ประเทศไทยเตรียมพร้อมเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (OPCAT) 

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลา 09.30 น. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการจัดโครงการสัมมนา “เวทีหารือระดับชาติว่าด้วยการเข้าเป็นภาคี OPCAT” ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก (Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions – APF) และสมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (Association for Prevention of Torture – APT) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของ OPCAT รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับคณะอนุกรรมการว่าด้วยการป้องกันการทรมานและกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี OPCAT (Optional Protocol to the Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) 

บทนำและเป้าหมาย

คาเทีย คริริซซี (Katia Chirizzi) ผู้แทนระดับภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวเปิดงานเวทีเสวนาพร้อมเผยถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในการยกระดับการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนจากการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CAT และการกำหนดกรอบกฎหมายเพื่อปกป้องและปราบปรามการทรมานผ่านการอนุวัติการกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นภาคี OPCAT และการจัดตั้งกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ (National Preventive Mechanism — NSM) รวมถึงการให้สิทธิแก่ คณะอนุกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันการทรมาน (The Subcommittee on Prevention of Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment — SPT) ในการเยี่ยมสถานที่คุมขังและตรวจสอบการปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ ซึ่งกลไกทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงจากการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องทั้งในการดูแลผู้ต้องขังและผู้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ดีการจัดตั้งกลไก NPM ในบริบทของประเทศไทยควรมีการคำนึงถึงความเป็นอิสระ โปร่งใส และมีอำนาจในการตรวจสอบอย่างแท้จริง 

นอกจากนี้ นาเยลา อัคเตอร์ ผู้แทนกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions — APF) เห็นว่าการทำงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญแก่ประเทศไทยในการแสดงความมุ่งมั่นต่อการป้องกันการทรมาน รวมถึงเห็นความสำคัญของกลไก NPM ที่จะทำให้เวทีโลกเห็นพัฒนาการอันดีของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทาง APF จึงมีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยในการส่งเสริม สนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนากรอบการทำงานเพื่อป้องกันการทรมานในบริทบทของประเทศไทย 

ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงาน

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เน้นย้ำถึงกรณีตัวอย่างจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในประเทศไทย เช่น พรบ.กฎอัยการศึกและพรก.ฉุกเฉิน โดยหวังว่าประเทศไทยจะสร้างกรอบกฎหมายในการปกป้องและป้องกันการทรมานภายในประเทศแบบองค์รวม แม้จะใช้ระยะเวลาหลายปีในการดำเนินการผลักดันและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่กมธ.กฎหมายยังคงยืนหยัดดูแลประชาชน และกำกับการทำงานของรัฐ โดยกำหนดมาตรการควบคุมตัวให้มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งการยกระดับกรอบกฎหมายเหล่านี้ส่งผลให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปในเชิงบวกมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการพัฒนากรอบการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทยสู่มาตรฐานระดับสากล

บทบาทของ กสม. ในการผลักดันกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ (NPM)

ในช่วงปาฐกถาหัวข้อ “บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการสนับสนุนการเข้าเป็นภาคี OPCAT” ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้อภิปรายถึงช่องโหว่กฎหมายไทย แม้ว่าการทรมานจะถูกกำหนดเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในอดีตอาชญากรรมการทรมานในบริบทของประเทศไทยอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอาญาทั่วไปเท่านั้น ซึ่งมีการจำกัดความเพียงแค่ทำร้ายร่างกายตามกฎหมายอาญาทั่วไป ส่งผลให้การลงโทษผู้กระทำผิดหรือเยียวยาผู้เสียหายนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อย่างไรก็ดี ปิติกาญจน์ก็ได้มีการอภิปรายถึงบทบาทและความคืบหน้าในการทำงานขององค์กร โดยกสม.ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและติดตามการบังคับใช้กฎหมายภายในอย่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยมีการกำหนดสมัชชาสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2565-2567 และส่งเสริมการพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นภาคีกฎหมายระหว่างประเทศถึง 8 ฉบับ (จากทั้งหมด 9 ฉบับ) 

