ศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 5 นัดสืบพยานคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิต หลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารพลัด 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช 

พรุ่งนี้ (10 กันยายน 2567) เวลา 9.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ นัดสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วม 9 ปาก ตั้งแต่วันที่ 10-13 กันยายนนี้ และจะสืบพยานจำเลย 9 ปาก วันที่ 17-18 กันยายนี้เช่นเดียวกัน ในคดีหมายเลขดำที่ ปท. 1/2566 ข้อหาร่วมกันกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมฯ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เนื่องจากพลทหารกิตติธร เวียงบรรพตเสียชีวิต ถูกครูฝึกสั่งให้ฝึกและลงโทษ ต่อมามีอาการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากจากติดเชื้อในกระแสเลือด คดีนี้นับเป็นคดีแรกที่พนักงานอัยการดำเนินการสืบสวนสอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้องตามพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ) และมีผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เข้ารับการเกณฑ์ทหารพลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ภริยาได้เดินทางไปรับพลทหารกิตติธรและพบว่ามีอาการอิดโรย ตัวซีด ไข้ขึ้น มีอาการร้อนและหนาวสลับกัน ซึ่งจากการสอบถามของญาติแจ้งว่าพลทหารกิตติธร มีอาการป่วยมาหลายวันและพยายามขอให้ทางค่ายส่งมารักษาที่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ภริยาของพลทหารกิตติธรเห็นอาการของพลทหารกิตติธรหนักมาก จึงยืนกรานขอให้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชในระหว่างวันที่ 14-15 กรกฎาคม 2566 ก่อนที่พลทหารกิตติธรเสียชีวิตในวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ด้วยภาวะคือติดเชื้อในกระแสเลือด ภริยาของพลทหารกิตติธร ได้เดินทางไปร้องเรียนที่ศูนย์ป้องกันการทรมาน จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเห็นว่า การฝึกและลงโทษทหารเกณฑ์ให้ได้รับความทุกข์ทรมาน ตามพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องครูฝึก 2 นาย ยศร้อยโทรและจ่าสิบโท เป็นผู้รับผิดชอบการฝึกพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ตามข้อหาดังกล่าวข้างต้น จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการฟ้องคดีทหารในศาลพลเรือนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยชี้แจงว่า “โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลนี้โดยอาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 3 และมาตรา 34 จึงเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 199 ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการทหารและขณะ เหตุในการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยทั้งสองยังคงรับราชการทหาร อีกทั้งการฝึกวินัย ทหารนั้นมีหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมในการรบหากมีสงคราม ซึ่งหากการ กระทำของข้าราชการทหารถูกตรวจสอบโดยศาลอื่นอันมิใช่ศาลทหารนั้น ย่อมมีผลกระทบต่อการปฏิบัติ ธำรงวินัยทหาร และกระทบต่อความรักษาความมั่นคงของประเทศ” โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องดังกล่าว 

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสาร กรณีพ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ มาตรา 3 และมาตรา 34 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 และมาตรา 199 หรือไม่ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ผลการพิจารณา คือ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง เนื่องจากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 192

ภรรยาของพลทหารกิตติธร กล่าวถึงความคาดหวังในคดีดังกล่าวว่า 

“อยากให้เขารับผิดชอบกับความเสียหายที่ครอบครัวได้รับ ตั้งแต่วันแรกที่มายด์ (พลทหารกิตติธร) เสียมีคนพยายามบอกมาว่า เราเป็นแค่คนธรรมดาเราจะไปสู้กับเขาได้ยังไง แต่เราคิดว่าถ้ามายอยู่เขาไม่มีทางยอมให้พ่อกับแม่ลำบากแน่นอน ส่วนนี้เราสามารถไปฟ้องร้อง ไปขอให้ทางหน่วยงานเขามารับผิดชอบกับเรื่องนี้ได้ไหม ถ้ามายด์ไม่ได้เข้าไปอยู่ค่ายทหารในนั้น ถ้าเขาไม่ได้ทำโทษมายด์หนักขนาดนั้นทำให้มายด์เสียชีวิต” 

“พอเขาไม่อยู่ พ่อกับแม่เขาเหมือนเริ่มต้นใหม่หมดเลย เขาเลี้ยงลูกคนนึงมา 20 กว่าปีจะต้องเสียเงินไปเยอะขนาดไหน ความรักความผูกพันธ์ที่พ่อแม่มีให้กับมายด์ เขาจะต้องเสียความรู้สึกและเสียใจขนาดไหน ในส่วนนี้เราคิดว่าต้องเรียกร้องให้กับครอบครัวให้ได้ เลยพยายามสู้ สู้ให้ถึงที่สุด ไม่รู้หรอกว่าต่อไปหรือแนวทางจะเป็นอย่างไร แต่ก็จะสู้ไปเรื่อย ๆ อยากรู้ผลตอนจบว่าเราคนธรรมดาจะสามารถไปสู้กับเขาได้หรือเปล่า อยากให้เขารับผิดชอบ ไม่อยากให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นกับใครอีก เพราะว่าคนที่เขาไม่เคยสูญเสียเขาไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน แต่ว่าเราเป็นคนที่เจอเลยไม่อยากให้ใครมาเจอแบบเราอีก”

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามการสืบพยานในคดีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าพลทหารกิตติธรและครอบครัวที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงและได้รับการชดใช้เยียวยา รวมถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย  เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับพลทหารเกณฑ์คนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างเป็นจริง

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts