วันนี้ (20 มีนาคม 2568) ตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหายกรณีทรมาน การลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย พร้อมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือถึงชลธิชา แจ้งเร็ว  โฆษกกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้มีผลบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง 

หนังสือร้องเรียนดังกล่าวเป็นเสียงสะท้อนภาพรวมข้อท้าทายที่ผู้เสียหายต้องเผชิญตลอดสองปีของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแนวทางการแก้ไขที่รัฐควรต้องนำไปพิจารณา โดยมีเครือข่ายผู้เสียหายและครอบครัวลงชื่อกว่า 27 รายชื่อ 

ภายในหนังสือระบุว่าแม้ พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหาย จะมีผลบังคับใช้มาแล้วสองปี แต่ผู้เสียหายยังคงพบกับอุปสรรค ทั้งการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนเป็นไปอย่างล่าช้า ความล่าช้าในการสืบสวนกรณีต้องสงสัยว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ มีเพียงคดีทรมาน 2 คดี ที่สามารถไปสู่การดำเนินคดีในชั้นศาลจากเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างน้อย 125 กรณี 

นอกจากนี้ ญาติและครอบครัวต้องดำเนินการด้วยตนเอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงคณะกรรมการฯ ไม่ดำเนินการเชิงรุกและสื่อสารกับครอบครัว แม้จะทราบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ในส่วนของการเยียวยา ปัจจุบันยังไม่เกิดการดำเนินการชดใช้เยียวยาใดๆ แก่ผู้เสียหาย และระเบียบเกี่ยวกับการเยียวยายังคงไม่มีผลบังคับใช้

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า “ระเบียบเยียวยาผู้เสียหายถูกร่างมาแล้ว และส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นระยะเวลา 1 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร่ำบอกกับพวกเราว่า ระเบียบยังไม่ผ่านการอนุมัติจากกระทรวงการคลัง 1 ปีเต็ม คำตอบเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นวันที่เขาแถลงข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของ พ.ร.บ. ฉบับนี้”

พรเพ็ญอธิบายเพิ่มเติมว่า การร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานและการอุ้มหายหลายครั้ง ส่งผลให้ญาติผู้เสียหายมีความบอบช้ำ และต้องทนทุกข์ทรมาน ดังนั้น การเยียวยาจะเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จะช่วยคลายความทุกข์เหล่านี้ของญาติผู้เสียหาย รวมทั้งเรียกร้องไปยังสภาผู้แทนราษฎร ให้ช่วยผลักดันการอนุมัติระเบียบเยียวยาให้สำเร็จ

ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ บุตรชายของชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายในต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนญาติผู้สูญหาย กล่าวว่า กรณีของบิดาของตนนั้นได้รับแจ้งว่าไม่เข้าข่ายการทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจาก “ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัฐเป็นผู้กระทำ”

“ขั้นแรกเราต้องยอมรับว่าการอุ้มหาย อุ้มฆ่า คนเห็นต่างทางการเมืองของรัฐมีอยู่จริง และทำไมถึงใช้วิธีนี้ เพราะว่าไม่เหลือหลักฐานให้ญาติตามต่อ ไม่เหลือใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นแชท หรือภาพถ่าย ไม่มีอะไรเลยที่เป็นหลักฐานพอที่บอกว่ารัฐเป็นคนกระทำ รัฐเลยเลือกใช้วิธีนี้ ศูนย์ พ.ร.บ. ให้เห็นผลว่าญาติไม่มีหลักฐานเพียงพอ ในการจะบอกว่ารัฐเป็นผู้กระทำ สำหรับผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้งและหมดหวังมากๆ กับการใช้ พ.ร.บ. ที่เราคิดว่าออกมาเพื่อช่วยเหลือเรา” ก่อการกล่าว

นอกจากนี้ พรเพ็ญยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องการเกณฑ์ทหาร ซึ่งที่ผ่านมา มูลนิธิได้รับการร้องเรียนเรื่องทหารเกณฑ์ถูกทำร้ายร่างกายหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายระหว่างการธำรงวินัย การฝึก หรือวิธีการอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่ละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย โดยปัจจุบันนี้ มีคดีทหารเกณฑ์ถูกทรมานและเสียชีวิตในค่ายทหาร ที่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย เพียง 2 คดีเท่านั้น ทว่าก็ยังมีความพยายามของหน่วยงานต่างๆ ที่จะทำให้คดีลักษณะนี้กลับเข้าไปสู่การพิจารณาของศาลทหาร

“คดีที่ทหารซ้อมลูกชาวบ้านที่ไปเป็นทหารเกณฑ์ ก็ต้องขึ้นศาลพลเรือน” พรเพ็ญย้ำ

อีกประเด็นหนึ่งที่พรเพ็ญมองว่าเป็นความล้มเหลว และทำให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย ล้มลุกคลุกคลาน คือการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา และชาวอุยกูร์ ที่ถูกส่งตัวกลับไปเผชิญอันตรายจากการประหัตประหารในประเทศต้นทาง 

เช่นเดียวกับกัณวีร์ สืบแสง หนึ่งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่กล่าวว่า จากการที่ฝ่ายบริหารยืนยันว่าการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทว่ายังไม่เห็นความยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ได้รับผลกระทบ นั่นคือกลุ่มผู้ลี้ภัย ที่ยังไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับในประเทศไทย

“ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกผลักดันกลับไปใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงไม่สามารถที่จะปรับใช้ได้ เพียงเพราะว่าเขาไม่ใช่คนสัญชาติไทยเท่านั้นเอง ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องได้รับความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย” กัณวีร์ตั้งคำถาม พร้อมยืนยันว่า

หากเราไม่สามารถมีระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่สามารถมีมาตรฐานไปถึงมาตรฐานสากลได้ เราก็จะมีแต่คำว่าเสียใจให้กับญาติทุกคน ปีต่อปีที่ผ่านมาก็จะเป็นแบบนั้น เราจะพยายามในกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พวกเราจะยืนหยัดและยืนยันในการต่อสู้ ให้พี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความเท่าเทียม”

ด้านชลธิชา แจ้งเร็ว อีกหนึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย นั้นมีเจตนารมณ์ที่ดี คือการป้องกันไม่ให้บุคคลถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทว่าหลังจากการบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปี กลับพบปัญหามากมาย“พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ก็เห็นถึงความสำคัญของปัญหา เราได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เราได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาในกรรมาธิการในหลายๆ ครั้ง และวันนี้ หนังสือที่เราได้รับจากครอบครัวของผู้เสียหาย ก็จะถูกหยิบยกเป็นวาระในการพิจารณาของกรรมาธิการแน่นอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยจะต้องได้รับความปลอดภัย และได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย จะต้องไม่มีข้ออ้างว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติ” ชลธิชายืนยัน

Author