ทางกสม.นั้นได้วางแผนปฏิบัติการว่าด้วยการป้องกันการทรมาน พ.ศ. 2567-2569 โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเพิ่มประสิทธิผลของการป้องกันการทรมาน 

ทั้งนี้ กสม.ได้มีมติให้ยกระดับมาตรฐานการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันในที่คุมขัง (preventive visits to detention places) ให้สอดคล้องกับ OPCAT รวมถึงสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน และระบบในการป้องกัน คุ้มครอง เยียวยา และหลักสูตรการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชน นอกเหนือจากการเข้าเยี่ยมตรวจสอบสถานที่คุมขังแล้ว กสม.ยังมีโครงการพัฒนาเครื่องมือการตรวจเยี่ยมใน 8 ประเด็น ที่ครอบคลุมทั้งผู้ต้องขังและผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) และข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ตลอดจนการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใน 3 มิติ ทั้งกายภาพ กระบวนการ และนโยบาย ยิ่งไปกว่านั้นทางกสม.ยังได้แสดงความพร้อมในการเป็นฟันเฟืองสำคัญในการจัดตั้งกลไก NPM และเสนอให้รัฐบาลเตรียมการจัดทำกรอบทางกฎหมายและจัดสรรพยากรที่เหมาะสมให้เพียงพอในการดำเนินงานของกลไกดังกล่าว

ความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันการทรมานกับรัฐภาคี 

ไอช่า ชูจูน มูฮัมหมัด (Ms. Aisha Shujune Muhammad) รองประธานคณะอนุกรรมการว่าด้วยการป้องกันการทรมานหรือ SPT (ด้านกิจการกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ) เป็นวิทยากรในหัวข้อ “การเข้าเป็นภาคีใน OPCAT: วิธีการทำงานและการมีส่วนร่วมระหว่างคณะอนุกรรมการว่าด้วยการป้องกันการทรมานกับรัฐภาคีและกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ” โดยได้มีการอภิปรายถึงอาณัติของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทรมานอันประกอบด้วยกลไกหลักสามประการ เช่น 1) คณะกรรมการ CAT ที่ทำหน้าที่ทบทวนรายงานและให้ข้อเสนอแนะ 2) คณะอนุกรรมการ SPT ที่จะมีโครงการจัดตั้งระบบการเข้าเยี่ยมเป็นประจำในสถานที่ที่ได้รับการรายงานเรื่องการทรมาน 3) และกลไก SRT ที่ดำเนินการภายใต้มติของสมัชชาสหประชาชาติเพื่อหาข้อเท็จจริง การรับเรื่องร้องเรียนส่วนบุคคล 

ส่วนพันธกิจของภาคีอนุสัญญา OPCAT คือเน้นไปที่การตรวจเยี่ยม การสนับสนุน และสร้างกรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันการทรมาน รวมถึงการจัดตั้งกลไก NPM ซึ่งหากประเทศไทยให้สัตยาบันกับอนุสัญญา OPCAT จะเป็นหมุดหมายที่ดี เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับการทบทวนตลอดจนได้รับข้อเสนอแนะจากกลไกชำนาญพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการของประเทศไทยนั้นเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยทำงานผ่านกลไกระดับชาติอย่าง NPM ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ SPT แต่มุ่งเน้นการดำเนินงานภายในประเทศตามหลักการสำคัญ เช่น การรักษาความลับ ความเป็นกลาง และการไม่เลือกปฏิบัติ 

นอกจากนี้ การป้องกันการทรมานยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง การประเมินความเสี่ยง และการเสนอมาตรการที่เหมาะสม การตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวเสรีภาพในการดำเนินการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อค้นหาปัญหาในเชิงระบบและสร้างผลกระทบเชิงป้องกัน โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน แต่จะไม่มีกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนรายบุคคล 

ทั้งนี้ รัฐภาคีจึงมีหน้าที่ต้องอนุญาตให้ตรวจสอบพื้นที่ควบคุม การเข้าถึงข้อมูลและการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง และต้องไม่มีการแก้แค้นหรือเอาผิดต่อผู้เกี่ยวข้อง การดำเนินงานทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามร่วมกันในการป้องกันการทรมานและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

OPCAT กลไกป้องกันการทรมานกับแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วม

เบนจามิน บัคแลนด์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านงานตรวจเยี่ยม สมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT)  นำเสนอหัวข้อ “การป้องกันการทรมานระดับชาติ: โครงสร้างของกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติในรูปแบบต่าง ๆ ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านและการสร้างการมีส่วนร่วมกับสถานที่ซึ่งริดรอนเสรีภาพ” 

เบนจามินอธิบายว่า OPCAT นั้นเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มุ่งป้องกันการทรมานผ่านการส่งเสริมความร่วมมือและการหารือร่วมกัน โดยไม่ใช้การตำหนิหรือลงโทษ สิ่งสำคัญในบทบาทของกลไก NPM คือต้องมีความเป็นอิสระและสามารถตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทั้งหมดได้โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า อีกทั้งยังมีอำนาจเผยแพร่รายงาน ให้ข้อเสนอแนะทางกฎหมาย และหารือกับหน่วยงานรัฐเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน หลังจากเข้าร่วม OPCAT รัฐภาคีต้องจัดตั้ง NPM ภายใน 1 ปี (ตามมาตรา 17) โดยสามารถกำหนดรูปแบบได้ตามบริบทของประเทศ อีกทั้งต้องอนุญาตให้ SPT เข้าตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวได้ ซึ่งสามารถขอเลื่อนการตรวจเยี่ยมได้สูงสุด 3 ปี (ตามมาตรา 24) ทั้งนี้ SPT จะจัดทำรายงานการตรวจเยี่ยมโดยยึดหลักความลับ 

สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วม OPCAT เป็นโอกาสสำคัญที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ และสร้างบรรทัดฐานจากผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านการป้องกันการทรมานในประเทศและในระดับภูมิภาค

ในตอนท้ายของเวทีนำเสนอช่วงแรก มีการอภิปรายถึงความสำคัญของ OPCAT โดย ปิติกาญจน์ ระบุว่า OPCAT ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม แต่ช่วยยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) กสม. ได้แสดงความพร้อมผ่านการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันการทรมาน การศึกษาวิจัย การเตรียมความพร้อมจัดตั้ง NPM และการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจและราชทัณฑ์ โดยในปี 2567 จะเริ่มดำเนินงาน และมีแผนขยายความร่วมมือในปี 2568 ไปยังกองทัพและหน่วยงานด้านการบำบัดยาเสพติด เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การทำงานของ NPM มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมการสนับสนุนงบประมาณจากสภา เพื่อให้ทำงานได้อย่างอิสระ ทำให้มีบทบาทที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการนำเสนอข้อมูลและเข้าร่วมกับกลไกระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของประเทศไทยในฐานะสมาชิก HRC และภาคีสนธิสัญญาที่สำคัญ เช่น OPCAT ช่วยเสริมภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมกับบทบาทผู้นำในประเด็นสิทธิมนุษยชน 

ทาง ไอช่า ชูจูน มูฮัมหมัด ยังชี้ให้เห็นว่า NPM มีบทบาทสำคัญในประเทศไทย โดย กสม. ได้ทำงานอย่างจริงจังตามขั้นตอนที่เหมาะสม และมีการสื่อสารกับ SPT และสหประชาชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน ยิ่งไปกว่านั้น เบนจามิน ยังเสริมว่ากระบวนการดำเนินงานภายใต้ OPCAT ในประเทศต่าง ๆ มักใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะเป็นผล แต่ประเทศไทยที่เพิ่งเริ่มต้น หากได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงบทบาทที่น่าเชื่อถือในประชาคมโลกภายในเวลาไม่นาน

มุมมองของสมาชิกรัฐสภาต่อ OPCAT

การเสวนาถัดมาในหัวข้อ “มุมมองของสมาชิกรัฐสภาต่อ OPCAT: ประโยชน์ โอกาส และความท้าทาย” มีการนำเสนอประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงปัญหาและโอกาสในการพัฒนากลไกด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดย ชลธิชา แจ้งเร็ว ได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำไปสู่การถูกควบคุมตัวในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ค่ายทหารและเรือนจำ ซึ่งมีการปฏิบัติที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงข้อจำกัดในระบบที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทำให้เห็นความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายและนโยบาย โดยเฉพาะการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วม OPCAT และจัดตั้งกลไก NPM เพื่อป้องกันการทรมาน

อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เน้นถึงความจำเป็นในการมีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ เช่น NPM ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวในสถานที่ต่าง ๆ จะได้รับการปฏิบัติที่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของหลายประเทศในยุโรปที่ใช้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นกลไกตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอุปสรรคในประเทศไทย เช่น การบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า และการขาดความเข้าใจในกลไก OPCAT ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในเชิงปฏิบัติ 

นอกจากนี้ ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอถึงนโยบายของพรรคที่สืบทอดจากรัฐบาลไทยรักไทยและเพื่อไทย ซึ่งเน้นการสร้างนิติรัฐ การปรับปรุงระบบยุติธรรม การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และการลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบูรณาการสิทธิมนุษยชนในหน่วยงานและระบบการศึกษา รวมถึงการฟื้นฟูผู้กระทำผิดอย่างเท่าเทียม พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปและสร้างประชาธิปไตยเป็นความรับผิดชอบของทุกพรรค เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการละเมิดสิทธิในทุกมิติ

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในมิติของการป้องกันการทรมานและการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีสากล โดยเน้นให้ภาครัฐและสถาบันต่าง ๆ ร่วมผลักดันการดำเนินการตามหลักการของ OPCAT เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ความสำเร็จในประเด็นดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมและลดวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุปและเป้าหมายในอนาคต

บทสรุปหัวข้อสุดท้ายของการเสวนา “มุมมองของรัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการต่อ OPCAT” สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญในระบบยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของประเทศไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศฟิลิปปินส์ 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สะท้อนวถึงความสำคัญของการตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังโดยองค์กรอิสระ เช่น NPM และ SPT รวมถึงการที่ญาติสามารถเข้าถึงผู้ต้องขังได้ โดยการเข้าตรวจเยี่ยมมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทรมานและการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม กลไกเหล่านี้ช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง 

ในขณะที่ Jake Basilan จากกระทรวงมหาดไทยและการปกครองท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ (Department of Interior and Local Government — DILG) แลกเปลี่ยนผลสำเร็จ ข้อท้าทาย และข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขัง ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ การสัมภาษณ์ และการตรวจสอบสภาพสถานที่คุมขัง ในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์

ระหว่างการเสวนา มีการถกถึงประเด็นที่น่าวิตกประการหนึ่งคือสถิติผู้ต้องขังคดียาเสพติดที่สูงถึง 70% ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยผู้ต้องขังส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ผู้ร่วมประชุมเสนอแนะว่าควรใช้มาตรการทางสาธารณสุขแทนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี การเยี่ยมญาติและการเข้าถึงการร้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะในกรณีของการทรมาน การล่วงละเมิดทางเพศ และการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่เพียงพอของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะจิตแพทย์ในสถานที่คุมขัง นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งคือการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยผู้มีอิทธิพลและผู้มีฐานะทางสังคมจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ต้องขังที่มาจากพื้นฐานยากจน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในระบบยุติธรรม 

เวทีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลตกเป็นเหยื่อของการทรมานและการละเมิดสิทธิ การตรวจเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม จึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้ประเทศไทยไร้การทรมาน และธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Author