พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พรบ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย) ประกอบไปด้วยเนื้อหาที่แบ่งออกเป็นหมวด 5 หมวด ได้แก่ (1) บททั่วไป (2) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (3) การป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (4) การดำเนินคดี และ (5) บทกำหนดโทษ
ในหมวดที่ 3 มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันนับเป็นส่วนสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากเนื่องจากได้มีการกำหนดมาตรการที่อาจถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อนและทำจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใส่ใจและปรับตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน เช่น ให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องนับแต่ขณะจับกุมและควบคุมตัวบุคคลจนกว่าจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน เช่น โรงพักหรืออำเภอ หรือจนกว่าจะปล่อยตัว รวมถึงการที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุมเพื่อส่งไปยังพนักงานอัยการและกรมการปกครองโดยทันทีเพื่อตรวจสอบการจับกุมอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องทำบันทึกโดยละเอียดเกี่ยวกับการจับกุม ผู้ถูกจับและเจ้าหน้าที่ที่จับ เช่น ชื่อ สภาพทางร่างกาย ร่องรอยบาดเจ็บฯลฯ ของผู้ถูกจับ พฤติกรรมของการจับและควบคุมตัว เป็นต้น เพื่อให้ผู้ถูกจับ ญาติพี่น้องหรือทนายความสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันผู้ถูกจับจากการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่แล้ว ยังเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่สุจริตอีกด้วย
แง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเพราะนอกจากการกำหนดหน้าที่ในการป้องกันเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐแล้วกฎหมายฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ “ประชาชน” ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสอดส่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกด้วยดังปรากฏในมาตรา 26 และ 29
เมื่อทราบหรือพบเห็นการทรมานฯ รีบแจ้งเหตุ – ร้องให้ศาลสั่งยุติการกระทำทันที
ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยกันป้องกันการทรมาน-อุ้มหายได้สองวิธีหลักๆ คือ การร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ยุติการทรมาน-อุ้มหายทันที และการแจ้งเหตุต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย
มาตรา 26 มีใจความกำหนดให้หากมีการอ้างว่ามีการทรมาน-อุ้มหาย เกิดขึ้น บุคคลที่มีสิทธิ เช่น อัยการ ญาติ ทนายความ หรือใครก็ได้ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาเพื่อขอให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลันเพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ยุติการกระทำเช่นนั้นทันที รวมทั้งให้แก้ไข เยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อของการทรมาน-อุ้มหายด้วย เช่น ให้ปล่อยตัว ย้ายที่คุมขัง รักษาพยายาล เป็นต้น การไต่สวนฝ่ายเดียวนี้หมายถึงการที่ศาลเรียกไต่สวนฝั่งผู้ร้องฝ่ายเดียวเพื่อทำความกระจ่างในเหตุที่อ้างขึ้นโดยมุ่งดำเนินการเพื่อป้องกันหรือยุติการทรมาน-อุ้มหาย เป็นสำคัญ ในระหว่างการไต่สวนศาลจึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ให้ส่งเอกสารหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องประกอบ หรือแม้แต่สั่งให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ถูกควบคุมตัวที่อาจสงสัยว่ากำลังเผชิญกับการถูกทรมาน-อุ้มหาย มายังศาลด้วยก็ได้
นอกจากนี้ในมาตรา 29 ยังกำหนดให้ผู้ใดก็ตามที่หากพบเห็นหรือรู้มาว่าเกิดเหตุการทรมาน- อุ้มหายเกิดขึ้น ผู้นั้นสามารถไปแจ้งเหตุกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายนี้ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครอง (อำเภอ) พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน (ตำรวจหรือดีเอสไอ) คณะกรรมการฯ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ชักช้า บทบัญญัตินี้คล้ายกับกรณีการแจ้งความหรือร้องทุกข์ในคดีอาญา โดยเพิ่มช่องทางในการแจ้งเหตุมากกว่ากรณีคดีอาญาทั่วไปที่โดยหลักให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก แต่ในเรื่องการทรมาน-อุ้มหาย นี้ ยังขยายช่องทางการแจ้งเหตุไปอีกหลายหน่วยงานดังกล่าว เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงและเพิ่มตัวเลือกแก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบกันเองในระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคล เนื่องจากเป็นหน่วยงานเหล่านั้นมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย
บทบาทของประชาชน
บุคคลที่มีสิทธิในการยื่นคำร้องตามมาตรา 26 กฎหมายได้กำหนดไว้โดยกว้าง โดยนอกจากให้อำนาจหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างพนักงานอัยการ ฝ่ายปกครอง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการฯ ในการดำเนินการแล้ว ยังให้สิทธิแก่ “ผู้เสียหาย” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเจ้าตัวผู้เสียหายโดยตรง แต่รวมถึงผู้เสียหายตามคำนิยามของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ได้แก่ สามี ภรรยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ผู้อุปการะและผู้อยู่ในอุปการะของผู้ถูกอุ้มหาย และนอกจากผู้เสียหายยังรวมถึง “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 24 ด้วย ได้แก่ ญาติ ผู้แทนหรือทนายความ
จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าคำว่า “ผู้เสียหาย” ในกรณีนี้ครอบคลุมกว้างกว่ากฎหมายอาญาทั่วไป เพราะยังให้สิทธิแก่ ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแต่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา รวมถึงผู้อุปการะและผู้อยู่ในอุปการะ ให้มีสิทธิร้องต่อศาลได้
กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเพิ่มเติมมาจากหน่วยงานรัฐโดยมีความเกี่ยวข้องกับผู้เสียหาย ทั้งอาจเป็นผู้เสียหายโดยตรง โดยอ้อม หรือเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย
ยิ่งไปกว่านั้น อนุ 6 ของมาตรา 26 ยังเปิดโอกาสให้ “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” มีสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลได้อีกด้วย นั่นอาจหมายรวมถึงผู้ใดก็ตามที่ยื่นคำร้องและการยื่นคำร้องเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เสียหาย
ในส่วนของมาตรา 29 ระบุชัดเจนว่าขอเพียงเป็นผู้ใดก็ตามที่พบเห็นหรือทราบการทรมาน-อุ้มหายก็สามารถแจ้งเหตุได้โดยไม่ชักช้า โดยอาจเข้าไปแจ้งด้วยตัวเอง โทรศัพท์ หรือการสื่อสารใดๆ ก็ได้ โดยมาตรานี้ยังปกป้องคนที่จะมาแจ้งเหตุไว้อีกชั้นหนึ่งด้วยว่า การแจ้งเหตุที่สุจริตจะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แม้ในภายหลังจะพบว่าการทรมาน-อุ้มหายที่แจ้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น กล่าวคือ ผู้แจ้งจะไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกฟ้องกลับทั้งในทางแพ่งและอาญาว่าแจ้งเท็จ เป็นต้น และหากผู้แจ้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็จะไม่ถูกทำโทษทางวินัยแต่อย่างใดจากการแจ้งเหตุ
กรณีศึกษาการใช้มาตรา 26 และ 29
นับแต่ปี 2566 หลัง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ( พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย) มีผลบังคับใช้ ครอบครัวผู้เสียหายและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 ต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่อย่างพนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง (อำเภอ) ดีเอสไอ หรือคณะกรรมการป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย กระทรวงยุติธรรม (คณะกรรมการฯ) ไปมากกว่า 20 กรณี อัยการสั่งฟ้องเป็นคดีที่ศาลเพียง 1 คดี คือคดีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึกทหารเกณฑ์ผลัด 1/66 ณ ค่ายเม็งราย มหาราช จังหวัดเชียงราย ซึ่งกลายเป็นคดีแรกของกฎหมายฉบับใหม่นี้ ในขณะที่ศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งยุติและไม่รับสืบสวนสอบสวนกรณีการอุ้มหายชัชชาญ บุปผาวัลย์ สยาม ธีรวุฒิ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ส่วนคดีอื่นๆ ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา
ในส่วนของมาตรา 26 ของ พรบ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ตลอดสองปีที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมหรือตัวแทนของมูลนิธิฯ เคยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งยุติการทรมาน-อุ้มหาย อย่างน้อย 6 กรณี ต่อศาลอาญาธนบุรีและศาลอาญา รัชดาภิเษก โดยยื่นคำร้องในฐานะที่เป็นบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายตามมาตรา 26 (6) โดยศาลมีทั้งกรณีที่ศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง เช่น กรณีการใส่โซ่และกุญแจเท้าโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ที่ศาลอาญาธนบุรีและศาลอาญา รัชดาภิเษก รวมถึงกรณีที่ศาลยกคำร้องโดยไม่มีการไต่สวน เช่น กรณีการใส่โซ่และกุญแจเท้าอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาร์ด (เวียดนาม) หรือกรณีการใส่โซ่และกุญแจเท้า อานนท์ นำภา ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขที่จะไต่สวน
