ประเด็นเรื่องการทรมานและบังคับสูญหายนับเป็นประเด็นใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อไรก็เป็นที่สนใจและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นตัวในสังคม ภาพและเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรุนแรงและเงื่อนงำน่าเคลือบแคลง ดึงดูดให้สำนักข่าวน้อยใหญ่ติดตามและนำเสนอข่าวคราวกันอย่างกว้างขวาง แต่ก็เช่นเดียวกับข่าวสารอื่นๆ ที่ไหลเวียนในแต่ละวันของประเทศนี้ เมื่อมีกระแสข่าวใหม่มา ประเด็นเก่าก็ถูกวางทิ้งไว้ และถูกหลงลืมไประยะหนึ่ง จนกว่าจะมีใครสักคนจุดประกายขึ้นมาอีก
ในการนำเสนอประเด็นเรื่องการทรมานและการบังคับสูญหายนั้น ภาพความรุนแรงทางกายภาพอาจถูกบอกเล่าได้โดยง่าย ขณะที่ผลกระทบทางจิตใจของผู้เสียหายอาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยากกว่า นอกจากนี้ ความรู้สึกสูญเสีย การรอคอย ความเปลี่ยวเหงา เคว้งคว้าง และหวาดกลัวของครอบครัวผู้สูญหาย ยิ่งยากที่จะบรรยายผ่านข่าวประจำวัน ดังนั้น เครื่องมือหนึ่งที่จะสร้างความเข้าใจในมุมนี้ คือ “นวนิยาย” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ว่ากันว่าได้จำลอง “โลกของคนอื่น” ย่อลงในมือให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ
ในปี 2023 นวนิยายชื่อ “Prophet Song” โดยนักเขียนชาวไอริชนาม พอล ลินช์ ชนะรางวัล Booker Prize และที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ นว noนิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องการทรมานและการบังคับสูญหาย
Prophet Song นวนิยายว่าด้วยโลกดิสโทเปีย
ในทางวรรณกรรม มีวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “วรรณกรรมดิสโทเปีย” ซึ่งว่าด้วยโลกที่มีสภาพตรงข้ามกับโลกยูโทเปีย เป็นโลกที่ประกอบไปด้วยอำนาจรัฐที่กดทับประชาชนผ่านการสอดส่อง โฆษณาชวนเชื่อ และการจำกัดสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ ปัจเจกบุคคลมักจะถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเพียงฟันเฟืองหรือเครื่องจักร รวมทั้งเป็นโลกที่สิ่งแวดล้อมและสังคมล่มสลาย
แล้วเราจะเล่าเรื่องโลกที่เสื่อมสลายด้วยอำนาจที่ฉ้อฉลไปเพื่ออะไร?
นวนิยายดิสโทเปียเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการวิพากษ์วิจารณ์สังคม เตือนใจให้ผู้อ่านมองเห็นถึงภัยจากอำนาจรัฐและเทคโนโลยีในปัจจุบัน และความสำคัญของการปกป้องสิทธิเสรีภาพของบุคคล
Prophet Song เป็นนวนิยายดิสโทเปียว่าด้วยประเทศไอร์แลนด์เหนือในโลกอนาคต ที่ปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการ มีการใช้ตำรวจลับ การใช้โฆษณาชวนเชื่อ และการกดปราบผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยวิธีการอุ้มหาย รวมทั้งการสร้างความหวาดกลัวด้วยวิธีการทรมาน นำไปสู่สงครามกลางเมืองและความสิ้นหวังของประชาชน ภาพความอึดอัดจากการถูกกดทับไม่เพียงสะท้อนผ่านเรื่องเล่าเท่านั้น แต่รูปแบบการเขียนและจัดหน้า เป็นประโยคยาว ไม่มีย่อหน้า สร้างความรู้สึกตื่นตัวและอึดอัด พร้อมสะท้อนภาพความสับสนอลหม่านในจิตใจของตัวละครหลักอีกด้วย
จุดเริ่มต้นจากการอุ้มหาย
นวนิยายไม่ได้กล่าวถึงต้นสายปลายเหตุของการก้าวสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการในไอร์แลนด์เหนือ ทว่าเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในครอบครัวของตัวละครหลักอย่างครอบครัวของไอลิช สแต็ก นักชีววิทยาและแม่ลูกสี่ พร้อมกับการมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจลับ และต่อมา แลร์รี สแต็ก สามีของไอลิช แกนนำสหภาพการค้า ก็หายตัวไปหลังจากที่ไปเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจลับ
การหายตัวไปของแลร์รี เป็นจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่อง เพราะเขาไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหาย แต่ต่อมายังมีเพื่อนร่วมงานของเขาที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งให้ครอบครัวต้องติดตามหาและต่อสู้อยู่เพียงลำพัง เช่นเดียวกับครอบครัวสแต็ก เหตุการณ์เช่นนี้ในเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าภายใต้รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น การถูกจับตามองและการอุ้มหายสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกอุ้มหายเท่านั้น แต่การอุ้มหายสร้างความหวาดกลัวและสภาวะที่ไม่แน่นอนให้กับผู้คนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งหวั่นใจว่าตนเองจะเป็นรายต่อไปหากพยายามตามหาผู้ที่ถูกอุ้มหาย วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือแม้กระทั่งแสดงความเห็นในพื้นที่ส่วนตัว ยิ่งกว่านั้น ครอบครัวสแต็กยังถูกจับตามองจากรัฐบาล ถูกคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้น การอุ้มหายผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองจึงไม่ได้จบลงแค่คนหนึ่งคนหายตัวไป แต่ยังมีคนข้างหลังอีกมากมายที่ตกอยู่ภายใต้การกดทับโดยรัฐ
มากกว่าความโศกเศร้า นวนิยายเสนอภาพชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อไปข้างหน้าของครอบครัวผู้สูญหาย แม้เสาหลักของครอบครัวจะหายไป ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไต่ระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่สงครามกลางเมือง ผู้หญิงและเด็กต้องขยับขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ทั้งในการพยายามตามหาพ่อ และประคับประคองครอบครัวให้อยู่รอดในแต่ละวัน ขณะที่แสงเทียนแห่งความหวังริบหรี่ตามแรงลมแห่งความรุนแรงทางการเมือง
การทรมานที่ทุบทำลายความหวัง
ความรุนแรงโดยรัฐที่ปรากฏอยู่ใน Prophet Song ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การอุ้มหายเท่านั้น เพราะเมื่อสถานการณ์สุกงอม คนรุ่นใหม่จำนวนมากผันตัวไปเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ นำไปสู่การปราบปรามด้วยความรุนแรงและสงครามกลางเมือง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ภัยสงครามทำให้ระบบเศรษฐกิจพังทลาย ระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารถูกตัดขาด เช่นเดียวกับระบบสาธารณสุข
ดังนั้น เมื่อเบลีย์ ลูกชายคนที่สาม วัย 13 ปี ของไอลิช ต้องได้รับการผ่าตัดเอาเศษกระสุนออกจากศีรษะ ไอลิชต้องพาลูกชายออกเดินทางไกลไปยังโรงพยาบาล ทว่าสุดท้าย เบลีย์ถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวไปยังโรงพยาบาลในค่ายทหาร และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
ผู้เขียนบรรยายฉากที่ไอลิชตามหาลูกชายที่ค่ายทหาร ก่อนจะไปจบลงที่ห้องดับจิตว่า เธอต้องค่อยๆ เปิดถุงห่อศพดูทีละถุง และพูดซ้ำๆ ว่า “ไม่ใช่ลูกฉัน” จนกระทั่งพบศพลูกชายในถุงใบหนึ่ง ร่างของเบลีย์เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และเจ้าหน้าที่แจ้งกับไอลิชว่าเบลีย์นั้น “หัวใจล้มเหลว”
เบลีย์เป็นตัวอย่างของเด็กผู้บริสุทธิ์ที่ติดอยู่ท่ามกลางความรุนแรงจากความขัดแย้งที่เขาไม่เข้าใจ และต้องสังเวยชีวิตให้กับอำนาจรัฐ รวมทั้งสะท้อนภาพการเพิ่มระดับความรุนแรงในการกดปราบโดยรัฐที่เลยเถิดจนกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าจะไม่มีใครรอดพ้นจากความรุนแรงนี้ไปได้ แม้จะไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ตาม และเมื่อเด็กเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง การเสียชีวิตของเบลีย์นับเป็นจุดแตกหักของความหวังของไอลิชและครอบครัว
“ไอร์แลนด์” กับ “ไทยแลนด์” ความสิ้นหวังที่ไม่ต่างกัน
แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Prophet Song จะเป็นเหตุการณ์สมมติในโลกดิสโทเปีย และประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างในนวนิยายเรื่องนี้ แต่หลายเหตุการณ์ในเรื่องก็ทำให้เราอดนึกถึงกรณีการทรมานและการอุ้มหายที่เกิดขึ้นกับชาวไทยในหลายกรณีในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่กรณีใหญ่อย่างการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีผู้พบเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย ขณะถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมตัวขึ้นรถ และตามมาด้วยกระแสข่าวป้ายสีว่าสมชายเป็น “ทนายโจร” จากการช่วยว่าความให้ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, การอุ้มหายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงจากบางกลอย, การอุ้มหายและสังหารผู้ลี้ภัยชาวไทย ในช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 หรือเหตุการณ์ตากใบ ที่ประชาชน 78 คน เสียชีวิตจากการถูกบังคับให้นอนทับกันบนรถบรรทุกทหาร โดยผลการชันสูตรศพระบุเพียงว่า “ขาดอากาศหายใจ” และขณะนี้ คดีตากใบก็ได้หมดอายุความลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่สำคัญ กรณีตัวอย่างทั้งหมดนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกลงโทษแม้แต่คนเดียว!
แม้กรณีทรมานและอุ้มหายเหล่านี้จะถูกจดจำในฐานะคดีตัวอย่างความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หลายสื่อกระพือข่าวอันน่าสลดใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่น้อยครั้งนักที่จะมีการสื่อสารเรื่องราวของ “คนข้างหลัง” ของผู้ที่ถูกทรมานและอุ้มหาย ว่าพวกเขาถูกละเมิดสิทธิซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร การทรมานและการอุ้มหายไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตคนหนึ่งคนเท่านั้น แต่ยังทำลายชีวิตและความหวังของอีกหลายคน ละเมิดสิทธิของครอบครัวในการทราบความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ที่ถูกอุ้มหายและทรมาน รวมทั้งยังบั่นทอนสิทธิเสรีภาพของคนทั้งสังคม จากความหวาดกลัวว่าจะถูกทรมานหรือถูกอุ้มหาย หากแสดงออกทางการเมือง
เมื่อเสียงของคนข้างหลังไม่ดังมากพอ หน้าที่ของนวนิยาย Prophet Song คือการฉายภาพชีวิตของครอบครัวผู้สูญหายและผู้ที่ถูกทรมาน ว่าพวกเขามีชีวิตต่อไปอย่างไร และเป็นการชี้ทางให้ผู้อ่านได้จินตนาการต่อไปว่า ในกรณีของทนายสมชาย, บิลลี่, ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยอย่างชัชชาญ บุปผาวัลย์, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, สยาม ธีรวุฒิ และวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบ ครอบครัวของบุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง และใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อความหวังที่จะพบคนที่พวกเขารักช่างริบหรี่
ในฐานะที่นวนิยายดิสโทเปียทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าที่เตือนใจผู้คนถึงสถานการณ์ทางสังคมและการเมือง Prophet Song จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความตระหนักถึงอำนาจรัฐที่ล้นเกิน จนกระทั่งละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยังฉายภาพความรุนแรงโดยรัฐ ที่ไม่ได้ปรากฏเฉพาะในเรื่องเล่า แต่ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตจริง นวนิยายเรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นเตือนเท่านั้น แต่ภาพความอึดอัดคับข้องใจ การถูกกดทับ และความยากลำบากที่ปรากฏในรูปแบบการเล่าเรื่องและการจัดวางหน้ากระดาษ นับเป็นการสร้างประสบการณ์อันสมจริง เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสียหายจากการทรมานและการบังคับสูญหายอีกด้วย
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข





