25 ตุลาคม 2547 คือจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทย นั่นคือ “เหตุการณ์ตากใบ” จากการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และการควบคุมตัวผู้ชุมนุมโดยให้นอนซ้อนทับกัน 4 – 5 ชั้น บนรถบรรทุก จนมีผู้เสียชีวิตถึง 85 ราย ทว่าเกือบ 2 ทศวรรษผ่านไป ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี

จนกระทั่งในวันที่ 23 สิงหาคม 2567 ศาลนราธิวาสมีคำตัดสินรับฟ้องคดีที่ชาวบ้านรวมตัวกันฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐอีกครั้ง นับเป็นการรับฟ้องก่อนหมดอายุความเพียง 63 วัน และหากจำเลยอย่างน้อย 1 คน มาปรากฏตัวต่อหน้าศาล ก็จะทำให้คดีที่จะสิ้นสุดอายุความในอีกไม่กี่เดือนนั้นถูกยืดอายุความออกไป นั่นหมายความว่า ความยุติธรรมที่ประชาชนผู้เสียหายรอคอย อาจจะปรากฏขึ้นในไม่ช้า

แม้ท้ายที่สุดจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ตากใบกลายเป็นที่จดจำและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม นั่นคือมุมมองของคนที่อยู่นอกพื้นที่ แต่สำหรับผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ พวกเขา “อยู่” และ “เดินต่อไป” อย่างไร?

โชคชะตาอันพลิกผันของแบมะ

ก่อนโศกนาฏกรรมหน้า สภ. ตากใบ จะเกิดขึ้น มามะรีกะห์ บินอุมา คือชายคนหนึ่ง พ่อของลูกๆ 5 คน ที่เดินทางไปกลับประเทศไทย-มาเลเซีย ครั้งละ 15 วัน เพื่อหาเลี้ยงชีพโดยการทำงานก่อสร้างในประเทศเพื่อนบ้าน วิถีชีวิตอันปกติธรรมดานี้ดำเนินอยู่นาน 15 ปี จนกระทั่งเมื่อเขาอายุ 40 ปี ในเดือนรอมฎอน และราว 10 วัน ก่อนวันฮารีรายอ ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ตามปฏิทินไทย ชีวิตของชายคนนี้ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

มามะรีกะห์ หรือที่เขาแทนตัวเองว่า “แบมะ” เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนว่า ในช่วงสายของวันนั้น เขาและเพื่อนๆ เดินทางไปยังตลาดตากใบ เพื่อซื้ออาหารสำหรับรับประทานในช่วงเปิดบวช เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม ทว่าวันนั้น เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ เพราะหน้า สภ. ตากใบเต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาชุมนุม แบมะจึงเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ด้วยความอยากรู้ และพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวประชาชนที่เป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จำนวน 6 คน ข้อหาแจ้งความเท็จและยักยอกทรัพย์ โดยอ้างว่า ชรบ. กลุ่มนี้ไม่ได้ถูกปล้นปืน แต่กลับมอบปืนให้ผู้ก่อความไม่สงบ

การจับกุม ชรบ. ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ จนกระทั่งมีการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว ชรบ. ทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งผู้ชุมนุมและผู้สังเกตการณ์ในบริเวณนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกว่าพันคน 

“แบมะอยู่ข้างหลัง ไม่ได้อยู่ข้างหน้ากับเขา เขาประท้วงให้ปล่อย ชรบ. เขาตะโกนว่า ชรบ. ไม่ผิด ต้องปล่อยวันนี้เลย ถ้าไม่ปล่อยไม่กลับ แบมะได้ยินกับหูเลย อยู่ข้างล่างโน้น ไม่ได้ไปอยู่กับเขา ไปสังเกตการณ์ว่าเขาจะทำอย่างไร เขาจะปล่อยไหม แบมะไม่ได้ไปสนับสนุนเขา เพราะไม่รู้จักใครที่อยู่ข้างใน เป็นไทยมุงแบบนั้นแหละ”

