วันนี้ (20 ธันวาคม 2567) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีคำสั่งยกคำร้อง สยามไม่เป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ส่วนหนึ่งของคำสั่งศาลระบุว่า นายสยามอาจไม่ได้อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวถาวร และจากที่ผู้ร้อง (กัญญา ธีรวุฒิ มารดาสยาม) เบิกความว่าสยามถูกออกหมายจับในข้อหาตามมาตรา 112 และหลังเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว บางครั้งมีเหตุการณ์ที่นายสยามต้องหลบซ่อนจากภัยอันตราย แต่พยานหลักฐานของผู้ร้องก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังเป็นยุติ ได้ว่า นายสยามเป็นคนสาบสูญ

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 กัญญา ในฐานะมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ “สยาม ธีรวุฒิ” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยมีหมายจับข้อหาตามมาตรา 112  ลี้ภัยไปอยู่อาศัยที่ประเทศลาว ต่อมาถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 2562 ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ หลังปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปี กัญญาและครอบครัวยังไม่สามารถติดต่อสยามและไม่สามารถทราบข่าวของสยามได้อีกเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งทำให้ครอบครัวจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิและหน้าที่ในการดำเนินการต่างๆ ทางแพ่งต่อไป 

ก่อนเดินทางมาศาลจังหวัดสมุทรสาครเพื่อฟังคำสั่งศาลคดีสาบสูญ กัญญา ธีรวุฒิ แม่สยาม ได้รับสายจากบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ขอเข้าร่วมฟังคำสั่งศาล 

เนื่องจาก ศาลจังหวัดสมุทรสาคร นัดฟังคำสั่งขอให้สยาม ธีรวุฒิ เป็นบุคคลสาบสูญในวันนี้ (20 ธันวาคม 2567) เวลา 9.00 น. กัญญา ธีรวุฒิ แม่สยาม ได้เตรียมเดินทางมาศาลแต่เช้าตามนัดเพื่อฟังผลคำสั่งศาล ช่วงเช้าก่อนเดินทางมาศาล กัญญาได้รับสายจากบุคคลหนึ่งอ้างว่าเป็นตำรวจสันติบาล ได้โทรศัพท์มาสอบถามกัญญาเกี่ยวกับนัดศาลในวันนี้ และสนใจจะเข้าไปร่วมฟังคำสั่งศาล ทั้งนี้ ได้เดินทางมาเจอกัญญาที่ศาลแต่ไม่ได้เข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดี

ศาลจังหวัดสมุทรสาครยกคำร้อง สยามไม่ใช่บุคคลสาบสูญ ยังมีหมายจับ เชื่อว่าอาจหลบซ่อนอยู่

เวลา 9.00 น. กัญญา พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เดินทางถึงศาลจังหวัดสมุทรสาคร โดยในวันนี้มีเพียงกัญญาและทีมทนายความเข้าฟังคำสั่งศาล ศาลขึ้นบัลลังก์เวลาประมาณ 9.30 น. ก่อนจะอ่านคำสั่งคดีบุคคลสาบสูญเป็นคดีแรก  ศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีคำสั่งยกคำร้อง สยามไม่เป็นบุคคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 

ศาลวินิจฉัยในทำนองว่า  ผู้ร้องทราบดีถึงการจากภูมิลำเนาไปหรือถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยของนายสยาม รวมทั้งทราบว่านายสยามยังคงมีชีวิตอยู่ภายหลังไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องเบิกความ ทำนองว่า นายสยามมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้ร้องและน้องสาวสยาม ติดต่อสยามไม่ได้ ตั้งแต่ประมาณเดือนมกราคม 2562 เมื่อวันที่ 8 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องทราบข่าวว่านายสยามถูกเจ้าพนักงานตำรวจสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามจับกุมตัวส่งให้ทางการไทย จึงไปติดตามสอบถามที่กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถานทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แต่เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามปฏิเสธว่าไม่ได้จับกุม ส่วนสถานทูตไม่ให้ข้อมูลใดๆ จากพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่ปรากฏว่านายสยามอาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่หรือสถานที่ใดแน่นอนในสาธาณประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งบุคคลที่แจ้งเรื่องนายสยามถูกจับกุมตัวแก่ผู้ร้องนั้น ไม่ปรากฏว่าทราบเหตุดังกล่าว ได้อย่างไร และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

นอกจากนี้ หากนายสยามอาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยลาวจริง การจับกุมตัวนายสยามก็ย่อมต้องกระทำโดยเจ้าพน้กงานตำรวจของประเทศลาว แต่กลับได้ความจากผู้ร้องว่านายสยามถูกจับกุมตัวโดยเจ้าพนักงานตำรวจของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามโดยไม่ปรากฎ สถานที่จับกุมที่แน่นอนว่าอยู่ในประเทศใด  

นายสยามจึงอาจไม่ได้อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างถาวร อันจะถือเป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนาของนายสยามได้   นอกจากนี้ผู้ร้องเบิกความว่านายสยามได้ ถูกออกหมายจับในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  หลังเดินทางออกไปจากประเทศไทยแล้ว  บางครั้งมีเหตุการณ์ที่นายสยามต้องหลบซ่อนจากภัยอันตรายระหว่างการลี้ภัย  ประกอบกับสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารที่ผู้ร้องยื่นมา มีข้อความส่วนหนึ่ง ว่า “…พนักงานสอบสวนได้ทำการตรวจสอบหมายจับในระบบแล้วพบว่า นายสยามมีหมายจับในระบบแล้วพบว่า นายสยามมีหมายจับของกองปราบปรามเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา แต่พยานหลักฐานของผู้ร้องก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังเป็นยุติ ได้ว่า นายสยามเป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ความรู้สึกของคนเป็นแม่ และความลำบากจากการสูญเสียลูกที่ไม่ปรากฏในคำสั่งศาล

กัญญา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกภายหลังจากฟังผลคำสั่งศาลว่า “ที่ยกคำร้อง เป็นเพราะลูกเรามีปัญหากับรัฐอยู่แล้วหรือเปล่า เพราะลูกเรามีคดี 112 คดีนี้ศาลยกคำร้องหมายความอย่างไร คุณเอาลูกไปเก็บไว้ที่ไหน คุณให้คำตอบเราได้ไหม เราจะได้ไม่ต้องไปแจ้งกับทุกหน่วยงานว่าลูกเราหายไปไหนอยู่ไหน ถ้าคุณรู้ก็ส่งลูกมาให้เรา” 

บัดนี้ เป็นเวลากว่า 5 ปี กัญญาและครอบครัวยังไม่สามารถติดต่อสยามและไม่สามารถทราบข่าวของสยามได้อีกเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมาครอบครัวสยามต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตามหาลูกชายและเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งจากการเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ยื่นหนังสือร้องเรียน ติดตามความคืบหน้า กับเกือบทุกหน่วยงานรัฐ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แต่คดียังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ อีกทั้ง ความลำบากที่ครอบครัวต้องเผชิญในทางแพ่ง ครอบครัวไม่สามารถไปจัดการทางทรัพย์สินใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสยามได้เลย อาทิ บัญชีธนาคารที่สยามมีถึงสามบัญชี  และที่สำคัญยิ่ง ครอบครัวสยามยังคงต้องเผชิญความสูญเสียที่โหดร้ายจากเหตุที่บุคคลที่รักถูกกระทำให้สูญหายในทุกๆ วัน ตลอดระยะเวลา 5 ปี อย่างไร้คำตอบ 

สยาม ธีรวุฒิ เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากการมีหมายจับข้อมาตรา 112 จากการแสดงละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ โดยถูกบังคับให้สูญหายไปพร้อมกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง และ กฤษณะ ทัพไทย หรือสหายยังบลัด กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยามได้รับทราบข่าวเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ว่ามีตำรวจเวียดนามจับกุมที่เวียดนามและส่งตัวผู้ลี้ภัยทางการเมืองทั้งสามคน ซึ่งถูกควบคุมตัวจากประเทศเวียดนามและส่งกลับมาไทย แต่หลังจากนั้นไม่มีใครทราบชะตากรรมหรือพบตัวทั้งสามคนอีกเลย โดยทั้งสามคนเป็นหนึ่งใน 9 ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ทำการลี้ภัยไปนอกประเทศหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกบังคับให้สูญหายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2563 ต่อมาประเทศไทยได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา กัญญาฯ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการ ณ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้มีการติดตามและค้นหาเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยามมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมติดตามกรณีดังกล่าวรวมถึงการดำเนินการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริง และร่วมยืนหยัดกับครอบครัวสยาม เพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวสยามจะได้ทราบความจริง เข้าถึงความเป็นธรรม และได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมในทุกมิติ ตลอดจนสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ในที่สุด

Author