สวมรองเท้าของชาวมลายู เดินทางสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านหนังสือ 5 เล่ม

กว่า 20 ปีที่คำว่า “3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ปรากฏอยู่หน้าสื่อ ทั้งในฐานะพื้นที่แห่งความรุนแรง ที่เต็มไปด้วยการก่อการร้าย วินาศกรรม ความทุกข์ยาก และความสิ้นหวัง ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนพหุวัฒนธรรม แหล่งรวมความหลากหลายของวัฒนธรรมจีน มลายู และไทย ซึ่งรุ่มรวยด้วยศิลปะ อาหารหลากหลาย สถานที่ท่องเที่ยวและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ 

ภาพที่สุดโต่งทั้งสองด้านจากมุมมองที่แตกต่างนั้นยากที่จะเข้าใจ ยังไม่ต้องพูดถึงการสร้างสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งเป็นปลายทางแห่งการยุติปัญหาความรุนแรง ที่หากปราศจากความเข้าใจก็ยากที่จะเกิดสันติภาพได้จริง

แม้รัฐบาลหลายสมัยจะมีนโยบายแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งรวมถึงการตั้งโต๊ะเจรจาสันติภาพ แต่ที่จริงแล้ว การแก้ปัญหานั้นไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐ แต่สังคมก็ต้องมีหน้าที่ในการผลักดันให้เกิดสันติภาพด้วย โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ และเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อสร้างสันติภาพ คือ “หนังสือ”

“อย่าได้ตัดสินใคร จนกว่าจะได้ใส่รองเท้าม็อคคาซินของเขา เดินสองดวงจันทร์” คำกล่าวที่สำคัญตอนหนึ่งในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “สองดวงจันทร์” โดยชารอน ครีช (แปลโดยรัตนา รัตนดิลกชัย) หมายความว่า จงอย่าได้ตัดสินผู้ใด หากยังไม่เคยประสบพบเจอสถานการณ์เดียวกันกับพวกเขา มาใส่รองเท้าของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แล้วเดินเข้าไปในชีวิตของพวกเขา ผ่านหนังสือ 5 เล่ม ไม่แน่ว่าคุณอาจจะพบบางอย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การแก้ปัญหาความรุนแรงในดินแดนพหุวัฒนธรรมนี้

เกิดบนเรือนมลายู (Patani Notes)

ผู้เขียน: Patani Notes

ผู้พิมพ์: Patani Notes

ความเรียงจากมุมมองของนักเขียนหลายคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นเพียงเรื่องราวสุดแสนธรรมดา ว่าด้วยชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมของชาวมลายู ตั้งแต่ครอบครัว การอยู่ การกิน การแต่งกาย อาหาร และภูมิปัญญาดั้งเดิม รวมทั้งวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างการซื้อขายเสื้อผ้ามือสอง 

วิถีชีวิตที่เรียบง่ายเหล่านี้ที่ถูกบดบังด้วยภาพความรุนแรง ทำให้เรื่องราวธรรมดากลายเป็นเรื่องเล่าที่พิเศษ สะท้อนให้เห็นตัวตนและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ละเอียดอ่อน แต่แฝงด้วยภูมิปัญญา รวมทั้งสะท้อนคุณค่าต่างๆ ของชาวมลายู ด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองราวกับเพื่อนคนหนึ่งมาเล่าเรื่องราวของบ้านเกิดให้ฟัง 

ด้วยเนื้อหาสบายๆ ทว่ามีสีสัน “เกิดบนเรือนมลายู” จึงเป็นเหมือนอาหารเรียกน้ำย่อย ที่เชิญชวนให้ผู้อ่านได้เข้าไปทำความรู้จักรากเหง้าและตัวตนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่จะทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาและความท้าทายอื่นๆ ในพื้นที่พหุวัฒนธรรมแห่งนี้

มันยากที่จะเป็นมลายู

ผู้เขียน: ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ

สำนักพิมพ์: มติชน

“พวกเราสามารถพูดตามความคิดเราได้บ้างหรือเปล่าว่าเราคือใคร” คำโปรยบนปกที่ไม่เพียงแต่กระตุ้นความสนใจของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนแนวคิดหลักของ “มันยากที่จะเป็นมลายู” งานวิจัยที่เปรียบเสมือนแว่นขยายส่องให้เห็นภาพความท้าทายของการเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรม ที่ไม่ได้มีเฉพาะความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีความแตกต่างหลากหลายในวิถีปฏิบัติทางความเชื่อและศาสนาในหมู่ชาวมลายู เพราะฉะนั้น ความ “ยากที่จะเป็นมลายู” จึงไม่ใช่เพียงการขาดพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ในสายตารัฐไทยเท่านั้น แต่ชาวมลายูยังขาดไร้พื้นที่แสดงอัตลักษณ์ของตัวเองแม้ในพื้นที่บ้านของตัวเองด้วย

กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด 

ผู้เขียน: ศิริวร แก้วกาญจน์

สำนักพิมพ์: ผจญภัย

นวนิยายขนาดสั้น ที่มีจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดจากการลอบสังหาร โต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ผู้อาวุโสที่เป็นที่นับหน้าถือตาในชุมชน อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเล่าเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่ “Whodunit” หรือการตามหาฆาตกร แต่อาจเรียกว่าเป็น “ราโชมอน” เวอร์ชัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเล่าเรื่องผ่านปากคำของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโต๊ะอิหม่าม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน และคนใกล้ชิดของเขา ซึ่งแต่ละคนไม่เพียงแต่ให้การเกี่ยวกับคดีเท่านั้น แต่ปากคำของพวกเขายังสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ภายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงอำนาจรัฐที่กดทับตัวตนและสิทธิเสรีภาพของคนในพื้นที่

“กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “นวนิยายที่ทำลายความมั่นคงของชาติ” เรียกว่าเป็นข้อหาใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดหนังสือที่มีไม่ถึง 200 หน้านี้ แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาอันเข้มข้น ตรงไปตรงมา ขุดประเด็นปัญหาสารพัดออกสู่แสง ก็อาจเชื่อได้ว่านวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้สามารถ “สั่นคลอนอำนาจ” ได้อย่างแท้จริง

ช่างซ่อมตุ๊กตาจากอาเคเชีย

ผู้เขียน: ศิริวร แก้วกาญจน์

สำนักพิมพ์: ผจญภัย

เรื่องราวของช่างซ่อมตุ๊กตาปริศนา ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้าและเหตุผลที่เขาเดินทางมายังเมืองหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ แต่ละวัน ช่างซ่อมตุ๊กตาผู้นี้จะเดินไปในเมืองเพื่อหาซื้อตุ๊กตาและของเล่นเก่า และนำตุ๊กตาเหล่านั้นมาซ่อมแซมแล้วแจกให้เด็กๆ โดยที่เด็กๆ จะต้องเป็นผู้เติมหน้าตาให้กับตุ๊กตา แม้พฤติกรรมของเขาจะผิดแปลก แต่เขาก็เป็นที่โปรดปรานของเด็กๆ จนกระทั่งเขาถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่

“ช่างซ่อมตุ๊กตาจากอาเคเชีย” สะท้อนมุมมองจากสายตาอันไร้เดียงสาของเด็ก ผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง หากจะนำเสนอนวนิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือภาพ เชื่อว่าภาพสีน้ำน่าจะเหมาะกับนวนิยายเรื่องนี้ที่สุด ด้วยองค์ประกอบอย่างช่างซ่อมตุ๊กตาผู้ใสซื่อ เด็ก และของเล่น ซึ่งทำให้โทนภาพและน้ำเสียงของเรื่องเต็มไปด้วยความหวังและความอบอุ่น ทว่าความหวังอันอบอุ่นเหล่านี้ค่อยๆ ถูกทำลายไปจากการใช้อำนาจอันล้นเกินของรัฐ

นวนิยายเรื่องนี้เผยให้เห็นแนวทางการสร้างสันติภาพที่เรียบง่ายที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีเสรีภาพในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ความพยายามใช้อำนาจจำกัดกรอบการใช้ชีวิตและแสดงตัวตน ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงไม่ได้ส่งผลดีต่อคนในพื้นที่ เป็นเพียงการธำรงไว้ซึ่งอำนาจเหนือ และผู้ที่ได้ประโยชน์จากวิธีการนี้คือผู้มีอำนาจเท่านั้น

สะใภ้คนจีน

ผู้เขียน: จเด็จ กำจรเดช

สำนักพิมพ์: ผจญภัย

ในขณะที่งานวรรณกรรมส่วนใหญ่มักใช้ตัวละครเป็นชาวมลายูมุสลิม แต่สำหรับ “สะใภ้คนจีน” โดยจเด็จ กำจรเดช เลือกใช้ตัวละครหลักเป็นครอบครัวคนจีนในจังหวัดปัตตานี และบอกเล่าเรื่องราวจากมุมมองของคนนอกพื้นที่ ที่แม้จะมีพื้นเพต่างกัน แต่กลับเชื่อมโยงกันด้วยความเป็น “ผู้บาดเจ็บจากอำนาจรัฐ”

“สะใภ้คนจีน” สะท้อนภาพอำนาจและความรุนแรงโดยผู้มีอำนาจ ที่ใช้ “ความมั่นคง” ในการหล่อเลี้ยงผู้คนในสังคมให้รู้สึกสบาย ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องลำบาก ทว่าความมั่นคงปลอดภัยเหล่านี้กลับทำให้ผู้คนชินชากับการขาดเสรีภาพและสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง แม้กระทั่งเมื่อมีโอกาสในการเลือก ก็ยังไม่อาจฝ่ากำแพงแห่งความมั่นคงนี้ไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงได้ 

“จะตายก็ตายไม่ได้ จะอยู่ก็สบายแต่ไม่มีความสุข เพราะไม่มีเสรีภาพ” อาจเป็นประโยคที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุด

เมื่อการพูดเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจเป็นเรื่องยาก แต่การสะท้อนประเด็นเหล่านี้ผ่านตัวละคร ตัวอักษร และเรื่องราว ก็อาจช่วยให้การทำความเข้าใจประเด็นยากๆ เล่านี้ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป และหวังว่าหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ จะได้ทำหน้าที่สูงสุดของมัน คือการเปิดตาให้กับผู้อ่าน และเปิดทางให้กับสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในที่สุด

Author