เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 14.00 – 16.30 น. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับ Asia Justice and Rights จัดงานรำลึก “จดจำ 20 ปี ตากใบ การต่อสู้กับการลอยนวลพ้นผิดและการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม” ณ บ้านพักเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ เพื่อร่วมรำลึกเหตุการณ์ตากใบครบรอบ 20 ปี และนำเสนอประเด็นสำคัญในหลักการ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” โดยมีตัวแทนผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบและทนายความในคดีอาญาตากใบ เข้าร่วมแลกเปลี่ยน งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากสถานทูตหลายประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นโดย การกล่าวเปิดงานจาก H.E. Remco van Wijngaarden เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ประจำราชอาณาจักรไทย ก่อนจะเข้าสู่การฉายภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับตากใบ โดยผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และตัวอย่างภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับตากใบ โดยวลัย บุปผา ตลอดงานมีการจัดนิทรรศการรำลึกเหตุการณ์ตากใบ ผ่านการจัดแสดงชุดภาพนิ่ง คัดเลือกโดยพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุชายแดนใต้ (The Deep South Museum & Archives) 

กิจกรรมหลักของงานได้แก่ วงเสวนาหัวข้อ “เหตุการณ์ตากใบและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” โดยมี มูฮำมะซาวาวี อุเซ็ง ตัวแทนผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ อูเซ็ง ดอเลาะ ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ทนายความคดีอาญาตากใบ วลัยบุปผา ทอง พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุชายแดนใต้ สมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ Aghniadi ผู้แทน Asia Justice and Rights (AJAR) เข้าร่วมเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการ นักนิติศาสตร์สากล 

วลัย บุปผา พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุชายแดนใต้ กล่าวถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์ฯ และความสำคัญของการรำลึก (Memorization) พิพิธภัณฑ์ฯ เป็นความพยายามในการค้นหาความจริงและเยียวยา ในขณะที่มีการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมผ่านกระบวนการยุติธรรม พิพิธภัณฑ์ฯ ทำหน้าที่ในการเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความทรงจำ ผ่านการจัดแสดงผ่านวัตถุในชีวิตประจำวันทั่วไปที่กลายเป็นวัตถุทางความทรงจำของผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ เพื่อยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และความรุนแรงโดยรัฐที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครในพื้นที่ใด วลัย เล่าว่าความพยายามดังกล่าวใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมเรื่องราวท่ามกลางบรรยกาศความกลัวที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี โดยภายหลังผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบมีความเข้มแข็งและกล้าที่จะเก็บรวบรวมความทรงจำมากขึ้น โดนตนเชื่อว่าเป็นเพราะทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทนายความ สื่อมวลชน และสังคมซึ่งให้ความสนใจในเหตุการณ์ตากใบ มีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้ชาวบ้าน โดยขณะนี้พิพิธภัณฑ์ฯ ได้จัดงานนิทรรศการ “ลบ ไม่ เลือน: 20 ปี ตากใบ” ณ อุทยานการเรียนรู้นราธิวาส (TK Park) ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 ตุลาคม 2567

อูเซ็ง ดอเลาะ ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ทนายความคดีอาญาตากใบ กล่าวถึงความคาดหวังของทีมทนายความและผู้เสียหายว่าเพียงต้องการได้รับความยุติธรรม และความรับผิดรับชอบจากผู้กระทำ จึงตัดสินใจใช้สิทธิในการฟ้องคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ 48 คน ฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจำนวน 9 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบ โดยภายหลังเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งสั่งรับฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คน อูเซ็งกล่าวว่า การฟ้องร้องคดีดังกล่าวต้องอาศัยความกล้าหาญจากชาวบ้านในการเรียกร้องความยุติธรรมกับรัฐ โดยการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้เป็นโอกาสให้ทีมทนายความได้นำพยานหลักฐานสำคัญขึ้นสู่ศาล ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายวิดีโอจากสำนักข่าวที่บันทึกภาพขณะเกิดเหตุ รวมถึงคำบอกเล่าจากพยานที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง รวมถึงผู้รอดชีวิตจากการขนย้ายจากหน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี 

อูเซ็งกล่าวถึงนัดศาลครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ปรากฏว่าจำเลยทั้ง 7 ไม่มีใครมาปรากฏตัวต่อศาลจังหวัดนราธิวาส โดยตนเชื่อว่าศาลได้เปิดโอกาสให้จำเลยหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการติดตามตัวจำเลย อย่างเต็มที่ ในการให้จำเลยเข้ามาพิสูจน์ตนเองและต่อสู้ทางคดีในกระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยศาลเปิดโอกาสให้จำเลยมอบตัวหรือติดตามนำตัวจำเลยมาศาลถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 จนถึงเวลา 23.59 น. และนัดคดีถัดไป ศาลได้นัดวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่พ้นจากอายุความคดีแล้ว แต่นัดเพื่อติดตามฟังผลการติดตามจับตัวผู้องหาหรือจำเลยที่ออกหมายจับ ว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง และอาจมีการสั่งในทางคดีว่าให้ยุติหรือไม่

