วันนี้ เวลา 14.00 น. อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) นักสิทธิมนุษยชนทำงานด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าทราบนัดพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส พร้อมพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบาเจาะที่นำสำนวนคดีส่งอัยการจังหวัดนราธิวาส โดยในชั้นนี้พนักงานสอบสวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่อัญชนาถูกกองทัพเรือแจ้งความร้องทุกข์ โดยสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสนัดหมายให้อัญชนามารายงานตัวในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ต่อไป เพื่อฟังคำสั่งอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ 

ในวันนี้อัญชนาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงอัยการจังหวัดนราธิวาสด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า “หากพิจารณาข้อความที่โพสต์ทั้งหมดในเรื่องนี้ จะเห็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นประโยชน์ต่อสังคม มิได้เป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมิได้เป็นการใส่ความผู้ใดอันเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทั้งยังแสดงถึงเจตนาอันสุจริตในการเป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

…การที่ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่งและเป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การสะท้อนปัญหาดังกล่าวและหน่วยงานราชการทหารที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณชน ทำให้ประชาชนได้ทราบความจริงและคลายสงสัย ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การดำเนินคดีนี้กับตนย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนแต่ประการใด ดังนั้น จึงขอพนักงานอัยการได้โปรดพิจารณาและมีคำสั่งไม่ฟ้อง”

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพเรือ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ว่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 อัญชนา หีมมิหน๊ะ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทำไงดีมัสยิดในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทวงเงินค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำประปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” โดยกองทัพเรืออ้างว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้หน่วยทหารของกองทัพเรือที่ปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอบาเจาะดังกล่าวได้รับความเสียหาย”

ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 อัญชนาได้เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหาซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 อัญชนาได้ให้การถึงพยานหลักฐานการโพสต์ซึ่งมีการแก้ไขข้อความที่ถูกต้อง และตรงตามความเป็นจริงโดยเจตนาการกระทําที่สุจริตแล้วว่า “แก้ไขพื้นที่ที่ร้องเรียน ทำไงดีมัสยิดในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ทวงค่าน้ำปะปาจากค่ายทหารที่มาใช้น้ำปะปาของมัสยิดเป็นเงิน 20,000 บาท ไม่ได้ ต้องไปร้องเรียนที่ใคร” และได้โพสต์ขอบคุณฝ่ายทหารด้วยว่า “กรมทหารพรานที่ 44 ได้ชี้แจงมาแล้วคะ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างเร็ว…” โดยเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า “กรมทหารพรานที่ 44” ได้โพสต์ชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณีน้ำประปา Anchana Heemmina จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่าน Facebook Anchana Heemmina กรณีค่ายทหารค้างชำระค่าน้ำประปา มัสยิด ต.บือเระฯ จำนวนเงิน 20,000 บาท นั้น จากการตรวจสอบเป็นยอดค่าน้ำประปา ที่ค้างชำระจริง แต่ทางหน่วยก็ได้มีการทำข้อตกลงและมีการผ่อนชำระให้กับทางมัสยิด เดือนละ 2,000 บ. ตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – พ.ค. 67 (ยังมียอดค้าง 5,326 บ.) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน ผบ. ร้อย สำหรับค่าน้ำประปาในรอบปัจจุบัน (พ.ย. 66 – เม.ย. 67) ทางหน่วยได้ดำเนินการจ่ายให้กับทางมัสยิดตามยอดที่ได้ใช้จริงตามรายการใบเสร็จ” ซึ่งการโพสต์ของอัญชนาและทางกรมทหารพรานที่ 44 ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

อัญชนากล่าวหลังจากเข้าพบอัยการจังหวัดนราธิวาสว่า “เราก็มีความหวังตลอดในเรื่องของกลไกยุติธรรมว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอนจะต้องใช้หลักของกฎหมาย เราต้องทําให้กระบวนการยุติธรรม บุคลากรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอีกครั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน แล้วก็ล้างภาพที่มองว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือของผู้มีอํานาจในประเทศ” 

“คดีฟ้องนักกิจกรรมในพื้นที่ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อและสร้างภาระในการมารายงานตัว อีกทั้งเป็นการโยนภาระงานให้ตำรวจและอัยการ ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการพิจารณาคดีในชั้นศาล และมีแนวโน้มว่าการกระทำดังข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนั้นไม่ได้เป็นความผิด คู่กรณีกับนักกิจกรรมนำคดีมาฟ้องให้เกิดความยุ่งยาก ยิ่งทำให้คิดไปได้ว่า คู่ขัดแย้งที่ถืออาวุธและอ้างว่ามาสร้างสันติภาพกลับนำกฎหมายมาสร้างความขัดแย้งเสียเอง เรายังหวังว่าอัยการจะให้ความเป็นธรรมในคดีนี้โดยเร็ว รวมทั้งคดีชุดมลายูและคดีการเมืองอื่นๆ” นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวหลังเดินทางมาให้กำลังใจอัญชนา นักกิจกรรมที่ทำงานร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

Author

  • เราคือ นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

    ที่แสวงหา ความเป็นธรรม

    และศักดิ์ศรี ให้กับทุกคน

    ภายใต้รัฐธรรมนูญ

    มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีประสบการณ์ในการต่อสู้
    กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาหลายทศวรรษ

    View all posts