คดีตากใบ
‘78’ คนเสียชีวิตจากการถูกทับซ้อนในรถบรรทุกกว่าหกชั่วโมง
‘7’ คนเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืนในที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุม
‘58’ ครอบครัวสูญเสียพ่อ สามี พี่ชาย น้องชาย
‘1,000’ กว่าคนที่เหลือรอด สูญเสียชีวิตที่เคยมีไปตลอดกาล
‘20’ ปีที่เงียบงัน นับจากนี้ความจริงจะไม่เงียบอีกต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เกิดเหตุการณ์การสลายการชุมนุมหน้าสภ.ตากใบ ทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งเสียชีวิตจากอาวุธปืนทันทีที่หน้าโรงพักตากใบ และที่เสียชีวิตจากการขนย้ายระหว่างการควบคุมตัว ในขณะที่เหตุการณ์ได้ผ่านมาเกือบ 20 ปี ผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่กว่า 1,300 คน ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์ความรุนแรงสะเทือนขวัญและการสูญเสียที่เกิดขึ้น และแม้ครอบครัวผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งจะได้รับการเยียวยาจากภาครัฐไปแล้ว แต่ผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงรอที่จะได้ทราบถึงความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง แต่เรื่องกับเงียบหาย
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมตากใบพร้อมกับทีมทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และศูนย์นิติธรรมสมานฉันท์จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาทนายความ ได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและข้อหาอื่นๆ ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชวนทุกคนมาฟังทนายอับดุลเลาะห์ หะยีอาบู มูลนิธิศูนย์ทนาความมุสลิม ทนายความในคดีตากใบ บอกเล่าถึงการฟ้องคดีอาญาตากใบซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวประวัติศาสตร์ท่ามกลางความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ที่ยืดเยื้อมาเกือบ 20 ปี จวบจนปัจจุบัน
บทสัมภาษณ์เริ่มต้นจากสิ่งที่ทุกคนสงสัยถึงที่มาที่ไปของการฟ้องคดีอาญาตากใบ คดีนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ตากใบอย่างไรบ้าง และเหตุใดจึงเกิดการริเริ่มในการฟ้องร้องขึ้น

ทนายอับดุลเลาะห์เล่าว่า “เหตุที่ฟ้องคือเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่หน้าสภ.ตากใบ เมื่อปี 2547 มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ทั้งเสียชีวิตตั้งแต่หน้าสภ. และเสียชีวิตที่โรง
พยาบาล และระหว่างการควบคุมตัว รวม 85 ศพ ในส่วนคดีแพ่งของเหตุการณ์ตากใบ เคยมีการฟ้องร้องและชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินไปแล้ว ในขณะเดียวกันหลังเกิดเหตุไม่นานอัยการก็ฟ้องผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่เสียชีวิตในข้อหาต่างๆ แต่ต่อมาก็มีการถอนฟ้อง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่ญาติเรียกค่าเสียหายก็มีการถอนฟ้องเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตลอดมาชาวบ้านก็มีการรอให้มีการดำเนินการในส่วนคดีอาญา หลังจากที่มีการไต่สวนการตายและศาลมีคำสั่งเมื่อปี 2552 ว่า 58 คนที่เสียชีวิตระหว่างการขนย้าย มีเหตุมาจากการขาดอากาศหายใจ ญาติก็รอผลที่จะดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ทำให้เสียชีวิตดังกล่าวหรือไม่อย่างไร”
“เมื่อเวลาผ่านไป จนสุดท้ายในงานครบรอบ 19 ปีเหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ก็มีการพูดคุยกันระหว่างผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกทีหนึ่งว่า ต้องการทราบข้อมูลว่าในส่วนของคดีอาญา การหาผู้กระทำความผิดมีความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง สุดท้ายยังไม่มีใครให้คำตอบได้ เลยเป็นที่มาของการร้องกมธ. กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภ. หนองจิก จ.ปัตตานี ที่มีการควบคุมตัวเกิดขึ้นในค่ายอิงคยุทธ อัยการภาค 9 ที่ดูแลคดีไต่สวนการตาย อัยการจังหวัดปัตตานี รวมถึงตำรวจภูธรภาค 9 มาให้ข้อมูล ปรากฏว่าตคดีไต่สวนการตายที่มีคำสั่งเมื่อปี 2552 ไม่ปรากฏว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนหรือสำนวนคดีไต่สวนการตาย หลังจากศาลมีคำสั่งคดีไต่สวนการตายแล้ว พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ก็พบว่าไม่มี กมธ. กฎหมายฯ จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานเหล่านี้ส่งข้อมูลว่าเรื่องอยู่ตรงไหน ติดปัญหาตรงไหน ไม่สามารถดำเนินการตรงไหน ผลปรากฏว่าก็ไม่มีข้อมูลว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนในเรื่องการทำให้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว มีหน่วยงานไหนไปดำเนินการ แต่ช่วงเวลาเกี่ยวกับอายุความคดีมันใกล้จะครบ 20 ปีแล้ว จึงเป็นเหตุให้ญาติมีการรวมกลุ่มกันและฟ้องคดีอาญาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสลายการชุมนุม การขนส่ง รวมถึงเรื่องการอำนวยการในการสลายการชุมนุม และอำนวยการในเรื่องการขนส่งในวันนั้น
“เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ได้เดินทางไปยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนราธิวาสนั้น ผ่านไปด้วยดี ผู้เสียหายมาด้วยตนเอง ญาติพี่น้องก็มาให้กำลังใจทีมทนายและทีมโจทก์ในวันนั้น ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องตามคดีอาญา ซึ่งในวันนี้วันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลา 9.00 น. เพื่อพิจารณาว่าคดีดังกล่าวมีมูลหรือไม่ต่อไป”
“ข้อท้าทายหนึ่งของคดีนี้คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการบันทึกโดยหน่วยงานของทหารหรือตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ปัญหาคือเราไม่มีสำนวนที่เป็นต้นฉบับของสำนวนเลย ส่วนเรื่องความท้าทายก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องคดี ชาวบ้านหลายคนที่เป็นโจทก์ ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมที่บ้านในรูปแบบการมาส่งหมายซึ่งเป็น หมายเรียกให้เป็นพยานกับสภ.หนองจิก ปัตตานี ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกหวาดกลัวในความไม่ปลอดภัยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มญาติมีการรวมกลุ่มกันหลายครั้ง ทุกครั้งที่มีการรวมกลุ่มก็จะมีการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ ไปเยี่ยมที่บ้านบ้าง เรียกมาคุยบ้าง ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปหาบ้างว่ามีการรวมกลุ่มทำอะไร มีความเคลื่อนไหวอย่างไร นี่เป็นความท้าทายของเราในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้าน ให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ชาวบ้านทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเรียกร้องสิทธิของตนเองไม่ใช่สิทธิเรื่องการเยียวยาจากตัวเงินอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของสิทธิในการได้รู้ความจริงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นความจริงเป็นอย่างไร รวมไปถึงสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เข้าถึงความเป็นธรรม ชาวบ้านที่เป็นหนึ่งในโจทก์ เขาเป็นแม่ของคนที่เสียชีวิต ผ่านมากี่สิบปีเขาก็ยังต้องการทราบว่าใครทำลูกของเขาเสียชีวิต เรื่องเงินเยียวยาเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่ต้องการทราบว่าคนที่ทำให้ลูกเสียชีวิตคือใคร คนนั้นก็ต้องมารับผิดทางอาญาด้วย”
“ในส่วนที่เราฟ้อง เราฟ้องเรื่องเล็งเห็นผลกับประสงค์ต่อผล เพราะการทับซ้อนคนที่ใช้เวลานาน ในภาวะที่แออัด ตลอดเส้นทางระหว่างสภ.ตากใบไปค่ายอิงคยุทธบริหารใช้เวลา ประมาณ 6 ชั่วโมงในการเดินทาง มันอาจทำให้เห็นอยู่แล้วว่าถ้าไปในลักษณะอย่างนั้นจะทำให้เกิดการสูญเสีย และหลังจากเกิดการสูญเสียที่มีคนเสียชีวิตคันแรกๆ คันหลังๆ ก็ไม่มีการยุติ หรือไม่มีการยกเลิกการขนส่ง กลับรอให้รถมาถึงค่าย ทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้น เหล่านี้เป็นความท้าทายเรื่องข้อกฎหมายเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำอย่างนี้จะทำให้เกิดการสูญเสียกับชาวบ้าน นอกจากนี้การให้คนจำนวนหลายคนมาทับซ้อนกันแออัดเป็นระยะเวลานานในช่วงรอมฎอนที่ชาวบ้านอยู่ในช่วงการถือศีลอด ไม่มีใครทานข้าวดื่มน้ำ การทำเช่นนี้ยิ่งเป็นการลดทอนสิทธิมนุษยชนของพวกเขา บังคับให้มากองทับซ้อนรวมกันในรถทำให้เกิดความทรมาน ซึ่งข้อหาที่เราฟ้องเป็นการฆ่าโดยทรมานด้วย”
“ในการคุยกันของทนายความในคดีนี้ เราถือว่าสิ่งที่เราทำงานร่วมกับชาวบ้าน หากสามารถทำการฟ้องได้ภายในอายุความ ถือเป็นความสำเร็จในกระบวนการหนึ่งในการเรียกร้องของชาวบ้าน ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร จำเลยจะใช้วิธีอย่างไรในการต่อสู้ จะใช้เทคนิคอย่างไรเพื่อให้พ้นเวลา อันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ซีเรียสสำหรับเรา สำหรับเราคือชาวบ้านได้ใช้สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิหนึ่งที่เขาสามารถเข้าถึงได้ เพื่อลดเงื่อนไขความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เมื่อใดที่ไม่มีช่องทางในการใช้กฎหมาย ช่องทางในการร้องเรียน หรือช่องทางในการฟ้อง มันอาจเกิดเงื่อนไขความรุนแรงเพราะชาวบ้านไม่อาจใช้ช่องทางเหล่านี้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น เราอยากเห็นว่าชาวบ้านได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าผลของกระบวนการยุติธรรมจะเป็นอย่างไร การลดเงื่อนไขความรุนแรงในพื้นที่ สันติภาพในพื้นที่ เป็นสิ่งที่คาดหวังของทนาย”

![[PR]ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ รับทำการสอบสวน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/02/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.png?resize=218%2C150&ssl=1)
![[PR]ที่ปรึกษาฮิวแมน ไรท์ วอทช์-น้องสาวสยาม ธีรวุฒิ เข้าให้การต่ออัยการ กรณีสยาม ธีรวุฒิ ถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนาม](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/01/21-1-69-1-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)