ด้านมูฮำมะซาวาวี อุเซ็ง ตัวแทนผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบ กล่าวถึงความคาดหวังในฐานะครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบว่า ตนมีความคาดหวังอยากให้รัฐบาลได้นำจำเลยที่ศาลออกหมายจับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อแสดงคความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุมที่ตากใบ เพราะประชาชน ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ มีคำถามมากมายตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ต้องการได้รับความเป็นธรรมและคนรับผิดชอบที่การเยียวยาทางตัวเงินก็ไม่สามารถทดแทนได้ การที่ไม่สามารถนำตัวจำเลยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ยิ่งซ้ำเติมความเจ็บปวดของชาวบ้าน โดยตนและชาวบ้านไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามจับกุมจำเลยจะติดตามนำจับตัวจำเลยไม่ได้ หากมีความจริงใจตนเชื่อว่าจะต้องติดตามจับตัวจำเลยมาได้ การที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีผลอะไรกับผู้เสียหาย และชาวบ้านยังคงรอให้รัฐบาลนำตัวจำเลยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้

Aghniadi ผู้แทน Asia Justice and Rights (AJAR) ให้ภาพรวมของหลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) บนพื้นฐานของสี่เสาหลัก ได้แก่ การค้นหาความจริง การเยียวยา การดำเนินคดีอาญา และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเมื่อนำหลักการมาปรับใช้กับเหตุการณ์ตากใบ พบว่ามีความพยายามในลักษณะของการแสวงหาความจริงรวมถึงการเยียวยาอยู่บ้าง และคดีอาญาที่กำลังดำเนินอยู่เป็นตัวอย่างของการดำเนินคดีอาญาที่เกิดขึ้น โดยภายใต้กรอบของกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนั้น การเยียวยากับการดำเนินคดีเป็นกลไกที่ส่งเสริมกันและกัน ในส่วนเสาสุดท้ายคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงได้อีก ขณะนี้เริ่มเห็นพัฒนาการของความพยายามในหลายประเทศในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการใช้กรอบความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สำหรับกรณีไทยและเหตุการณ์ตากใบ Aghniadi ตั้งข้อสังเกตในเรื่องอายุความว่า ในกฎหมายระหว่างประเทศ การดำเนินคดีเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนอย่างร้ายแรงนั้นไม่ควรมีอายุความ 

สมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและกว้างขวางในประเทศไทยเกิดขึ้นทุกๆ สิบปี และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นได้อีกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและในสังคม รวมถึงความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ 

สมชาย ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงครั้งใหญ่ๆ ตลอดมาในประวัติศาสตร์ไทย การแสวงหาความจริง ตามหลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่อาจเรียกได้ว่าเคยเกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยยังไม่อาจเรียกได้ว่าเราเคยมีคณะกรรมการค้นหาความจริง (Truth Commission) อย่างแท้จริงแล้ว  ในบางเหตุการณ์อาจมีการแสวงหาข้อเท็จจริง (Fact-Finding) หรือมีคณะกรรมการค้นหาความจริงที่ปฏิบัติงานอย่างไม่สมบูรณ์บ้าง นอกจากนี้ เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำๆ เพราะไม่มีการแสวงหาความจริงที่เปิดเผยต่อผู้เสียหายและต่อสังคม เพื่อให้มีความใจในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งในทุกรณี ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐสักรายเดียวที่มีส่วนสังหารประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนหลักร้อยหลักพันถูกลงโทษทางคดีอาญา บางเหตุการณ์ รัฐไทยก็ไม่พูดถึงเลย เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกรณีตากใบ มีเพียงภาคประชาสังคมเท่านั้น ที่จัดงานรำลึกทุกปีอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญต่อมาคือ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการปฏิรูปกองทัพหรือตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ทั้งที่หน่วยงานเหล่านี้เป็นหน่วยงานที่เคยสังหารประชาชนนับร้อยนับพันคน 

เหตุการณ์ตากใบเป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามจากครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิต ในการค้นหาความจริง เยียวยา และการดำเนินคดีต่อผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ในคดีนี้ไม่อาจนำผู้กระทำผิดมาลงโทษทางอาญาได้ แต่การได้ดำเนินคดีต่อผู้ละเมิดจนศาลประทับรับฟ้องก็ถือเป็นความคืบหน้าขั้นหนึ่ง และสำหรับการลงโทษผู้ละเมิด ตามหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ก็อาจตีความให้กว้างขึ้นโดยไม่จำกัดอยู่เพียงการลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น กรณีตากใบ มีการเสนอว่าสามารถลงโทษเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทางวินัยได้หรือไม่ เช่น ปัจจุบันผู้ละเมิดที่ลอยนวลอยู่ได้รับเงินบำนาญจากทางรัฐ ได้รับเหรียญตราต่างๆ จะลงโทษเพิกถอนสถานะเหล่านี้ในทางวินัยได้หรือไม่ ส่วนประเด็นอายุความที่กำลังจะสิ้นสุดลง มีการเสนอว่าจะสามารถออก พระราชกำหนด ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐบาลเพื่อยืดอายุความได้หรือไม่ รวมทั้งมีข้อเสนอว่าอาชญากรรมร้ายแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นควรมีการแก้ไขให้เป็นคดีที่ไม่มีอายุความ เพื่อป้องกันมิให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างเช่นกรณีตากใบเกิดขึ้นอีก 

ส่วนความเป็นไปได้ในการดำเนินการอื่นๆ ต่อไปเกี่ยวกับกรณีตากใบนั้น มีการเสนอว่ารัฐสภา หรือรัฐบาล ควรดำเนินการค้นหาความจริงในลักษณะของคณะกรรมการค้นหาความจริง รวมถึงการจัดการไต่สวนสาธารณะ (Public Hearing) หรือไม่ เพื่อให้ผู้เสียหายได้ทราบความจริง ซึ่งเป็นการเยียวยาอย่างหนึ่ง และที่สำคัญทำให้สังคมได้เห็นและเข้าใจถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ปัญหาทางกฎหมายที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงเช่นอดีตที่ผ่านมาได้อีก

Author