กว่าผู้ชุมนุมจะรู้ตัว พวกเขาก็ถูกปิดล้อม และถูกสลายการชุมนุมในที่สุด แบมะเล่าว่า เจ้าหน้าที่เริ่มสลายการชุมนุมโดยการฉีดน้ำ ทำให้ผู้ชุมนุมวิ่งหนีกันคนละทิศคนละทาง แต่ออกจากพื้นที่ชุมนุมไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ล้อมไว้หมดแล้ว หลายคนรวมทั้งแบมะหนีลงไปในแม่น้ำ และแบมะก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในชีวิตนี้

“ได้ยินเสียงปืน เสียงกระสุน แว้ว! แว้ว! กับหู แว้บ! แว้บ! เขาไม่ได้ยิงขึ้นฟ้า แนวราบยังยิงเลย ได้ยินกับหูเลย มาจากข้างหลัง”

“เหมือนเราฝัน เรานึกในใจว่าเกิดอะไรขึ้น จริงหรือไม่จริง เราถามตัวเอง ไม่รู้จะคิดอย่างไร กลัวไปหมด ได้ยินเสียงอะไรที่เราไม่เคยได้ยิน เสียงปืนก็กลัวแล้ว ไม่คิดเลยว่าเขาจะทำขนาดนั้นในวันนั้น ถ้าฉีดน้ำอย่างเดียวเขาก็หนีลงน้ำทุกคนแล้ว ไม่ต้องยิงก็ได้ จับไปทุกคนเลย เขายิงทำไม” แบมะเล่า

แบมะยืนยันว่าในวันนั้น ประชาชนในพื้นที่ชุมนุมไม่มีอาวุธ และมีประชาชนถูกยิงหลายคน มีผู้เสียชีวิต ทว่าไม่มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตแต่อย่างใด

เมื่อเสียงของรัฐดังขึ้น เสียงของประชาชนก็เงียบลง

“ถอดเสื้อทุกคน เดี๋ยวโดน!” เสียงของทหารนายหนึ่งลอยเข้าหูแบมะที่แช่น้ำอยู่ครึ่งตัว จากนั้นเสียงของชาวบ้านก็เงียบลง ทุกคนถอดเสื้อ และถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเสื้อของตัวเอง ทุกคนถูกบังคับให้นั่งก้มหน้าและรอคอยอย่างเงียบๆ ห้ามส่งเสียง ราว 2 – 3 ชม. ผ่านไป ฝันร้ายที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อรถจีเอ็มซีกว่า 20 คัน เข้ามาจอด และชาวบ้านที่ถูกจับกุมตัว ถูกบังคับให้ขึ้นไปนอนทับกันบนท้ายรถ สูงถึง 4 – 5 ชั้น ส่วนแบมะเองอยู่ชั้นบนสุด ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว มีเพียงหูที่ยังคงได้ยินเสียง

“เสียงเยอะ เสียงตะโกน มันถูกทับไง คนที่อยู่ข้างล่างก็ตะโกนว่า ‘ช่วยด้วย ช่วยด้วย หายใจไม่ได้แล้ว’ บางคนก็พูดว่า ‘แม่ช่วยด้วย พ่อช่วยด้วย เรากำลังจะตายแล้ว’ มีเสียงแบบนั้นน่ะ ได้ยินกับหู”

อย่างไรก็ตาม เสียงร้องเหล่านั้นก็ต้องเงียบลง จากพานท้ายปืนที่เจ้าหน้าที่ใช้ตีผู้ถูกควบคุมตัว สิ่งที่แบมะและคนอื่นๆ ทำได้ มีเพียงการช่วยกันแก้มัดมือ ขยับตัว และพลิกศีรษะคนข้างล่างให้สามารถหายใจได้ 

“ที่หนักใจที่สุดก็คือได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ที่ไปกับรถแบมะ เขาตะโกนว่า ‘เงียบนะมึง อย่าพูด เดี๋ยวโดน กูเกลียดพวกมึงมานานแล้ว’ ทำไมเขาพูดอย่างนั้น ที่เจ็บใจที่สุดจนถึงวันนี้คือทำไมเกลียดเราถึงขนาดนั้น” 

