คดีฆาตกรรมป้าบัวผัน หรือป้ากบ นางบัวผัน ตันสุ อายุ 47 ปี ที่ถูกกลุ่มเยาวชน 5 คนรุมทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตอย่างน่าหดหู่ ในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว กำลังได้รับการจับตาจากสังคมอย่างมากถึงความน่าสงสัยของคดีที่ดูจะมีข้อข้องใจหลายประการ ประกอบกับข้อเท็จจริงของคดีที่ไม่ได้ไปในทางเดียวกัน หลังนักข่าวช่องดังได้นำเสนอหลักฐานกล้องวงจรปิดที่ทำให้เห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายป้าบัวผัน ซึ่งขัดกับการรับสารภาพของลุงเปี๊ยก สามีป้าบัวผัน ที่ได้ให้การสารภาพว่าตนฆ่าป้าบัวผันซึ่งเป็นภรรยาตนเอง ข้อเท็จจริงที่สวนทางกันนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เหตุใดลุงเปี๊ยกจึงรับสารภาพ และเกิดอะไรขึ้นระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนของตำรวจกันแน่?

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 สำนักข่าวมติชนออนไลน์ ได้รายงานเพิ่มเติมว่าคนใกล้ชิดของลุงเปี๊ยกได้ให้ข้อมูลโดยอ้างว่า
“ลุงเปี๊ยกเล่าให้คนใกล้ชิดฟัง โดยอ้างว่า ตัวเองถูกถอดเสื้อ และเอาถุงคลุมหัว ก่อนใช้โซ่ล่ามข้อเท้า เพื่อบีบบังคับให้รับสารภาพว่าได้ทำให้ป้าบัวผันเสียชีวิต ด้วยความกลัวและไม่สามารถต่อสู้ได้ จึงตัดสินใจยอมรับสารภาพ เพื่อให้เรื่องจบลง”
อีกทั้งยังมีคลิปเสียงที่มีการเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก อ้างว่าเป็นคลิปเสียงการคุยกันของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีความ โดยมีการพูดถึงการใช้ถุงดำคลุมหัวลุงเปี๊ยกในห้องสอบปากคำ และคุยกันในลักษณะที่ว่าเป็นการทำเล่นๆไม่ได้มัดหรือทำให้หายใจไม่สะดวก
การกลับมาของการคลุมถุงดำ ย้อนรอยคดีผู้กำกับโจ้ เจ้าหน้าที่ตำรวจคลุมถุงดำ ตลอดจนกรณีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เหยื่อจากการถูกคลุมถุงดำเมื่อ 15 ปีก่อน
หากคำกล่าวอ้างเป็นจริง นี่อาจเป็นอีกครั้งที่เหตุการณ์ ‘การคลุมถุงดำ’ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อบังคับให้ผู้ถูกจับกุมรับสารภาพได้ปรากฎขึ้นอีกครั้งต่อการรับรู้ของคนในสังคม นับจากกรณีผู้กำกับโจ้ คลุมถุงดำ กับคลิปวิดีโอโหดร้ายทารุณที่สั่นสะเทือนไปในสังคมวงกว้าง และสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตำรวจไทย รวมถึงระบบกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม
หรือแม้แต่กรณีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เหยื่อจากการถูกคลุมถุงดำบังคับให้รับสารภาพในคดีวิ่งราวทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อ 15 ปีก่อน ที่ปัจจุบันการต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดยังคงดำเนินอยู่ กับบาดแผลจากการถูกคลุมถุงดำที่ยังฝังรอยแผลของการทรมานลึกไปยังจิตใจของฤทธิรงค์ซึ่งปัจจุบันยังคงต้องรักษาอาการโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะทือนขวัญ (PTSD) และครอบครัวที่ต้องอดทนต่อสู้ทางเพื่อแสวงหาความยุติธรรมและการชดใช้เยียวยาคดีอย่างยาวนานด้วยหวังที่จะเห็นความยุติธรรมจากศาล
ช่วงเวลาแรกของการจับกุมควบคุมตัวกับความเสี่ยงต่อการถูกซ้อมทรมาน เมื่อขาดหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน
การบังคับให้สารภาพหรือทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลและคำรับสารภาพจากผู้กระทำหรือบุคคลที่สาม มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาแรกๆของการถูกจับกุมควบคุมตัวขณะที่ยังไม่ได้พาตัวผู้ถูกจับกุมส่งให้กับพนักงานสอบสวน เหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้มักไม่ถูกบันทึกไว้และภายหลังมักได้ข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหาว่าถูกซ้อมทรมาน โดยเจ้าหน้าที่รัฐมักจะอ้างว่าไม่ได้กระทำความรุนแรงดังกล่าวและบาดแผลทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกจับกุมเป็นผลจากความชุลมุนในช่วงจับกุม การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ทำการจับกุมต้องติดกล้องประจำกาย (body cam) เพื่อบันทึกภาพการจับและหการควบคุมตัว จนกว่าจะนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการป้องการการทรมานและยุติการกล่าวอ้างของผู้ถูกจับและการแก้ตัวของเจ้าหน้าที่
ช่วงเวลาที่ผู้ถูกจับกุมมีความเสียงจากการทรมานหรือทำร้ายร่างกายอีกช่วงหนึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 48 ชั่วโมง ในระหว่างนั้นผู้ต้องสงสัยควรได้รับสิทธิพบญาติ ทนาย หรือในกรณีที่เจ็บป่วยคือได้พบแพทย์ เหล่านี้ล้วนเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกควบคุมตัว แต่ไม่เสมอไปที่ผู้ถูกจับกุมจะได้รับสิทธิเหล่านี้ และบางกรณีถูกทำร้ายร่างกายในช่วงนี้เองเพื่อให้รับสารภาพ เมื่อรับสารภาพแล้วกรณีนั้นๆ ก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป
การคลุมถุงดำและการบังคับให้รับสารภาพเป็นความผิด – การทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นอาชญากรรม
คำถามสำคัญตามมาหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างกรณีผู้กำกับโจ้ หรือกรณีฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และอาจมีอีกหลายเหตุการณ์ที่สังคมยังไม่ได้รับรู้ คือ ระบบกระบวนการยุติธรรมไทยได้รับบทเรียนอะไรบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ การทรมาน การคลุมถุงดำ การบังคับให้รับสารภาพ จะยังเกิดขึ้นอีกหรือไม่?
เมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายฯ) ได้มีผลบังคับใช้ เนื้อหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการกำหนดให้การทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการกระทำให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรม เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด และเป็นมาตรการป้องปรามอาชญากรรมเหล่านี้โดยสิ้นเชิง
นายสมชาย หอมลออ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้ให้ความเห็นผ่านบทสัมภาษณ์กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในประเด็นคดีป้าบัวผัน และการที่ตำรวจคลุมถุงดำผู้ต้องสงสัยในคดี นายสมชายระบุว่าหาก หากกรณีนี้เป็นเรื่องจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพรบ.ทรมาน-อุ้มหายฯ มาตรา 6 ในความผิดฐาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“อยากจะถามว่า ‘ลุงเปี๊ยก’ เป็นเพื่อนเล่นของตำรวจหรือยังไง ถึงเล่นกันโดยการนำถุงดำมาคลุมหัวเล่นกับเขา ซึ่งถ้าข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ โดยพฤติกรรมถ้าฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย อีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาพผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิด แล้วตำรวจกำลังสอบปากคำ เอาถุงดำมาคลุม ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
ประเด็นที่สองน่าจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีลักษณะโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะว่าคนที่ถูกถุงดำคลุมขณะอยู่ในภาวะเช่นนั้น ต้องมีความรู้สึกตกใจอย่างมากจนแทบสิ้นสติ น่ามีความรู้สึก หวาดกลัวอย่างสุดขีด”
ต้องมีการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ตามพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหาย
นายสมชาย แนะนำว่าควรมีการค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยสามารถใช้กลไกผ่านทางมพ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายฯ ที่ให้อำนาจ พนักงานอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือฝ่ายปกครอง มีอำนาจในการสอบสวนต่อ
“เรื่องนี้น่าจะให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับผู้เสียหาย ในทางกฎหมายแนะนำว่าน่าจะต้องมีการแจ้งไปที่พนักงานอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือฝ่ายปกครอง เพื่อให้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้ ที่นี้หากทางผู้เสียหายไม่ดำเนินการ ใครก็สามารถแจ้งไปที่พนักงานอัยการ DSI หรือแจ้งไปที่นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ได้ด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นคดีที่เข้าข่ายในลักษณะความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ ใครๆ ก็สามารถแจ้งได้”
อีกทั้ง เน้นย้ำว่าผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ทั้งทางวินัยและทางอาญา จากข่าวที่ปรากฎว่ามีการสั่งย้ายตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนเดิมในคดีป้าบัวผันนั้น นายสมชายมองว่ายังไม่ใช่การลงโทษแต่เป็นการย้ายเพื่อที่จะทำการสืบสวนสอบสวนต่อไม่ให้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน นายสมชายฝากถึง พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ว่าควรมีการพักราชการตำรวจกลุ่มนี้จนกว่าการสืบสวนสอบสวนจะสิ้นสุดอีกด้วย
“พฤติกรรมอย่างนี้น่าจะสั่งพักราชการไปเลย ขั้นตอนต่อไปควรต้องดำเนินคดีทางวินัยและอาญากับตำรวจกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ตำรวจคนอื่นๆ ทำเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป อันนี้ฝากทางท่านรอง ผบ.ตร. ด้วย เพราะท่านเป็นคนเอาจริง เอาจัง และเคร่งครัด อยากจะให้เอาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปรามปราบการทรมานอุ้มหาย ถูกใช้อย่างจริงจังในสังคมไทย ไม่ควรมีใครถูกกระทำอย่างย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ”
#คดีป้าบัวผัน#การกลับมาของถุงดำ#คดีป้ากบ#พรบทรมานอุ้มหาย#มูลนิธิผสานวัฒนธรรม





