“รัษฎา มนูรัษฎา” เป็นทนายความสิทธิมนุษยชนมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานวันแรกจนได้เดินทางว่าความเกือบครบทุกศาลในประเทศ ขาดเพียงแต่ศาลจังหวัดเบตง และศาลจังหวัดเทิง จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในทนายความสิทธิมนุษยชนที่ทำคดีด้านสิทธิ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนมามากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ  

40 ปี บนเส้นทางสิทธิมนุษยชนย่อมมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเป็นทนายความทั่วไป ประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมตัวตนของรัษฎา ไปจนถึงความมุ่งหวังในชีวิต และนี่คือเรื่องราวของทนายความอาวุโสผู้นี้

จุดเริ่มต้น ณ สำนักงานประดับกับสหายทนายความ

“ที่มาของประวัติต้องเริ่มจากคุณพ่อ คุณพ่อเป็นทนายความ ใบอนุญาตเลขที่ 10/2500 ผมจำเลขที่ใบอนุญาตทนายได้”

  “ประดับ มนูรัษฎา” บิดาของรัษฎา เป็นทนายความที่สนใจเรื่องของบ้านเมืองมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาวิชากฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาเมื่อเรียนจบการศึกษาจึงได้ไปทำงานเป็นทนายความประจำสำนักงานมนูกิจทนายความ และภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อบรรยากาศของสังคมเริ่มตื่นรู้ในเรื่องประชาธิปไตย ทำให้ประดับเริ่มทำคดีให้กับภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งให้ความช่วยเหลือในคดีการเมือง คดีปกครอง รวมไปถึงคดีจากการประสานงานจากภาคประชาชน เช่น มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

การทำงานเป็นทนายความช่วยเหลือประชาชนของประดับ เป็นการทำงานร่วมสมัยกับทนายความผู้รักความเป็นธรรมเฉกเช่นเดียวกัน อาทิ  ฟัก ณ สงขลา ทองใบ ทองเปาว์ หรือสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ การต่อสู้ของพวกเขามีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่ภาคประชาชนและอาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มทนายสิทธิมนุษยชนกลุ่มแรกๆ ของประเทศ

ส่วนเส้นทางการเป็นทนายความของรัษฎานั้น เริ่มจากการเป็นเสมียนทนาย ช่วยยื่นเอกสารแทนบิดา ขับรถให้ รวมถึงคอยรับส่งขึ้นรถทัวร์เมื่อประดับต้องเดินทางไปต่างจังหวัด  

“สมัยก่อนรถทัวร์ ถ้าเขาไปว่าความชาวนาเขาจะขึ้นรถทัวร์ที่อนุเสาวรีย์ฯ ใกล้ๆ อนุเสาวรีย์ฯ จะมีบริษัทรถทัวร์บริษัทหนึ่ง เขามีบัตรโดยสารให้สำหรับทนายไปช่วยเหลือคดีชาวบ้านชาวนา ชื่อบริษัทดาราทัวร์”

เมื่อเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง การเดินทางไกลของรัษฎาก็เริ่มต้นขึ้น คราวนี้เป็นการเดินทางไกลในฐานะทนายความ คดีแรกๆ ที่เขาว่าความเป็นคดีช่วยเหลือชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อราวปี 2529 – 2530  ซึ่งรัษฎาเล่าว่าสมัยนั้นแม่ฮ่องสอนยังไม่มีทั้งถนนราดยางและไฟฟ้าใช้

“มีเรื่องว่าผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตและอ้างว่า (ผู้ตาย) เป็นคนร้ายคดีฆ่าอุกฉกรรจ์ แล้วก็วิสามัญในกระท่อมกลางป่า”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเหตุที่ยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตเพราะผู้ตายพยายามยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่  รัษฎาจึงต้องพิสูจน์ให้ศาลไม่เชื่อเช่นนั้น เขาคิดว่าคดีนี้คลี่คลายลงได้เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการค้นหาความจริง

“เนื่องจากว่าเรามีภาพถ่ายของคนเสียชีวิตด้วย แล้วเราก็เลยเอาภาพนี้มาถามหมอ บาดแผลที่ตายกระสุนเข้าหัวใจ แต่มันมีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย คือถ้าคนยิงต่อสู้กันจะมีบาดแผลกระสุนปืน แต่อันนี้มันมีบาดแผลซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นบาดแผลรอยถลอก รอยถูกทำร้าย แล้วเวลาเราถามหมอ หมอก็บอกว่าเป็นแผลถลอก และบาดแผลนี้เกิดก่อนตาย หมออธิบายด้วยว่าบาดแผลนี้มีปฏิกิริยาของน้ำเหลืองที่บาดแผล แสดงได้ว่าบาดแผลเกิดก่อนตาย ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปถูลู่ถูกังแล้วเกิดบาดแผล เพราะมีน้ำเหลือง ดังนั้นหมอเขาเบิกความดี”

ภาพถ่ายคนเสียชีวิตที่รัษฎาได้ใช้ถามหมอในชั้นศาลก็ใช่ว่าได้มาโดยง่าย แต่เกิดจากความกล้าหาญของผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นกำนันตำบลนั้นด้วยที่ต้องการค้นหาความจริง

“ตอนที่เอาศพมา แก (กำนัน) จะไปถ่ายภาพร่องรอยบาดแผลตามร่างกายผู้ตายขณะที่มีการชันสูตรพลิกศพ พวกตำรวจไม่ยอม แกไม่มีกล้องถ่ายรูป แกไปตามช่างถ่ายรูปที่ร้านถ่ายรูปมา แกก็ขอนายอำเภอซึ่งอยู่ร่วมการชันสูตรพลิกศพด้วย นายอำเภอก็บอกอยากถ่ายก็ถ่ายสิ ตำรวจไม่ยอมให้ถ่าย แต่นายอำเภอบอกถ่ายก็ถ่ายไป เราถึงได้ภาพสภาพศพเอามาถามหมอ นี่คือแกฉลาด”

แน่นอนว่าการค้นหาความจริงนี้ยังได้มาจากการตรวจสอบความจริงของอีกฝั่งว่ามีน้ำหนักหรือไม่ ข้อมูลที่รัษฎาได้มาจากการสอบข้อเท็จจริงพบว่าคดีนี้ แท้จริงแล้วผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่าจับกุมบริเวณชายแดน หลังจากเดินทางไปเอาไม้ที่ใช้สำหรับทำธูปหอม ต่อมามีการนำส่งตัวให้ตำรวจไทยควบคุมตัวต่อ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับให้ข้อมูลว่าตำรวจได้บุกไปยังกระท่อมกลางป่าตั้งแต่ยังไม่สว่างเพื่อปิดล้อมจับกุมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียเอง 

“เราถามคุณตำรวจ คุณวางแผนยังไงจะเข้าล้อมจับ เขาก็บอกว่าก็วางแผนจะเข้าจุดโอบล้อม แล้วก็เขียนแผนที่ ก็เลยถามว่าแล้วเอาแสงไฟที่ไหน เขาก็ตอบว่าก็แสงดวงจันทร์ไง เราไปดูปฏิทิน โอ้โห แรม 14 ค่ำ มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีหรอกดวงจันทร์”

สุดท้าย รัษฎาสามารถพิสูจน์จนทำให้ศาลเชื่อว่าผู้ตายไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด รัษฎารู้สึกว่าตนได้ช่วยชาวบ้าน และการเดินทางไกลครั้งนี้สอนเขาว่าการเป็นทนายความที่ทำคดีช่วยเหลือชาวบ้านนั้น ทนายความต้องเดินทางไปหาชาวบ้าน ต่างจากคดีธุรกิจที่ลูกความสามารถเดินทางมาหาทนายความได้เอง 

“คนเหล่านี้เขาเป็นคนถูกเอารัดเอาเปรียบ บางทีผมว่าเราช่วยเขา ก็เหมือนช่วยให้เขาพ้นทุกข์ เขาก็จะรู้สึกดี เวลาคดีเขามีผลออกมาดี”

“ทนายสมชาย นีละไพจิตร”

หลังจากคดีสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่แม่ฮ่องสอน คดีส่วนมากที่รัษฎารับผิดชอบมักจะเป็นคดีที่มีคู่ความเป็นผู้มีอำนาจหรือเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด รัษฎามองว่าสำหรับชาวบ้าน รวมไปถึงทนายความในพื้นที่นั้น การต่อสู้ในเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่งและมีราคาที่ต้องจ่ายสูง โดยเฉพาะความปลอดภัยในพื้นที่ เขาจึงมองว่า บทบาทของทนายความจาก “ส่วนกลาง” หรือจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ จึงมีบทบาทที่สำคัญ และเมื่อมีสังกัดสภาทนายความทำให้การทำงานของพวกเขาถูกรับรู้และปลอดภัยมากขึ้น  

รัษฎาทำงานเป็นทนายความให้กับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความมาเป็นระยะเวลานาน และที่นี่ทำให้เขาได้พบเจอกับมิตรสหายวิชาชีพที่รักความเป็นธรรมหลายคน หนึ่งในนั้นคือ “ทนายสมชาย นีละไพจิตร” ซึ่งเขาทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่ราวปี 2545 ขณะนั้นทนายสมชายเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ในขณะที่รัษฎาเป็นกรรมการ

หลังจากทำงานร่วมกันทั้งในสภาทนายความและในการว่าความ รัษฎาเล่าว่า ทนายสมชายมีฝีมือและถามความเก่ง รวมทั้งมีอัธยาศัยดี ไม่ถือตนว่าเป็นทนายความอาวุโส เขาจำได้ว่าเมื่อมีการประชุมคดีสิทธิฯ ภายหลังจากเสร็จประชุม คณะทำงานก็มักจะไปทานข้าวด้วยกันต่อ แต่ทนายสมชายมักจะกลับบ้านเสมอ 

“เขาเป็นคนรักครอบครัวนะผมว่า พอเลิกประชุม บางทีเราจะทานข้าวกัน แต่พี่สมชายจะกลับบ้าน เป็นคนที่จะต้องกลับบ้าน”

ในช่วงปี 2547 ทนายสมชายได้ไปช่วยทำคดีให้ผู้ต้องหาในเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ได้มีการสอบข้อเท็จจริงและกำลังทำหนังสือขอความเป็นธรรม เรื่องที่ผู้ต้องหาถูกซ้อมบังคับให้รับสารภาพ ในขณะเดียวกันทนายสมชายก็ได้เดินหน้าเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก หลังจากนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 ทนายสมชายก็ถูกบังคับให้สูญหาย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เสาหลักในการช่วยเหลือคดีความของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หายไป

 “ผมเคยไปรอรถแท็กซี่ต่างจังหวัดที่คิวรถ ระหว่างที่รถยังไม่ออกผมก็ไปนั่ง คนก็ไม่ได้รู้จักกันนะ เป็นชาวบ้านๆ เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกว่ามาขึ้นศาล เป็นทนายความ เขาก็พูดถึงพี่สมชาย แล้วก็ร้องไห้ คือ เขารู้สึกว่าไปช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมแล้วต้องมาโดนเจ้าหน้าที่อุ้มหายไป”

ต่อมาในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เกิดเหตุการณ์ตากใบขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 ราย นับแต่นั้นรัษฎาเริ่มเดินทางไปทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2548 – 2550 เพราะมีคดีที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งคดีแก้ต่างให้จำเลยที่เป็นชาวบ้าน 58 คน จากการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ คดีไต่สวนการตายผู้เสียชีวิตทั้ง 85 ราย รวมถึงคดีที่ชาวบ้านฟ้องร้องรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหาย

ทนายความที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในขณะนั้นมักจะต้องเผชิญกับการถูกตีตราว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่เป็นภัยต่อรัฐ แม้แต่ทนายสมชายก็ต้องเผชิญกับการถูกเรียกว่า ‘ทนายโจร’ วาทกรรมเหล่านี้ถูกใช้เพื่อหวังจะลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีการทำงานตามวิชาชีพของบุคคล และสร้างความชอบธรรมในการคุกคามหรือแม้แต่อุ้มหายคนคนหนึ่ง 