“แบมะคิดในใจว่าทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้นะ ทำไมรัฐบาลทำกับชาวมุสลิมอย่างนี้ มันหนักเกินไป เขาไม่ได้คิดว่าเราเป็นมนุษย์ด้วยกัน ตายก็ตาย เจ็บก็เจ็บ พิการก็หลายคน ที่หาย ไม่เจอศพ ก็หลายคน” แบมะกล่าว

แบมะเล่าว่า ขณะนั้นเขาคิดเพียงว่าจะถูกนำตัวไปที่ค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส ทว่าจุดหมายปลายทางที่แท้จริงคือค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ซึ่งกว่าจะเดินทางถึงจุดหมาย ทั้งตัวของเขาก็ชาไปหมด หลังจากนั้น เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหารเป็นเวลา 16 วัน ก่อนจะถูกย้ายไปคุมขังยังเรือนจำจังหวัดนราธิวาส เป็นเวลาอีก 6 วัน ใน 3 ข้อหา หนึ่งในนั้นคือการรวมตัวชุมนุมโดยผิดกฎหมาย จนกระทั่งญาติของแบมะนำหลักทรัพย์มาประกันตัวเขา 250,000 บาท

“ตอนที่ถูกควบคุมตัว แบมะคิดว่า เขาจะเอาเราไปฆ่าหรือยังไง ถ้าเขาฆ่าเรา เราก็ตาย ถ้าเขาไม่ฆ่าเรา เราก็ยังอยู่ แล้วแต่โชคชะตาของเรา เรายอมแล้ว”

แม้จะเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง แต่ประสบการณ์อันเลวร้ายนั้นก็ยังทิ้งบาดแผลไว้ในใจแบมะ และกระทบถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยช่วง 3 เดือนแรก หลังจากที่ออกจากเรือนจำ ในเวลาเย็นของทุกวัน แบมะจะปิดประตูหน้าต่างทุกบานในบ้าน และไม่กล้าออกจากบ้านในตอนกลางคืน ด้วยความกลัวและหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย

เช่นเดียวกับชาวบ้านบางคนที่ถูกตั้งข้อหาพร้อมแบมะ พวกเขาไม่กล้าเดินทางออกจากหมู่บ้าน ไม่แม้กระทั่งพูดถึงเหตุการณ์ตากใบ เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับกุมอีก

แบมะเดินทางไปทำงานก่อสร้างที่ประเทศมาเลเซียอีกครั้ง และในอีก 5 ปีให้หลัง เมื่ออายุได้ 45 ปี เขาเลิกทำงานนี้ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น และต้องเดินทางไปสู้คดีในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องนาน 2 ปี จนกระทั่งรัฐถอนฟ้องคดีทั้งหมด

“เขาถามว่าไปทำไม แบมะก็ตอบว่าแค่ไปดู ที่จริงวันนั้นจะไปซื้อกับข้าวด้วย ที่ตลาดตากใบ เห็นคนเยอะก็ไปดูด้วยเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดว่าจะไปสู้เขา เขาถามกี่รอบก็ตอบแบบนี้ แบมะคิดว่าเขาเชื่อที่แบมะพูดไง เขาไม่ได้กลั่นแกล้งอะไร แบมะเชื่อเขาว่าเขาเชื่อที่แบมะพูด เขาถึงถอนฟ้อง” แบมะกล่าว

ประกายความหวังที่ดับวูบ

เหตุการณ์ตากใบทิ้งรอยร้าวระหว่างรัฐกับประชาชนที่ยากจะประสาน ทั้งยังสร้างความสิ้นหวังในหมู่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ในงานครบรอบ 19 ปีเหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 บรรดาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ ทั้งผู้บาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และทนายความ ได้มาพบปะพูดคุยกัน และตระหนักได้ว่านับตั้งแต่เหตุการณ์สิ้นสุดลง ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี และยังไม่มีการเปิดเผยความจริง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การร่วมกันฟ้องร้องคดีอาญา เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนั้น ก่อนที่คดีจะหมดอายุความในปี 2567

ด้วยเหตุนี้ ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ตากใบ รวม 48 คน จึงร่วมมือกับมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 9 คน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส แม้ระหว่างทางจะต้องพบกับอุปสรรค แต่ในวันที่ 23 สิงหาคม 2567 ศาลจังหวัดนราธิวาส ตัดสินว่ามีมูลฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คน จากทั้งหมด 9 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ในข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว

การลุกขึ้นมายืนยันสิทธิของชาวบ้านและเรียกร้องให้มีการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ กลายเป็นที่สนใจและจับตามองจากหลายฝ่าย โดยมีเส้นตายอยู่ที่วันที่ 25 ตุลาคม 2567 ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ตากใบ และเป็นวันที่คดีจะหมดอายุความ จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 26 ตุลาคม 2567 ไม่มีจำเลยคนใดปรากฏตัวต่อศาล ทำให้อายุความของคดีตากใบสิ้นสุดลง ผู้ต้องหาในคดีตากใบทั้งหมดพ้นสภาพการเป็นผู้ต้องหา ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่มีใครต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว

แบมะไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในการฟ้องร้องครั้งนี้ แต่ก็ยังคงเป็นผู้สังเกตการณ์และให้กำลังใจชาวบ้านคนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าผู้ที่กระทำผิดต้องยอมรับผิด

“ตอนที่ชาวบ้านไปฟ้อง แบมะคิดตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราไม่ชนะหรอก เพราะว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา อันนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เราสู้เขาไม่ได้ เขาหลีกเลี่ยงอะไรสักอย่าง วิธีของเขามีเยอะแยะ เราไม่ชนะแน่นอน อยู่ในใจตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ก็ไปให้กำลังใจเขา เขาจะไปฟ้อง เราก็จะไปดูด้วยว่ามันจะจบอย่างไร แต่มันจบแบบนี้ก็ช่างมันเถอะ”

“ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ฟ้องมันก็เงียบเฉยอยู่อย่างนั้น จะมีเสียง และจะรู้ว่าทางราชการยอมรับความจริงไหมที่เขากระทำในวันนั้น” แบมะกล่าว

ในความเห็นของแบมะ หากสามารถนำเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ สถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อาจจะดีขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์จบลงเช่นนี้ ก็ยากที่จะทำให้ชาวบ้านเชื่อใจรัฐ

“อย่าให้เหตุการณ์แบบตากใบเกิดขึ้นอีกเลย”

ปัจจุบัน แบมะในวัย 62 ปี ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของตัวเอง และเลี้ยงชีพด้วยการทำนา กรีดยาง และรับต่อเติมบ้านเล็กๆ น้อยๆ แต่บาดแผลและความพ่ายแพ้ของประชาชนได้เปลี่ยนความคิดของเขาไปแล้ว

“ไม่ได้คิดอะไรแล้ว แบมะไม่ได้โกรธอะไรเขา เขาเป็นข้าราชการ เป็นทหาร เป็นรั้วของประเทศเราไง ช่างมันเถอะ ในวันนี้เขาไปทางเขา เราก็อยู่แบบชาวบ้านเรา มีความสุข”

“อายุ 62 แล้ว มีหลาน 3 คนแล้ว ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสันติภาพ ไม่อยากสู้แล้ว แบมะจะใช้ชีวิตแบบทำบุญ ไปมัสยิด อยู่แบบธรรมดาแล้ว แบ่งแยกอะไรก็เรื่องของเขา เราอยู่กับลูกเรา เมียเรา ไม่ยุ่งแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเหตุการณ์ตากใบนั้นจะเป็นความทรงจำที่เขาไม่มีวันลืมลงในชีวิตนี้ และจะยังคงพูดถึงมันต่อไปอย่างไม่เกรงกลัว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกหลานและคนรุ่นหลังของเขา

“วันนี้แบมะพูด แบมะไม่กลัวแล้ว แก่แล้ว เขาจะยิงอะไรก็ช่างมัน แบมะคิดว่าอย่างนั้นไม่ต้องเงียบเลย จะได้เป็นแบบอย่าง นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย อย่าทำอย่างนี้อีก อย่ายิงคนอีก ถ้ามีคดีอะไรก็ต้องพิจารณาก่อนให้รอบคอบ”

“คดีตากใบให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย อย่าทำอีก อย่าให้เกิดกับลูกหลานของเรา อย่ายิงกันเลย” แบมะทิ้งท้าย

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts