ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 1980 ในประเทศเอลซัลวาดอร์ อาร์คบิชอปออสการ์ อาร์นูลโฟ โรเมโร ถูกลอบสังหารขณะประกอบพิธีมิสซา โดยกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในขณะนั้น จากการที่ท่านได้ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในประเทศ เหตุการณ์นี้สั่นสะเทือนความรู้สึกของคนในสังคม ทั้งยังก่อให้เกิดข้อสงสัยในกรณีนี้อย่างมาก
ต่อมาในปี 2010 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันแห่งสิทธิในการรู้ความจริงสากล หรือ Right to Truth Day เนื่องจากสิทธิในการรู้ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ ที่นอกจากจะเป็นการเยียวยาผู้เสียหายที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งครอบครัวผู้เสียหาย ชุมชน และสังคมโดยรวมแล้ว การได้รู้ความจริงหรือการค้นหาและเปิดเผยความจริง ยังจะนำไปสู่การดำเนินการอื่นๆ เพื่อที่จะให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมประชาธิปไตยด้วย
เว็บไซต์ขององค์การสหประชาชาติ ให้คำจำกัดความของสิทธิในการรู้ความจริงไว้ว่า “การรู้ความจริงอย่างสมบูรณ์และครบถ้วนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สถานการณ์เฉพาะของเหตุการณ์นั้น และใครมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น รวมทั้งรู้สถานการณ์ที่เกิดการละเมิด ตลอดจนเหตุผลของเหตุการณ์นั้น” ซึ่งสิทธิในการรู้ความจริงมักถูกอ้างถึงในบริบทของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่น การบังคับสูญหาย การทรมาน และมักเชื่อมโยงกับสิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม สิทธิในการได้รับการเยียวยา และเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)
ก่อนจะทำความเข้าใจบทบาทของสิทธิในการรู้ความจริงในการสร้างความยุติธรรมในสังคม จำเป็นต้องทำความรู้จักแนวคิด “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ที่มี “ความจริง” เป็นองค์ประกอบหลัก
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นแนวคิดที่พัฒนาจากเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ เช่น ในลาตินอเมริกา เอเชีย และอินโดจีน ในช่วงสงครามเย็น ซึ่งประเทศเหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการหรืออำนาจนิยม โดยมีมหาอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย นำโดยสหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจฝ่ายสังคมนิยม ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียตและจีน เป็นผู้สนับสนุน แต่ในขณะที่รัฐบาลเป็นเผด็จการ ประชาชนในประเทศกลับต่อสู้เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตย ทำให้รัฐต้องพยายามกดปราบผู้เห็นต่างทางการเมือง นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร การอุ้มหาย หรือการทรมาน
สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม อธิบายถึงแนวคิดหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านว่า
“ประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร ก็มีการพัฒนาแนวคิดออกมาว่า จะต้องมีการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยการดำเนินการต่างๆ นอกจากการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว เกี่ยวกับกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะว่าการที่จะไม่ให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเกิดขึ้นอีก มันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้น”
จากแนวคิดนี้ มีการพัฒนาหลักการมากมาย ตามประสบการณ์ของแต่ละประเทศ จากนั้นก็มีการประมวลระหว่างองค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ก่อนจะนำเสนอสู่กระบวนการในระบบขององค์การสหประชาชาติ โดยมีองค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
- สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และเปิดเผยความจริงให้ผู้เสียหาย ครอบครัวของผู้เสียหาย และสังคมโดยรวมทราบเกี่ยวกับรายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเที่ยงตรง
- การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น
- รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อเยียวยาและชดเชยให้กับผู้เสียหาย ตลอดจนญาติของผู้เสียหายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
- ปฏิรูปสถาบันหรือองค์กร หรือหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น อำนาจรัฐ กองทัพ ตำรวจ สื่อสารมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนได้อีก
- สร้างกระบวนการที่ทำให้สังคมยอมรับ ตระหนักรู้ และระลึกถึงความเจ็บปวดของเหยื่อ เพื่อกระตุ้นเตือนใจว่าเหตุการณ์เลวร้ายแบบเดิมไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้มีการขอโทษ และผู้เสียหายและญาติได้ให้อภัย อันจะนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์
จะเห็นได้ว่า หลักการแรกของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือการตรวจสอบค้นหาความจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง และไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อาชญากรรมต่อสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด หรือแม้แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเพียงกรณีเดียว ก็ต้องมีการค้นหาความจริง เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง เป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อันโหดร้ายกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และเป็นการสถาปนาหลักนิติรัฐและหลักสิทธิมนุษยชนให้ลงหลักปักฐานในสังคม
ความจริงจะนำไปสู่ความยุติธรรมได้อย่างไร
“สิทธิในการรู้ความจริงเป็นเรื่องสำคัญ การที่จะรู้ความจริงได้ต้องมีการค้นหาความจริง (Truth Seeking) ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องค้นหาความจริงที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง ก็จะเป็นเรื่องที่ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงนั้นเกิดขึ้นอย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไร ใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจ ผู้ที่สั่งการการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเกิดขึ้นในลักษณะอย่างไร มีพฤติการณ์อย่างไร เช่น มีการอุ้มหายไปแล้วไปเก็บไว้ที่นั่น ทรมานที่นั่นที่นี่ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย” สมชายกล่าว
นอกจากนี้ การค้นหาความจริงยังต้องค้นหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนา อย่างความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิมในอินเดีย การปลุกปั่นยุยงโดยกลไกบางอย่าง อย่างกรณีของวิทยุยานเกราะ ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 หรือการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ดังกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ในประเทศรวันดา แม้กระทั่งการเผยแพร่ลัทธินาซี ที่ยกย่องชาวอารยันว่าเหนือกว่าชนชาติอื่นๆ และกำจัดคนเชื้อชาติอื่นด้วยวิธีล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเกลียดชัง และนำไปสู่ความรุนแรง
“การค้นหาความจริงก็ต้องค้นหาให้รอบด้าน ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับผู้เสียหายที่จะเยียวยาตัวเอง อย่างเช่น กรณีของคุณนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาของพันเอกร่มเกล้า ในเหตุการณ์ความขัดแย้งจากการชุมนุมของ นปช. แล้วพันเอกร่มเกล้าก็ถูกระเบิด เสียชีวิต ร่วมกับคนอื่นด้วย สิ่งที่ภรรยาของพลเอกร่มเกล้าพูดมาตลอดก็คือ เขาต้องการรู้ว่าใครเป็นคนสังหารสามีเขา ใครเกี่ยวข้อง ใครบงการ เป็นต้น”
สมชายยกตัวอย่างกรณีที่สำคัญอีกหนึ่งกรณี คือการเสียชีวิตของกมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ในการสลายการชุมนุม นปช. เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 กรณีนี้ พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของกมนเกด ได้รับเงินเยียวยาไปกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งในสายตาของรัฐบาลและคนทั่วไปอาจจะมองว่าเหมาะสมแล้ว แต่ที่จริงแล้ว เงินเยียวยากลับไม่ใช่คำตอบของปัญหาทั้งหมด
“สิ่งที่แม่น้องเกดฝังใจอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เรียกร้องอยู่ตลอดเวลาก็คือ อยากรู้ว่าใครเป็นคนยิงน้องเกด แล้วทำไมต้องยิงด้วย เพราะว่าน้องเกดไม่มีอาวุธอะไรเลย เป็นอาสาพยาบาล แล้วก็ชัดอยู่แล้วว่าอยู่ในเต็นท์อาสาพยาบาลที่อยู่ในวัดปทุมวนาราม ก็อยากรู้ว่าทำไม เพราะอะไร” สมชายเล่า
เช่นเดียวกับอีกหนึ่งบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทย อย่างกรณีตากใบ ซึ่งเป็นการสลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ และส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตกว่า 80 คน เมื่อ พ.ศ. 2547 โดยผู้เสียชีวิตและผู้ที่บาดเจ็บร้ายแรง ทุพลภาพ ได้รับเงินเยียวยากว่า 7 ล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นการเยียวยาด้านเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถเยียวยาทางจิตใจได้ และทุกวันนี้ ผู้เสียหายในกรณีดังกล่าวก็ยังคงตั้งคำถามซ้ำๆ ว่าเหตุการณ์อันน่าสลดใจนั้นเกิดขึ้นกับประชาชนมือเปล่าได้อย่างไร
“ข้อสำคัญก็คือ ผลกระทบทางด้านจิตใจ ที่เขายังถามอยู่ตลอดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมมันถึงเกิด เขาก็ไปแค่ชุมนุมมือเปล่า เขารู้สึกว่าแค่ไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ชรบ. ที่ถูกจับกุมไป บางคนไปเพราะอยากรู้อยากเห็นด้วยซ้ำ ทำไมเขาต้องตายด้วย ทำไมต้องพิการด้วย ทำไมเขามีมือเปล่า แต่ทหารยิง ทำไมต้องเอาเขาไปใส่รถบรรทุกทับกัน เพราะอะไร ถ้าเขาเป็นคนไทย จะทำอย่างนั้นไหม เป็นเพราะว่าเขาเป็นมลายูมุสลิมหรือเปล่า เลยทำกับเขาแบบนั้น คือมันก็มีคำถามเยอะ และเขาก็ต้องการความจริงที่มาให้คำตอบและอธิบาย อันนี้ก็เป็นสิทธิที่จะรู้ความจริง”
“ยิ่งกรณีคนหายด้วยแล้ว เขายิ่งต้องการรู้ใหญ่เลยว่าลูกของเขา สามีของเขา ที่ถูกอุ้มหายไป หนึ่ง ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ถ้าอุ้มหายไป 30 – 40 ปีที่แล้ว อาจจะบอกว่าตายแล้วก็ได้ แต่ตอนนี้อุ้มหายไป 2 ปี 10 ปีที่แล้ว บิลลี่ยังมีชีวิตอยู่ไหม สมชาย นีละไพจิตร ยังมีชีวิตอยู่ไหม แล้วเขาเป็นอย่างไรตอนนี้ ถ้าฟังจากครอบครัวของคนที่ถูกอุ้มหายไป เขาจะฝันร้ายตลอดเวลา บางคนทำอาหารที่เขาชอบไว้ตลอดเวลา อันนี้มันก็เป็นปัญหาทางด้านจิตใจ ดังนั้นใน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหายก็เลยมีมาตราหนึ่งที่ว่า ถึงแม้จะถูกอุ้มหายไปก็ต้องสืบสวนให้รู้ชะตากรรม ให้รู้พฤติกรรมก่อนหายไป ให้รู้ว่าใครเป็นคนทำให้หาย หายไปได้อย่างไร”
ดังนั้น ความจริงจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยา ทั้งการเยียวยาด้านจิตใจ และการคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว เช่น กรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ทนายโจร” จากการช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการที่สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงว่าสมชายทำหน้าที่เป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ก็เป็นการฟื้นฟูชื่อเสียงเกียรติยศให้กับเขาและครอบครัวเช่นกัน
นอกจากนี้ สมชายระบุว่า เมื่อเป็นสิทธิของประชาชนที่จะรู้ความจริง ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องค้นหาความจริง และเปิดเผยความจริงทั้งหมดต่อผู้เสียหาย ต่อชุมชน และต่อสาธารณชน โดยต้องให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการค้นหาความจริงและบันทึกเอาไว้ และสังคมก็ต้องมีสิทธิรู้ด้วย เพราะว่าการละเมิดสิทธิร้ายแรงเป็นอาชญากรรม คนที่กระทำผิดต้องรับผิดชอบ ต้องถูกดำเนินคดี รวมทั้งคนที่รับผิดชอบในเชิงนโยบายหรือสั่งการ และผู้นำระดับสูงด้วย
“การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นมาตรการที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต้องรู้ความจริงก่อน เพราะถ้าไม่รู้ความจริงก็ไม่มีข้อมูล พยานหลักฐานอะไร ที่จะมาใช้ดำเนินคดี หรือถ้าดำเนินคดีไม่ได้ จะเรื่องอายุความหรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างเช่นกรณีตากใบ อย่างน้อยมันก็ทำให้คนที่กระทำความผิดหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอันนี้ ถูกลงโทษโดยสังคมแล้ว แม้จะไม่สามารถลงโทษในทางคดีอาญาได้ก็ตาม”
“แต่จะให้ดีที่สุดคือสามารถลงโทษในทางอาญาได้ เช่นดำเนินคดีอาญา ซึ่งในหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำที่ถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลในประเทศก็ตาม เช่น กรณีของเขมรแดง เป็นต้น ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ก็คือว่า ถ้าคนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงไม่ถูกลงโทษ ไม่ว่ากระบวนการทางอาญาหรือกระบวนการทางสังคมก็ตาม มันก็อาจจะเกิดการละเมิดอย่างนี้ซ้ำอีกก็ได้”
สังคมจะได้อะไรจากการรู้ความจริง
การค้นหาความจริงไม่ได้เยียวยาเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มองเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นรากของความขัดแย้ง ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การจะเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน จะต้องค้นหาความจริงและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด เพื่อไม่ให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำอีก
“เรามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายครั้งแล้ว เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร หลังเหตุการณ์มีรัฐบาลพลเรือน จากการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้น ไม่ยั่งยืนถาวร ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาอีก เราก็จะเป็นอย่างนี้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ประชาชนจัดทำขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์พฤษภา 35 คนตายเยอะแยะ มีรัฐธรรมนูญก็ไม่ยั่งยืน ทั้งนี้เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอันนั้น คนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง รวมทั้งผู้มีอำนาจ ผู้ที่บงการอยู่ ไม่ได้ถูกลงโทษ ถนอม-ประภาส ก็ยังลอยนวล นายทหารที่เข่นฆ่าประชาชนตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ยังลอยนวลพ้นผิด หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ก็ไม่ได้มีการลงโทษ มีกฎหมายนิรโทษกรรม การที่ไม่ลงโทษก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก ก็คือมีรัฐประหารซ้ำอีก”
นอกจากนี้ การได้รู้ความจริงยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการระงับข้อพิพาท และอาจจะนำไปสู่การให้อภัย ลดความขัดแย้ง และสร้างสันติสุขในสังคมได้ในที่สุด ประเด็นนี้ สมชายให้ความเห็นว่า การให้อภัยเป็นเอกสิทธิ์ของผู้เสียหาย แต่โดยทั่วไป เมื่อผู้เสียหายได้รู้ความจริงแล้ว ก็อาจจะเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่นำไปสู่การละเมิดได้อย่างเป็นภววิสัย ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากการปลุกปั่น ระบบการศึกษาที่ปลูกฝังความเกลียดชัง หรือการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และนำไปสู่การให้อภัย
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนที่เป็นผู้กระทำการละเมิดมีความสำนึก ด้วยความจริงใจ และเปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรม อันนี้มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เขาจะให้อภัยอยู่แล้ว เพราะว่ามนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข คือถ้าไม่ให้อภัย มันก็ยังมีกำแพงของความขัดแย้ง มีจุดของความขัดแย้งอยู่ เพราะฉะนั้น เขาเองต้องการสันติ จะอยู่อย่างสันติ อยู่อย่างสงบสุข ก็ต้องให้อภัย ถ้าพวกเขาอยากอยู่ร่วมกันในสังคม”
“เพราะฉะนั้น ก็พูดได้ว่าการรู้ความจริงก็นำไปสู่การลดความขัดแย้ง การให้อภัยมันก็คือการลดความขัดแย้ง ความปรองดอง ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านก็คือการนำไปสู่ความปรองดองอย่างถาวร อย่างยั่งยืน เรื่องนี้จึงมีความสำคัญ” สมชายสรุป
เรียบเรียง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข





