พรุ่งนี้ (1 สิงหาคม 2567) เวลา 9.00 น.ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดไต่สวนพยานผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) จำนวน 4 ปาก คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม โดยศาลจะนัดไต่สวนพยานผู้ถูกร้อง (นายเบดั๊บ) จำนวน 4 ปาก ต่อเนื่องในวันที่ 19 สิงหาคม 2567 เพื่อไต่สวนก่อนมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ทางการไทยส่งตัวนายเบดั๊บข้ามแดนไปยังประเทศเวียดนามหรือไม่

นายอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามและนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาในกลุ่มชาติพันธุ์ อีกทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดเพื่อความยุติธรรม  (Montagnards Stand for Justice – MSFJ) เพื่อฝึกอบรมกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาดในเวียดนามเกี่ยวกับกฎหมายเวียดนามและกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกภาคประชาสังคม และวิธีการรวบรวมและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยสาเหตุทางศาสนาต่อสหประชาชาติและนานาชาติ นายเบดั๊บได้ช่วยเตรียมรายงานหลายฉบับที่ได้เสนอต่อสหประชาชาติเกี่ยวกับการประหัตประหารด้วยสาเหตุทางศาสนาในเวียดนาม งานเขียนของนายเบดั๊บ เป็นส่วนหนึ่งในเอกสาร “หนังสือถึงรัฐบาลเวียดนาม” ที่ออกโดยสหประชาชาติ

ประเทศเวียดนามเป็นรัฐสมาชิกต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานตั้งแต่ปี 2558 และมีการรายงานที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานอย่างกว้างขวางในประเทศ รวมทั้งรายงานข้อสังเกตเชิงสรุปโดยคณะกรรมการตามอนุสัญญาเมื่อปี 2561 และแถลงการณ์ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดย Mary Lawlor ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งโดยสรุประบุว่า เวียดนามมักจำคุกผู้ที่มีส่วนร่วมในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การรับตำแหน่งในปี 2563 เธอได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลเวียดนามถึง 17 ครั้ง เกี่ยวกับการจับกุมและจำคุกนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในรายงานที่นำเสนอแก่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2564 กล่าวว่าเวียดนามมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกจำคุกเป็นเวลานานกว่าสิบปี นอกจากนี้ เวียดนามยังได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งในรายงานของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องการแก้แค้นผู้ที่ให้ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยรายงานของปีที่แล้วระบุว่าหลายองค์กรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมกับกลไกสิทธิมนุษยชนเนื่องจากกลัวการแก้แค้นจากรัฐบาล 

ในงานแถลงข่าวที่ผ่านมา ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อภิปรายถึงการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในเวียดนามโดยเฉพาะกับนักกิจกรรมชาวมองตานญาด ซึ่งแอมเนสตี้เคยทำวิจัยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวียดนามเมื่อปี 2562 พบว่ามีนักโทษทางความคิดถูกจับกุมจากการออกมาจัดกิจกรรม เรียกร้องสิทธิ และแสดงความคิดเห็น และสำหรับชาวมองตานญาดมักถูกตั้งข้อหา เช่น ข้อหาหลบหนีไปต่างประเทศเพื่อทำการต่อต้านรัฐ หรือข้อหาบ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ รวมถึงข้อหาก่อการร้าย บ่งชี้ได้ว่ากรณีนายอี ควิน เบดั๊บ อาจเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง และการร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังมีลักษณะเป็นการกดปราบข้ามชาติ (Transnational repression) ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ร่วมมือกัน เอื้ออำนวยให้เจ้าหน้าที่รัฐต่างชาติเข้ามาปฏิบัติในทางละเมิดกฎหมายทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายสากล ดังที่สุณัย ผาสุข นักวิจัยอาวุโส ฮิวแมนไรต์ วอตช์ ได้ระบุว่า ไม่นานมานี้เวียดนามได้ส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมาที่ไทยเพื่อคุยถึงความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการจะทำอย่างไรให้สามารถส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศตนได้ตามต้องการ 

นายเบดั๊บลี้ภัยมายังประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ต่อมา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นายเบดั๊บถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุม โดยอ้างว่ามีคำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและศาลในประเทศเวียดนามมีคำพิพากษาลงโทษนายเบดั๊บฐานก่อการร้ายจากเหตุจลาจลเมื่อปี 2566 ในจังหวัดดั๊กลัก โดยที่นายเบดั๊บไม่ได้ปรากฏตัวที่ศาลและไม่ได้อยู่ในประเทศเวียดนามขณะเกิดเหตุจลาจลแต่อย่างใด นายเบดั๊บให้การปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของตนเป็นการกระทำโดยสงบและไม่มีความรุนแรงตลอดมา กรณีดังกล่าวทำให้เกิดข้อห่วงกังวลว่านายเบดั๊บอาจถูกรัฐบาลไทยส่งกลับประเทศเวียดนามโดยคำสั่งศาลให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามร้องขอ  ทั้งนี้ ตามกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศไทย หากความผิดซึ่งเป็นเหตุให้ร้องขอนั้นเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองก็จะเป็นข้อยกเว้นว่าศาลจะสั่ง “ไม่ให้ส่ง” บุคคลตามที่ร้องขอได้   และปัจจุบันในประเทศไทยมีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยจะส่งนายเบดั๊บกลับประเทศต้นทางไม่ได้หากนายเบดั๊บต้องตกอยู่ในอันตรายและเสี่ยงต่อการถูกกระทำทรมาน กระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกบังคับให้สูญหาย

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะส่งจดหมายร้องเรียนถึงอัยการสูงสุดและผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย  ให้ตรวจสอบ ตามม. 29 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ระบุว่า “ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทําที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทําให้บุคคลสูญหาย ให้แจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ชักช้า” ด้วยเหตุว่าหากการดำเนินการใดใดที่จะทำให้มีการส่งกลับนายอี ควิน เบดั๊บ กลับประเทศเวียดนามนั้น อาจเข้าข่ายละเมิดพระราชบัญญัตินี้ ตาม ม. 13 ที่ระบุ ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้น จะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูก กระทําทรมาน ถูกกระทําการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ ถูกกระทําให้สูญหาย

นอกจากนี้ จากการสังเกตการณ์การไต่สวนนัดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ยังมีผู้พบเห็นว่านาย อี ควิน เบดั๊บ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยชุดเครื่องแบบนักโทษพร้อมกุญแจเท้าที่ขาทั้งสองข้าง ซึ่งพฤติการณ์การใส่กุญโซ่เท้าและชุดเครื่องแบบนักโทษดังกล่าว เป็นมาตรการที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์   มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะบุคคลเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายตามวงเล็บ 6 มาตรา 26 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยจะยื่นคำร้องในวันนัดไต่สวนพรุ่งนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หรือสามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์นัดไต่สวนในวันที่ 1 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00 ณ ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา รัชดา เพื่อให้มั่นใจว่านายเบดั๊บ จะไม่ถูกรัฐบาลไทยผลักดันกลับไปเผชิญภัยอันตรายใดๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศจะมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ เพื่อป้องกันไม่เกิดกรณีการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง

Author