ไม่นานมานี้ คือ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่หลัง ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (ผู้ร้อง) ในฐานะที่เป็น “บุคคลอื่นใด” ตามมาตรา 26 (6) ได้ยื่นคำร้องเพื่อประโยชน์ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ โดยยื่นต่อศาลอาญา รัชดาภิเษก ขอให้ไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่กักขังชาวอุยกูร์จำนวนมากนานนับสิบปีและกำลังจะส่งกลับชาวอุยกูร์กว่า 40 คน อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวศาลส่ังไม่รับคำร้องโดยไม่มีการไต่สวน ทั้งนี้ คำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องมีใจความว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเพียงแต่ได้รับจดแจ้งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนโดยไม่ปรากฏว่ามีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนผู้เสียหาย (ชาวอุยกูร์) แต่อย่างใด ทั้งวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ มุ่งเน้นการปฏิบัติและความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก มูลนิธิฯ จึงไม่ใช่บุคคลตามมาตรา 26 (1) ถึง (6) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมโดยผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง กรณีดังกล่าวถือเป็นกรณีแรกที่ศาลตีความว่าบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่างจากครั้งอื่นๆ ทำให้ยังไม่มีการไต่สวนหรือการวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้อง ทั้งนี้ ผู้ร้องคือประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ยังยืนยันว่าตนเป็นบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย (ชาวอุยกูร์) และคำร้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย มาตรา 26 (6) ปัจจุบันกรณีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์
กรณีที่ได้ยกตัวอย่างมาเป็นกรณีศึกษาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการได้ใช้กลไกการป้องกันตามกฎหมายใหม่ แง่หนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย เป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาหลายส่วนบัญญัติไว้โดยกว้างและยังต้องอาศัยการตีความผ่านกรณีต่างๆ ต่อไป อย่างไรก็ตามแนวทางการตีความควรคำนึงถึงสามสิ่งเป็นสำคัญ
หนึ่ง จะต้องเป็นไปตามหลักการตีความให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (CED) เพราะ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย เป็นกฎหมายอนุวัติการจากอนุสัญญาสองฉบับข้างต้น คือเป็นกฎหมายภายในประเทศที่ตราเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของไทย และศาลปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาทั้งสองฉบับได้
นอกจากนี้การตีความจะต้องมุ่งปกป้องคุ้มครองผู้เสียหาย จากการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการอุ้มหาย ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ใดก็ตาม เป็นเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้
ท้ายที่สุด การตีความจะต้องตีความไปในทางที่ปฏิบัติได้ คือ เพื่อให้กฎหมายใช้อย่างได้ผลตามเจตนารมย์ของกฎหมายและอนุสัญญา ซึ่งต้องการให้ใช้กฎหมายในเชิงคุ้มครอง และจึงไม่ควรเป็นการตีความตามตัวอักษร
สังคมปลอดภัยจากการทรมาน-อุ้มหาย
ความหวังในการยุติการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นนอกจากการฝากความหวังไว้ที่เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวโดยคำนึงถึงเจตนารมย์ของกฎหมายและมุ่งปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์สรีความเป็นมนุษย และการกระทำให้สูญหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นสำคัญ ซึี่งการที่กฎหมายจะใช้ได้ผล นอกจากความเคร่งครัด ชื่อตรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ความเที่ยงธรรมของศาลแล้ว พลเมืองที่ตื่นตัวและเข้มแข็งยังเป็นหนึ่งความหวังที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถลดการทรมาน การกระทำที่โหดร้ายฯ และการอุ้มหายได้โดย ผ่านการทำหน้าที่ดูแลสอดส่องและใช้ช่องทางการปกป้องคุ้มครองคนในสังคมด้วยการแจ้งความ ร้องเรียน หรือยื่นคำร้อง ตามมาตรา 26 และ 29 แห่ง พรบ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย เพื่อนำไปสู่การช่วยกันทำให้อาชญากรรมร้ายแรงดังกล่าวหมดไปจากสังคมในที่สุด


![[PR]CrCF ร้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกกำนันทำร้ายร่างกาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/28-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ศาลปราจีนบุรีนัดไต่สวนพยาน 15 ปาก คดีพลทหารเพรชรัตน์ เสียชีวิตในเรือนจำทหาร 22 พ.ค. 69 นี้](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/21-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)

![[PR]อัยการสั่งยุติการสอบสวนคดีอุ้ม-ฆ่า “ดีแข ยศยิ่งยืนยง” อ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ตำรวจมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่ญาติ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/10-4-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]CrCF – เครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนและยื่นข้อเสนอแนะต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ทรมานฯ](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/04/9-4-69-2.png?resize=218%2C150&ssl=1)