกรณีอื่น ๆ เป็นเรื่องรอง แต่เห็นว่าการพูดถึงเรือนจำ การคุมขัง การใส่เครื่องพันธนาการนั้นยังไม่เคยมีการพูดถึง ซึ่งปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่มักถูกมองข้าม คือราชทัณฑ์และเรือนจำ  และประเด็นต่อมาอาจมีการกล่าวว่าจะเป็นการให้อภิสิทธิ์ไม่ให้อานนท์ต้องทำตามกฎหมายหรือไม่ ขอตอบว่าไม่ใช่ ซึ่งตามที่กล่าวไปข้างต้นนี้จะเห็นว่า เราเรียกร้องให้ราชทัณฑ์และศาลปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะแนวทางปฏิบัติที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย เราจึงขอให้กลับมาทำตามกฎหมายโดยที่ไม่ต้องแก้หรือออกกฎหมายใหม่”

 “ตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ระบุไว้ว่า ห้ามใส่เครื่องพันธนาการให้ยกเว้นเป็นกรณี  เช่น ป้องกันผู้ต้องหาหลบหนี แต่ทุกวันนี้ถ้าไปดูที่ใต้ถุนศาล ผู้ต้องหาทุกคนถูกใส่กุญแจข้อเท้าหมด ทำเป็นปกติ ไม่ใช่กรณียกเว้น แต่เมื่อเราต้องการให้ปลดกุญแจเท้าอานนท์ เรากลับต้องมายื่นคำร้องเป็นกรณี ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกันไปหมด” ธงชัยกล่าว

และประเด็นสุดท้าย การกระทำเช่นนี้จะเป็นอภิสิทธิ์แก่อานนท์หรือไม่นั้น เนื่องจากการยื่นคำร้องต่อศาลต้องทำเฉพาะเป็นกรณี และได้เรียกร้องให้มีการไต่สวนว่ามีความจำเป็นอย่างไรจึงจะต้องใส่เครื่องพันธนาการอานนท์ และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องเตรียมคำอธิบายทุกกรณี

“ถ้าหากการเรียกร้องให้กับอานนท์ในกรณีนี้ทำสำเร็จ ก็จะเป็นการเสนอแนวทางปฏิบัติ กลับสู่ภาวะที่ควรจะเป็น ก็คือห้ามใส่เครื่องพันธนาการ ถ้าจะใส่ก็ต้องไต่สวนเป็นกรณียกเว้น วิธีนี้จะทำให้กรณียกเว้นเป็นกรณียกเว้น และข้อบัญญัติทั่วไปตามเจตจำนงของกฎหมายจะได้รับการเคารพและยึดถือตามที่ควรจะเป็น” ธงชัยกล่าว

Author