“คนผิดหรือไม่ผิดเขาก็มีสิทธิต้องมีทนายความ ไม่ว่าเขาจะเป็นโจรผู้ร้ายศาลยังตั้งทนายให้เลย ทนายขอแรง ทนายแก้ต่าง เขาว่าความเองได้อย่างไร ดังนั้นมันเป็นหลักสากลที่คนจะต้องมีทนายความ แล้วเขาร้องขอ ไม่ว่าเขาจะผิดหรือจะถูก แต่อยู่ที่เรา  ถ้าเราเห็นว่าเขาผิดจริงก็แนะนำรับสารภาพไป หนักก็เป็นเบา แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีสิทธิที่จะมีทนาย แล้วใครไปช่วยเขากลายเป็นโจรอย่างนี้ได้อย่างไร พูดแบบนี้ไม่ถูก”

“การที่ถ้าหากเขามีทนายแก้ต่าง แล้วถ้าศาลฟังได้ปราศจากข้อสงสัยเชื่อว่าผิดจริง ศาลลงโทษไป มันก็เป็นเรื่องที่เคลียร์ หมายความว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจนศาลฟังเชื่อได้ว่าคนกระทำผิดแล้วลงโทษ อย่างนี้ความยุติธรรมมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

ในจังหวัดชายแดนใต้ กฎหมายพิเศษอย่างพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (กฎอัยการศึก) ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกควบคุมตัวหายไปหลายประการ ทั้งการถูกยกเว้นสิทธิในการถูกนำตัวส่งต่อศาลทันทีภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้ศาลพิจารณาความชอบธรรมในการจับกุมและควบคุมตัวตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิในการพบทนายความในทันที กฎหมายพิเศษให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวโดยยังไม่ต้องส่งตัวต่อศาลได้สูงสุดถึง 37 วัน แม้จะมีช่องโหว่จากการถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หลายครั้งศาลยังคงรับฟังคำให้การที่ได้มาระหว่างถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจได้มาจากการทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพ   

“แม้ทนายทำเต็มที่แก้ต่างให้ แต่ยังไปหยิบเอาคำให้การที่ไม่ได้มีทนายความร่วมฟังการสอบสวนแล้วมาลงโทษอย่างนี้ก็ไม่ถูก ซึ่งมีหลายคดีนะที่ฟังอย่างนั้นแล้วมาลงโทษ แต่ตอนหลังคดีรู้สึกว่าดีขึ้น อันนี้ก็ต้องเป็นเพราะบทบาทของทนายที่ไปทำคดี ที่เอาข้อมูลมาให้สังคมหรือวงการนักกฎหมายได้เห็นกัน ถ้ามันไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไข”

นอกจากเหตุการณ์ตากใบ รัษฎายังเป็นหนึ่งในทนายที่ทำคดีการบังคับสูญหายทนายสมชายในชั้นอุทธรณ์และฎีกา  ในมุมทนายความ คดีนี้เป็นคดีที่มีความยากและท้าทายยิ่ง ทั้งจำนวนพยาน จำนวนเอกสาร รวมถึงข้อมูลที่ซับซ้อน แต่ในฐานะเพื่อนร่วมงาน รัษฎามองว่าครอบครัวของทนายสมชายเข้มแข็งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนั่นเป็นพลังให้เขาทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไปด้วย 

“ถ้ามองครอบครัวเขาผมว่า คุณอังคณาสิ กลับดูเข้มแข็ง หลังจากที่พี่สมชายหายไปคุณอังคณาเริ่มมามีบทบาทเรื่องของสิทธิ คุณอังคณาเริ่มเข้ามาภาคประชาสังคม และไปในหลายๆ เวที เรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่สมชายเต็มที่ ไม่ว่าจะไปต่างประเทศ หรือแม้แต่กรุงเจนีวา”

ชัยชนะ ณ วันที่ชุมชนเข้มแข็ง

ชัยชนะของทนายความสิทธิมนุษยชนไม่เคยได้มาโดยง่าย หากต้องเลือกคดีที่ประทับใจมาเล่า รัษฎานึกถึงคดีแพ่ง “ชัยภูมิ ป่าแส” 

ชัยภูมิ ป่าแส เป็นนักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารด่านบ้านรินหลวงสังหารเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์ของชัยภูมิที่ขับมาพร้อมเพื่อนอีกหนึ่งคน เจ้าหน้าที่อ้างว่าชัยภูมิพยายามขัดขืนและทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้าง จึงใช้อาวุธปืนยิงชัยภูมิจนเสียชีวิต โดยภายหลังระบุว่ากระทำไปเพื่อป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ยังอ้างว่าพบยาบ้าเป็นจำนวน 2,800 เม็ด ซ่อนอยู่ในหม้อกรองน้ำของรถยนต์ของชัยภูมิ

ต่อมาครอบครัวได้เดินหน้าฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 และเพื่อดำเนินการค้นหาความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านชั้นศาล การต่อสู้คดีเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 และใช้เวลาต่อสู้ถึงสามศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา จนในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 เป็นเวลากว่า 6 ปีหลังชัยภูมิจากไป ศาลฎีกาสั่งกองทัพบกชดใช้กว่า 2 ล้านบาทให้ครอบครัวชัยภูมิ

โดยปกติหากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ความหวังในการไปต่อชั้นฎีกานั้นไม่แน่นอนเสมือนอยู่บนเส้นด้าย การไปสู่ชั้นฎีกาไม่สามารถทำได้ทันทีแต่จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ในบางกรณีฝ่ายกลั่นกรองอาจวินิจฉัยไม่รับฎีกาได้ 

“ผมว่าคดีชัยภูมิ ป่าแส เราก็ถือว่าโชคดี ศาลชั้นต้นคดีแพ่งเราแพ้ ตัดสินยกฟ้องเฉยเลย ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินยืน ยกฟ้องอีก ศาลฎีกาตัดสินกลับให้ครอบครัวชัยภูมิชนะ ผมว่าคดีนี้ศาลฎีกาละเอียดดี ดูละเอียด แล้วเราเขียนอุทธรณ์กันเป็นทีมช่วยกันดู เราเอาทุกประเด็น”

แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาตัดสินใจความว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของพลทหารโดยนำอาวุธปืนเอ็ม 16 ซึ่งเป็นอาวุธสงครามมีอานุภาพร้ายแรงไปใช้งานนั้น พลทหารสมควรจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้ปืนชนิดนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตผู้อื่น การที่พลทหารตัดสินใจใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีโดยตนเองกำลังวิ่งไล่ตามอยู่นั้น ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลจักต้องมีตามวิสัย และพฤติการณ์และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ การกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด 

“เราเขียนให้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารยืนยันว่ามีกล้องวงจรปิดตรงด่านรินหลวงแล้วกล้องใช้การได้ มีบันทึกภาพเกิดเหตุและมีการทำสำเนาไว้ด้วย แต่กองทัพบกไม่ยอมเปิดเผย ศาลเขียนมาว่ามันเป็นภาระการพิสูจน์ของเขา เขามีภาระแต่กลับไม่แสดงพยานหลักฐานสำคัญ”

แม้จะใช้เวลาอย่างยาวนาน แต่รัษฎามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้คดีนี้ประสบความสำเร็จ คือ ความเข้มแข็งของชุมชน 

“บางทีถ้าเขาถือว่าเป็นเรื่องชุมชนเขา คือไม่ใช่เรื่องครอบครัว ไม่ใช่เรื่องชัยภูมิ แต่เป็นเรื่องชุมชนของเขา ชนเผ่าของเขา มันก็จะมีคนที่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องช่วยกัน ไม่ใช่แต่ให้ครอบครัวเขามาทำ นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมลาหู่”

ในชั้นสืบพยานคดีนี้ รัษฎาและทีมทนายความได้พูดคุยกับครูในโรงเรียนของชัยภูมิและให้มาช่วยเบิกความถึงพฤติการณ์สภาพแวดล้อม แม้จะไม่ได้เป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ ครูของชัยภูมิยืนยันว่าชัยภูมิไม่มีแนวโน้มที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งยังให้ข้อมูลยืนยันว่าชัยภูมิเป็นประธานนักเรียน การจะเป็นประธานนักเรียนได้ นักเรียนทั้งโรงเรียนรวมถึงครูทั้งโรงเรียนต้องเลือกให้เขามาเป็นประธาน เพื่อให้ศาลได้เห็นถึงพฤติการณ์แวดล้อมและภาพรวมของคนๆ นั้น

นอกจากความเข้มแข็งของชุมชนแล้ว รัษฎามองว่าสื่อยังมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนให้ร่วมติดตาม เมื่อเป็นคดีที่ประชาชนสนใจก็เป็นที่มั่นใจได้มากขึ้นว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส 

อีกบุคคลหนึ่งซึ่งรัษฎาเชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพิสูจน์ความจริงในคดีนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจ และเก็บวัตถุระเบิด สำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวการใช้ระเบิดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประกอบเป็นข้อมูลให้ศาลได้พิจารณา 

พยานผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานวัตถุระเบิดว่าต้องมีการเปิดฝาเกลียวออก ด้านในของฝาเกลียวจะมีห่วงสลักนิรภัย และต้องเจาะกระดาษบางๆ แล้วใช้นิ้วก้อยคล้องห่วงเหล็กที่อยู่ด้านใน และใช้มือจับบริเวณด้ามของระเบิด และหากระเบิดยังไม่ทำงานก็สามารถตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและดีเอ็นเอบนวัตถุระเบิดได้ ประเด็นนี้ทำให้ศาลฎีกามองว่าเป็นข้อน่าสงสัยอย่างมาก เพราะหากชัยภูมิถือวัตถุระเบิดวิ่งหนีเป็นระยะทาง 50 เมตร จริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ควรต้องมีลายนิ้วมือและดีเอ็นเอในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบ 

จากคดีแพ่งชัยภูมิ ป่าแส จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าชัยชนะของคดีเกิดได้เพราะพลังของประชาชนและชุมชนที่เข้มแข็ง และจากผู้ที่รักความเป็นธรรมทุกคนที่ร่วมกันทำหน้าที่ของตนอย่างสุจริตเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม

ความหวัง ณ วันนี้และวันหน้า

สำหรับรัษฎาการเป็นทนายความที่ดี คือ ทนายความที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์สุจริต 

“ถ้าเป็นทนายธุรกิจก็อย่าไปฉวยโอกาสในจังหวะที่เขาเดือดร้อนหรือตัวเองมีจังหวะเอาเปรียบเขา มีเยอะนะ พอเรื่องประโยชน์เรื่องเงินๆทองๆ ทนายความบางคนไปถือโอกาสในจังหวะที่ตักตวงเอาแล้วเอาเปรียบเขา ผิด เข้าลักษณะของการผิดมรรยาททนาย ตรงนี้เสียหาย เป็นเรื่องเสียหายมาก”

ในปัจจุบัน รัษฎาเริ่มชะลองานว่าความของตนลง โดยลดจำนวนคดีที่ต้องเดินทางไปทำที่ต่างจังหวัด เหลือแต่เพียงทำคดีการเมืองให้กับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ  ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เขาไม่สามารถจะเดินทางไปทั่วประเทศเหมือนสมัยหนุ่มๆ แม้บทบาททนายความของรัษฎากำลังผ่อนกำลังลงตามกาลเวลา รัษฎามองว่าอีกหน้าที่หนึ่งของตนคือการส่งต่อความรู้และประสบการณ์ให้กับทนายความรุ่นใหม่ๆ ต่อไป  

“เวลาเราตั้งคณะทำงานสภาทนายความ ผมจะบอกเลยว่าเราต้องเอาคนรุ่นใหม่มาทำด้วย แล้วให้เขาทำพร้อมเรา เราก็ให้เขาดูบทเรียน ต่อไปมันต้องมีคนสานต่องานช่วยเหลือประชาชน”

ตลอดการทำงานเป็นทนายความมาทั้งชีวิตเพื่อหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมไทย แม้ว่าปัจจุบันจะยังคงต้องพัฒนาต่อไปและยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องแก้ไข แต่ที่ผ่านมารัษฎาถือว่ามีชัยชนะอยู่และมีความเปลี่ยนแปลงตลอดจนพัฒนาการที่ดีเกิดขึ้นหลายประการ เขาจึงเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรสังคมจะยังคงเดินหน้าต่อไปในทางที่ดีขึ้น 

“ถามว่าระยะอย่างนี้ยังดีไหม ก็ยังไม่ดี คาดหวังไหม แน่นอนต่อไปต้องดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงสังคมมันต้องไปในทางที่ดีขึ้น แต่อาจใช้เวลาอยู่”

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts