สรุปประเด็นงานปาฐกถา “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในบริบทประเทศไทย”

โดย อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” 

📌ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นประเด็นสำคัญในโลกตั้งแต่ในช่วงสิ้นสุดสงครามเย็น ประมาณทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา (เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไปสู่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ) ช่วงนั้นเรื่องหลักการมนุษยชนแพร่หลายไปทั่วโลก พร้อมกับมีการขยายตัวของแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย > ทำให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการ “จะทำอย่างไรที่จะสถาปนาให้ประเทศที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่ประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบ แต่ว่าต้องเป็นประเทศที่มีสิทธิมนุษยชนแล้วก็มีการจัดการกับความเลวร้ายในอดีต ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางที่รัฐเคยทำต่อพลเมือง” > ทำให้ประเด็น “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” ได้รับความสนใจมากขึ้น

📌ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือความพยายามที่สังคมจะสถาปนาความยุติธรรมในสภาพแวดล้อมที่ประเทศพึ่งผ่านพ้นจากระบอบเผด็จการที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

📌ลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละสังคมมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ฉะนั้นการสถาปนากลไกเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ในแต่ละสังคมจึงไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว จำเป็นจะต้องยืดหยุ่น

📌หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมี ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เกิดขึ้น(การเปลี่ยนผ่าน หมายถึง การเปลี่ยนระบอบ)

📌เป้าหมายที่ต้องการมุ่งไปสู่ : ไม่ใช่เพียงสังคมที่เป็นประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบ แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีหลักนิติรัฐด้วย และมีสันติภาพอย่างยั่งยืน

📌จุดมุ่งหมายของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่ 1.แก้ไขและเยียวยาการกระทำผิดของรัฐที่เกิดขึ้นในอดีต 2.ป้องกันมิให้เกิดการกระทำเช่นนั้นขึ้นอีก 3.ฟื้นฟูหลักนิติรัฐในสังคมประชาธิปไตยและสันติภาพ

📌ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ “ความยุติธรรม” ในความหมายปกติ แต่เป็นความหมายกว้าง เป็นความยุติธรรมที่มีทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

📌ภารกิจการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นภารกิจที่คนในสังคมรวมถึงรัฐต้องทำร่วมกัน > ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง และความตื่นตัวทางสังคม ซึ่งภารกิจประกอบด้วย

ประการที่ 1 : การสืบสวน สอบสวน ดำเนินคดีและลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด > เพื่อไม่ให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และปัญหากลับมาเกิดซ้ำ

ประการที่ 2 : การเปิดเผยความจริงให้ผู้เสียหาย และ ครอบครัว รวมถึงสังคมโดยรวม ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเที่ยงตรงและรอบด้าน

ประการที่ 3 : การให้ความช่วยเหลือ การเยียวยา และให้การชดเชยกับผู้เสียหายอย่างเหมาะสม

ประการที่ 4 : การคัดกรองเจ้าหน้าที่รัฐที่มีประวัติเลวร้ายในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ออกจากหน่วยงานของรัฐ และทำการปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคง ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพหลักสิทธิมนุษยชน

📌เครื่องมือ กลไกที่ช่วยสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบไปด้วย

ประการที่ 1 : การแสวงหาความจริง > ตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริง

ประการที่ 2 :  การดำเนินคดี

ประการที่ 3 : การชดเชยเยียวยา 

ประการที่ 4 : การปฏิรูปเชิงสถาบัน

ประการที่ 5 : การนิรโทษกรรม ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการร่วมกัน 

📌“การดำเนินคดีผู้ก่อให้เกิดความรุนแรง” เป็นกลไกที่เกือบทุกประเทศพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะว่าหลายฝ่ายมองว่าเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด หากทำเรื่องนี้สำเร็จจะป้องกันวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต

📌สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการผลักดันการดำเนินคดีกับผู้ก่อให้เกิดความรุนแรง ประกอบด้วย 1.ควรจะครอบคลุมใครบ้าง 2.อายุความควรมีการจำกัดหรือไม่ 3.จะจัดการอย่างไรกับกฎหมายนิรโทษกรรมในอดีต 4.ปัจจัยทางการเมือง 5.รูปแบบศาลที่จะใช้ในการดำเนินคดี

📌ภารกิจหลักของคณะกรรมการแสวงหาความจริง คือการสถาปนาข้อเท็จจริงพื้นฐาน พร้อมทั้งวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า ทั้งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

📌การชดเชยและเยียวยาให้กับผู้เสียหายและครอบครัว ในแง่ของเงิน สิ่งของ และปัจจัยพื้นฐานให้เขาสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เป็นเรื่องสำคัญ และการแสดงออกซึ่งการยอมรับผิดของรัฐก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน

📌การปฏิรูปเชิงสถาบัน โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่นวข้องกับความมั่นคง เป็นการปฏิรูปที่สำคัญมากในระยะเปลี่ยนผ่าน ทำอย่างไรที่จะปลูกฝังแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้นึกถึงเพียงแค่มิติความมั่นคงของรัฐ แต่ต้องนึกถึงมิติความมั่นคงในชีวิตของมนุษย์ด้วย และคุณค่าในชีวิตของพลเมือง อบรมวิธีการจัดการกับการชุมนุมอย่างเป็นสากลและมีอารยะ ปฏิรูปกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น สังคมไทยยังอ่อนแอในเรื่องเหล่านี้

📌การนิรโทษกรรม สำคัญอย่างยิ่งกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งการนิรโทษกรรมวางอยู่บนหลักคิด 2 อย่าง ได้แก่ 1.คลี่คลายความขัดแย้ง 2.คืนความเป็นธรรม การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องที่ผลักดันได้โดยง่าย เป็นกลไกที่ในทุกสังคมมีการถกเถียง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

📌สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการการนิรโทษกรรมอย่างเหวี่ยงแหให้กับคนทุกกลุ่ม

📌เกณฑ์ในการตัดสินใจทำนิรโทษกรรม ประกอบด้วย 1.ความผิดเหล่านั้นสัมพันธ์กับความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ (แรงจูงใจทางการเมือง) 2.การกระทำนั้นได้ใช้ความรุนแรงหรือไม่ หากทำอย่างสันติ หรือเชิงสัญลักษณ์ควรได้รับการนิรโทษกรรม (ความรุนแรง) 3.การใช้ความรุนแรงนั้นก่อให้เกิดผลเสียมากน้อยแค่ไหน (ผลกระทบของความรุนแรงที่เกิดขึ้น)

📌ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐมาโดยตลอด ไม่เคยมีการดำเนินคดีในหมู่ผู้นำรัฐเลย มีการแสวงหาความจริงในการการก่ออาชญากรรมของรัฐอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปเราไม่มีความพยายามในการแสวงหาความจริงอย่างรอบด้านและครอบคลุม การชดเชยและเยียวยาทำอย่างเบาบางและไม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังไม่เคยมีการออกมาขอโทษโดยผู้นำของรัฐในกรณีการละเมิดสิทธิ์ในอดีต ยังไม่มีการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคงในมิติด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน การนิรโทษกรรมก็เป็นไปอย่าง 2 มาตรฐาน

📌อุปสรรคสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ 1.เรายังไม่เคยมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ชนชั้นนำที่มีส่วนต่อการใช้ความรุนแรงยังคงมีอำนาจแฝงอยู่ในระบบ ทำให้การผลักดันเรื่องนี้ยาก 2.วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดยังฝังรากลึกในสังคมไทย 3.รัฐบาลยังขาดเจตจำนงในการผลักดันเรื่องนี้ 4.ความตระหนักรู้ทางสังคมยังมีน้อย

📌การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นพันธกิจสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นในสังคม ประชาธิปไตยไม่ควรหมายถึงเพียงแค่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงการสถาปนาสังคมที่มนุษย์มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและมีหลักนิติรัฐ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะช่วยทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากแข็งแรง แถมยังช่วยป้องกันการรัฐประหารด้วยและเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลประชาธิปไตยเอง

📌ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน มิใช่อะไรอื่นแต่เป็นการสร้างสังคมที่น่าอยู่ร่วมกัน สังคมที่วางอยู่บนฐานของสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคน

สรุปประเด็นเวทีเสวนา “6 ตุลาถึงม็อบ63: บทบาทของรัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากอดีตถึงปัจจุบัน” วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” 

วิทยากร

  1. สมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  2. บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์  ที่ปรึกษาประจำกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  3. นิกร จำนง คณะกรรมาธิการนิรโทษกรรม 
  4. พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
  5. สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
  6. นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปี 63 

ผู้ดำเนินรายการ: ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข

💬คำถาม : ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อยากจะให้เล่าเหตุการณ์ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และประสบการณ์ที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้างและมีผลกระทบอย่างไรต่อตัวเรา

📌สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

– วันที่อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ฮุนเซน) มาเยี่ยมอดีตนายกรัฐมนตรีไทย (ทักษิณ) ด้วยความที่น้องชาย (วันเฉลิม) หายตัวไปที่กัมพูชา ตัวเองก็ได้ทำหนังสือเพื่อไปทวงถามทางอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ฮุนเซน) ว่าในคดีของน้องชายที่ถูกลักพาตัวที่กัมพูชาเป็นอย่างไรบ้าง แต่สรุปไปไม่ถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า และโดนตำรวจหลายกองร้อยดักจับ ไม่เข้าใจว่าดักจับด้วยเหตุผลใด ซึ่งทางตำรวจให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้จับ ตัวเองก็ถามว่าเช่นนั้นก็ไปไหนก็ได้ใช่ไหม ตำรวจก็ตอบกลับว่า ไปไหนไม่ได้ ไม่ให้ไปไหน ตอนนั้นก็ได้ถามคนปฏิบัติการ (สุรเชษฐ์ หักพาล) ซึ่งเขาให้คำตอบว่า เราเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

– ตลอดระยะเวลา 4 ปี ส่งผลกระทบทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว และทางด้านจิตใจอย่างร้ายแรง

– การดำเนินการเพื่อความเป็นธรรมตลอดระยะเวลา 4 ปี ได้ไปยื่นต่อหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่มีที่ไหนที่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้เลย

📌สายน้ำ นภสินธุ์

– ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดนมาทุกอย่างเหลือเพียงแค่โดนจับ แต่เรื่องที่เจ็บปวดมากที่สุดคือ ต้องไปงานศพเพื่อนที่ตายในคุก ยากที่จะข้ามผ่านไป ซึ่งในงานศพของบุ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง) ก็ได้ให้คำสัญญากับญาติและคนในงานศพว่า จะให้คลิปกล้องวงจรปิดในขณะที่บุ้งโดนปั๊มหัวใจและสอดท่อ ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า ไม่สามารถให้ได้เนื่องจากเรื่องความมั่นคง เพราะว่ามีการปรากฏของผังเรือนจำ

– หลาย ๆ ครั้งการโดนทำร้าย ก็ไม่สามารถที่จะระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร

💬คำถาม : ความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 10 ปีของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และหากวิเคราะห์ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง 

📌พูนสุข พูนสุขเจริญ 

– สิ่งที่เหมือนเดิมคือ 1.การใช้กฎหมายเพื่อกดปราบประชาชน 2.ผู้กระทำเป็นรัฐเหมือนเดิม 3.ผู้ถูกกระทำเป็นกลุ่มเดิม คือประชาชน 

– ช่วง 5 ปีแรกของคสช. (2557 – 2562) มีการใช้อำนาจทหาร อำนาจนอกระบบในการกดปราบ ทั้งอำนาจตามกฎอัยการศึก, อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 57 แม้กระทั่งการใช้อำนาจนอกเหนือจากมาตรา 44 (รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เขียนเองและให้อำนาจตัวเองทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และบอกว่าการกระทำใด ๆ ตามมาตรานี้ ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถึงที่สุดในตัว) ซึ่งคนที่ถูกดำเนินคดีในช่วงนั้นโดนดำเนินคดีในศาลทหาร

– ช่วง 5 ปีต่อมา (2562 – 2567) มีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่รัฐมนตรีคนเดิม และรัฐธรรมนูญก็มาอย่างไม่ชอบ แม้ว่าจะมีรัฐบาลและรัฐธรรมนูญใหม่ 

o 2561 – 2563 เป็นช่วงคาบเกี่ยวของรัฐบาลเดิม มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้มาตรา 112 แบบไม่เป็นทางการ ตัวมาตรา 112 หรือว่าคดีหมิ่นประมาทยังอยู่ แต่ว่าอยู่ ๆ กระบวนการยุติธรรมที่กดปราบอย่างรุนแรง กลับแทบจะไม่มีการบังคับใช้มาตรา 112 ซึ่งมีการยกฟ้องมาตรา 112 และลงโทษด้วยมาตรา 116 แทน มีการใช้พรบ. คอมพิวเตอร์แทน มีการใช้อำนาจนอกกฎหมายไปควบคุมตัวบุคคลบังคับเอาข้อมูล 

o ซึ่งไม่ได้แปลว่าในช่วงปี 2561 – 2563 ไม่มีการละเมิดคนที่มาแสดงออกหรือว่าแสดงความเห็นเกี่ยวเรื่องสถาบันกษัตริย์ เพียงแต่พยายามทำให้ตัวเลขในระบบแสดงว่าไม่มีการใช้มาตรา 112 

o ความน่ากลัวคือ หลักฐานในช่วงปี 2561 – 2563 ยืนยันได้ว่าต่อให้ไม่มีอำนาจอย่างมาตรา 44 ต่อให้ไม่มีอำนาจที่มาจากการรัฐประหาร อำนาจของทหารก็ตาม แต่ว่าระบบยุติธรรมที่ดูเหมือนจะปกติ ตำรวจ อัยการ ศาล กลับดำเนินการตามนโยบายที่แปลกประหลาดนั้น แปลว่า ต่อให้เราอยู่ในภาวะปกติ ถ้ามีคนใช้อำนาจที่เหนือกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรการันตีอยู่ดี ไม่มีกฎหมายที่ปกป้องได้

o รูปแบบของรัฐที่พยายามจำกัดเสรีภาพประชาชน เขาพยายามเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การใช้กฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขการประกันตัว อำนาจเครื่องมือในยามปกติที่ในทางหนึ่งก็ปกป้องคุ้มครองประชาชนในการให้ประกันตัว แต่พอเป็นคดีทางการเมืองกลับเงื่อนไขเยอะขึ้น

o ต่อมาปลายปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

– หากมองความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้เราแทบไม่อยู่จุดไหนเลย ข้อเสนอตอนนี้ของภาคประชาชน มีการทำแคมเปญ “นิรโทษกรรมประชาชน” โดยมีข้อเสนอแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ 1.มีคดีบางประเภทที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมทันที ได้แก่ คดีพลเรือนในศาลทหาร, คดีทางความคิดจากคำสั่งคสช., คดีมาตรา 112, คดีเกี่ยวกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 และคดีพรก.ฉุกเฉิน 2.ควรจะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าคดีได้ควรได้รับการนิรโทษกรรม นอกจากนี้ทางพรรคการเมือง (ฝ่ายค้าน) ก็ได้มีการทำข้อเสนอเช่นเดียวกัน และพรรครวมไทยสร้างชาติ และครูไทยเพื่อประชาชน ก็ได้มีการเสนอร่างพรบ.สร้างเสริมสันติสุข

– ประเด็นอ่อนไหวที่สุด คือ คดีมาตรา 112 หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งว่าควรจะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไรและอยู่ในระหว่างศึกษาอยู่ 

– คดีมาตรา 112 ที่เป็นปัญหา โทษ 3 – 15 ปี น้อยกว่า คดีมาตรา 113 (โทษประหารชีวิต) มาตรา 113 คือการยึดอำนาจการปกครอง อย่างไรก็ตามมาตรา 113 กลับไม่ได้เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมเท่ามาตรา 112 นี่คือการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้น

– มองว่า “การนิรโทษกรรม” เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเยียวยา การค้นหาความจริงไปไม่ถึง การดำเนินคดีนำคนผิดมาลงโทษยิ่งยาก การชดเชยและเยียวยา การปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงไม่มี

💬คำถาม : แนวทางในด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ หรือว่ามาตรการอะไรบ้างที่ทางหน่วยงานอาจจะดำเนินอยู่ ดำเนินมาแล้ว และในอนาคตวางแผนอย่างไรบ้าง หรือมีวิสัยทัศน์อย่างไรบ้างในการบรรเทาความขัดแย้งทางการเมืองและยุติความขัดแย้ง

📌สมบูรณ์ ม่วงกล่ำ 

– กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่หลากหลาย ซึ่งหน้าที่หลักอย่างหนึ่งก็คือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หน่วยงานหลักคือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

– ในเหตุการณ์ความขัดแย้งหรือความไม่สงบสุขทางการเมือง มักจะมีการสูญเสียเกิดขึ้น กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะมีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้

– 1. ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง.โดยหลักสากลก็จะถือว่าการชุมนุมต่าง ๆ เป็นสิทธิของพลเมือง โดยต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย 2. หลักในการยึดถือของกระทรวงยุติธรรม ได้แก่ พรบ.กองทุนยุติธรรม, พรบ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าตอบแทนค่าใช้จ่ายจำเลยในคดีอาญา 2544, พรบ.คุ้มครองจำเลย 

– ปี 2565 กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าของเรื่องในการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.คุ้มครองพยาน 2546 ที่ผ่านมามุ่งคุ้มครองจำเลยคดีอาญา พอในปี 2565 มีการแก้ไขพรบ.ฉบับนี้เพิ่มเติม คุ้มครองถึงผู้ให้เบาะแส

– ด้วยในประเทศไทยเกิดเหตุการณ์อุ้มหายขึ้นเยอะ ทางกระทรวงยุติธรรมจึงเป็นแม่งานในการออก “พรบ.อุ้มหาย” ขึ้นมา 

– ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและเกิดความเสียหายขึ้น กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มีการดำเนินงานตามอำนาจและหน้าที่ตามปกติ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มีการชดเชยและเยียวยาตามเหมาะสม มีการส่งเสริมการให้ความรู้สิทธิการชุมนุม มีการจัดอบรมการแก่เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมฝูงชนให้รับรู้และเข้าใจการควบคุมฝูงชนที่ถูกต้องและเหมาะสม

📌บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์

– ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นต้นมา รัฐมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าบริบททางสังคมจะเป็นอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่า 6 ตุลาเป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจาก 14 ตุลา และเหตุการณ์ 6 ตุลา อาจจะเป็นการบังคับใช้มาตรา 112 ในยุคแรกที่มีการดำเนินการอย่างรุนแรง

– ยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”, กรณีท่อก๊าซไทย มาเลเซีย, กรณีกรือเซะ, กรณีตากใบ

– ความยุติธรรมต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าบางครั้งก็บ่งบอกถึงความไม่ยุติธรรม

– กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดที่รัฐไทยเพียงอย่างเดียว ต่างประเทศก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาถึงเหตุการณ์ชุมนุม 2563 มีการละเมิดสิทธิประชาชน มีการสังหารโหด สร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ต่าง ๆ การชุมนุมประท้วงเพื่อพิทักษ์ทรัพยากรของตนเองของประชาชน ความไม่สงบต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าผู้ละเมิดคือรัฐ ถ้าจะมองหาผู้ที่กระทำความผิดจะต้องอยู่เบื้องหลังบุคคลดังกล่าว ประเด็นสำคัญคือจะมีหน่วยงานสักกี่องค์กรที่มีการติดตามตรวจสอบหาความจริง

– จะต้องเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันตระหนักว่า สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ในขณะเดียวกัน มาตรการ ทัศนคติ หรือชุดความคิดที่นิยมใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐมันล้าสมัยไปแล้ว ทิศทางของการสร้างความมั่นคงแห่งรัฐต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างชัดแจ้ง และนำมาสู่ความมั่นคงของมนุษย์แทน

– มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ล้างผิด บ่อยครั้งเป็นการฟอกขาวผู้กระทำความคิดให้ลอยนวล

💬คำถาม : ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรมตอนนี้มีการหารือกันไปถึงไหนอย่างไรบ้าง หรือมีข้อสรุปอย่างไร และมุมของคุณนอกจากกฎหมายนิรโทษกรรม คิดว่าต้องมีกระบวนการอะไรอย่างอื่นอีกบ้างไหมเพื่อให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

📌 นิกร จำนง

– มาตรา 112 ยังไม่มีข้อสรุป วิธีการอื่นก็คือพยายามจะใช้ม.21 ของพรบ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการและน่าจะมีอีกหลายเรื่อง

– ประเด็นในการรับฟังผู้ที่มีความทรงจำเรื่องนี้ เป็นเรื่องของปัจจุบันเป็นหลัก ในวันนี้ก็รับฟังและจะไปรายงานต่อคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรมต่อไป

– ช่วงสปช. มีพลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ (นายทหารสันติวิธี) เป็นประธาน มีประเด็นเรื่อง ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยยะสำคัญ ในรายงาน ซึ่งได้ทำเสร็จสมบูรณ์และทำการเข้าที่ประชุมปรากฎว่าช่วงหลังมีการเปลี่ยนแกน รัฐบาลประยุทธ์ไม่นำเข้า มาถึงปัจจุบัน มีการตั้งคณะกรรมการนิรโทษกรรมขึ้นมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้

– ประเด็นคือต้องมองว่าความขัดแย้งยังเกิดอยู่ระหว่างรัฐ มาตรา 112 ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองเองบอกว่าจะไม่ยุ่งกับมาตรา 112 เลย ดังนั้นหากพรบ.นิรโทษกรรมเข้า ต้องดูว่าพรรคการเมืองเขาจะเอาอย่างไร ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการนิรโทษกรรม จึงต้องระมัดระวังในการทำงานมากที่สุด

สรุปประเด็นเวทีเสวนา“20ปี แห่งความขัดแย้ง: หนทางการค้นหาความจริง เยียวยา และการนำคนผิดมาลงโทษในบริบทจังหวัดชายแดนใต้” วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” 

วิทยากร

จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกมธ.สันติภาพชายแดนใต้ 

อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อาอีเส๊าะ อาเย๊าะแซ ทนายคดีตากใบ (มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม)

อัญชนา หีมมีน้ะ กลุ่มด้วยใจ

ซูลกิฟฟี อาแว ตัวแทนกลุ่มผู้ต้องขังคดีความมั่นคง

ผู้ดำเนินรายการ: พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

💬คำถาม : เหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ร้อยเรียงกันมา มีไทม์ไลน์ที่ยาวมาก และในแต่ละไทม์ไลน์มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งส่วนกลางและพื้นที่ เลยอยากขอให้ช่วยว่าเราควรมอง 20 ปี ด้วยไทม์ไลน์หรือว่าด้วยวิธีลำดับความคิดแบบใด

📌อัญชนา หีมมีน้ะ

– บริบทในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่แตกต่างกันในการมองของคนในประเทศไทย ทำให้การตอบสนองต่อการแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน เราทุกคนจะชอบพูดคำว่า “เราอยากจะให้กลับมามีชีวิตที่เหมือนเดิม” แต่ความเหมือนเดิมของคนเรา ของคนที่อยู่ที่นั่นไม่เหมือนกัน

– ย้อนกลับไปสำหรับชาวมลายูมุสลิมแล้ว ชีวิตที่เหมือนเดิมของเขาก็คือเริ่มตั้งแต่ 2440 ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง มีการนำรูปแบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมา จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งก็คือในปี 2452 ที่มีการแบ่งอาณาเขตพื้นที่ของปาตานี ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่กับมาเลเซีย อีกส่วนหนึ่งอยู่กับไทย ซึ่งเป็นข้อตกลงของรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลไทยในสมัยนั้น

– หลังจากนั้นความทรงจำก็เริ่มมีความเจ็บปวดมากขึ้นในปี 2500 เนื่องจากมีนโยบาย มีการบริหารงานที่กดทับความเป็นอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา อย่างเช่นนโยบายรัฐนิยม 12 ประการ, นโยบายการศึกษาที่ให้ผู้คนศึกษาด้วยภาษาไทย แต่งกายแบบคนไทย พูดภาษาไทย ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยมรดกและครอบครัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ทำให้ผู้คนคับค้องใจ เกิดการประท้วง เกิดการต่อต้าน และมีผู้ที่พยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เช่น “หะยีสุหลง” (โต๊ะอิหม่ามที่มีชื่อเสียงในอดีต) 

– ต่อมารัฐบาลกลางได้แก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยความทรมาน และอุ้มหายหะยีสุหลงไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของผู้ที่ต่อต้านรัฐตั้งแต่ปี 2500 – 2520 ช่วงนี้มีความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางและประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สะพานกอตอ ที่นำมาสู่การประท้วงที่ศาลากลาง และมีการขว้างระเบิดใส่ มีผู้คนเสียชีวิต 13 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก, เหตุการณ์ดุซงญอ การอพยพโยกย้ายของชาวนราธิวาสไปมาเลเซีย ความเลวร้ายเหล่านั้นขยายตัวขึ้นจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ถัดไป 

– จุดเริ่มต้นใหม่ที่คนไทยรู้จักแล้วเกิดความรู้สึกว่านี่คือการขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็คือ 2547 หรือเหตุการณ์ปล้นปืน อันนี้เป็นความทรงจำที่คนไทยพุทธในพื้นที่บอกว่า ต้องการให้กลับมาเหมือนเดิมก่อนเหตุการณ์วันที่ 4 มกราคม 2547

– เราจะเห็นได้ว่าความทรงจำมีห้วงเวลาที่หายไปของคนที่ต่างกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

– ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2547 ทั้งเรื่องของการทรมาน การอุ้มหาย การสังหารทั้งที่เกิดจากรัฐบาลเอง เพราะว่ามีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ แล้วที่เกิดจากขบวนการต้องการแบ่งแยกดินแดนเองด้วยไม่ว่าจะเป็นการสังหารพระ เผาฆ่าตัดคอ ทำลายย่านเศรษฐกิจ ระเบิดย่านเศรษฐกิจ ระเบิดสถานีรถไฟ ระเบิดสนามบินต่าง ๆ ซึ่งความรุนแรงนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความแตกร้าวในสังคมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น

– จุดเปลี่ยนในระยะต่อมา ปี 2556 เมื่อหลายฝ่ายตระหนักแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง การปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมายบังคับนำไปสู่การใช้ความรุนแรงมากขึ้น ก็เลยมีการเจรจาขึ้นมาในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กระบวนการก็ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัด แต่กระบวนการนี้ยังคงอยู่

-มีมายาคติในการจัดการความขัดแย้งนี้ด้วยการมองว่ารัฐบาลมาเพื่อปกป้องประชาชน แต่คำว่าประชาชน “มีเส้นแบ่ง” เพราะว่าประชาชนตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ในมุมของรัฐบาลไทยหรือชาติไทย ก็คือชาวไทยพุทธเป็นประชาชน ในขณะเดียวกันรัฐบาลมองว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรือขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี มีมุมมองว่าประชาชนชาวมุสลิมคือผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เกิดการเหมารวม เกิดการถูกจับกุมโดยพลการ เกิดการกักขังหน่วงเหนี่ยว จำกัดสิทธิและเสรีภาพเป็นเวลา 37 วันภายใต้กฎหมายพิเศษ มายาคติเหล่านี้แบ่งแยกผู้คนในสังคม แบ่งแยกการบริหารจัดการ ทำให้ความสัมพันธ์สังคมแตกร้าว

– ความยืดเยื้อของความขัดแย้ง ส่งผลให้ความรู้สึกเป็นผู้ถูกกระทำร่วมกันไม่มี เกิดความรู้สึกเป็นเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้มองว่าเราคือมนุษย์ด้วยกัน ที่สูญเสียด้วยกัน ที่มีความเจ็บปวด ที่เกิดการถูกกระทำด้วยกัน ไม่ว่าจากใครก็ตามแล้วมันก็เลยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่แยกแตกออกไป ก็เลยยากยิ่งขึ้นเพราะว่าจำนวนของผู้คนที่เจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น

– ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของรัฐบาล เจตนารมณ์ที่รัฐบาลดำเนินการในเรื่องของขบวนการสันติภาพ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนทางการเมือง ที่จะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่เป็นเจตนารมณ์เพื่อที่จะควบคุมพื้นที่ให้อยู่ในบริบทที่ตัวเองต้องการ เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ โดยไม่เคารพผู้ขัดแย้งหรือผู้ที่คุยเจรจาด้วย และการต่อสู้ของกองกำลังติดอาวุธก็ไม่ได้มองมิติในพื้นที่ว่าเกิดปัญหาอะไร ไม่มีความสัมพันธ์กัน ทำให้มุมมองของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเองก็ไม่สอดคล้องกับพื้นที่กับความต้องการของประชาชนที่ต้องการสันติภาพ

💬เล่าเหตุการณ์ในมุมคนนอก เป็นอาจารย์ที่อยู่ในพื้นที่ ใช้ชีวิตที่นั่น เห็นความรุนแรง ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้มีความรุนแรงมากขึ้น แล้วตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในปัตตานี มีปัจจัยอะไรที่เห็นว่าช่วยลดความรุนแรง 

📌อสมา มังกรชัย

– 

– ในช่วง 2549 – 2550 เป็น “ยุทธการพิชิตบันนังสตา พิทักษ์สุไหงปาดี” ข้อกล่าวหาและข้อที่คนในพื้นที่ตั้งคำถามหรือเรียกร้อง บอกว่ามีการหว่านแห มีความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐเยอะ มีการซ้อมทรมาน 

– ในปี 2550 มีการชุมนุมโดยกลุ่มนักศึกษา เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน ศูนย์ประสานงานนักศึกษาและประชาชนชายแดนใต้ ซึ่งการชุมชนนั้นเดิมทีวางไว้ 10 วัน พอวันที่ 5 ก็ถูกยุติการชุมนุม เพราะมีการให้ข้อตกลงว่าจะเกิดคณะกรรมการแสวงหาความจริง ตรวจสอบ 21 เหตุการณ์ที่ชาวบ้านประชาชนเรียกร้อง จากการใช้“ยุทธการพิชิตบันนังสตา พิทักษ์สุไหงปาดี” แต่ยุทธการที่รัฐทางฝ่ายความมั่นคงใช้ วิธีคิดเรื่องความมั่นคงก็ต่างกันแล้ว ฟากหนึ่งมองคนเป็นศูนย์กลาง อีกฟากหนึ่งมองเขตแดน

– ในปี 2551 – 2554 ตัวเลขเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงมาก ช่วงเวลาดังกล่าว จากฝั่งภาพประชาสังคมพื้นที่การเมืองเปิด กิจกรรมการเมืองเยอะแยะเลย คนเต็มสำนักงานหอประชุมใหญ่ของม.อ.ปัตตานี กลุ่มคนในสามจังหวัดต่อให้บอกว่าเป็นชาติพันธ์มลายู ต่อให้พูดภาษามลายู ต่อให้อิสลามเขาหลากหลาย มีความหลากหลายอยู่ตรงนั้น แต่ว่าตรงนึงที่เกิดก็คือว่าพื้นที่เกิดการพูดคุย ในขณะที่บอกว่าตัวเลขสถานการณ์ความรุนแรงน้อยลง แต่ตัวเลขคนตายคนเจ็บเยอะ เพราะเหตุการณ์มีความรุนแรงเข้มข้นขึ้น มีการเพิ่มกำลังทางการทหาร มีการติดกำลังอาวุธให้พลเรือน (อส.) 

– หลังจาการเหตุการณ์ที่มีการพูดคุยสันติภาพ ตัวเลขของความรุนแรงที่เป็นสถานการณ์ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเป้นหลักร้อยในช่วงเวลาหลายปีนั้น ดูเหมือนว่าปัจจัยที่ลดความขัดแย้งอย่าง “การพูดคุยสันติภาพ” สัมพันธ์สอดคล้องอย่างชัดเจนกับสถานการณ์ที่ลดลง

– ในปี 2556 – 2563 มีกระบวนการพูดคุยหลายครั้งทั้งในทางลับและสาธารณะ ทีนี้ทั้งหมดทั้งปวงเป็นสันติภาพแบบแข็ง ๆ คือความรุนแรงแต่ไม่มี สันติภาพจริง ๆ คือเสมอภาคเท่าเทียม แต่ไม่มีเงื่อนไขแบบนั้นเลย อะไรที่ต้องการสำหรับกระบวนการสันติภาพ ก็คือ “บรรยากาศทางการเมืองที่เอื้อต่อการพูดคุย”

– รัฐอาจจะอ่อนไหวกับความรู้สึกแบบชาตินิยมมลายูที่มีการแสดงออก เช่น กิจกรรมมลายูรายอ ก็มีนักกิจกรรมที่โดนคดี จะฟังเสียงชาวบ้านเสียงคนในพื้นที่ต่อเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้

💬เสียงของผู้ต้องขัง จำเลย และอดีตจำเลยในคดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

📌ซูลกิฟฟี อาแว 

– ขอเล่าในมุมของผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตัวเองเป็นตัวละครอยู่ในเหตุการณ์ปี 2547 ถูกจับในปี 2549 ได้รับอิสรภาพในปี 2564 โดยได้รับการประกันตัวอีก 3 ปี ผู้ได้รับผลกระทบขณะถูกคุมขังในเรือนจำต้องการความยุติธรรมในด้านกระบวนการยุติธรรมมากที่สุด ในขณะที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำเพราะว่านั่นคือความหวังของเขา

– เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตอนที่ถูกคุมขังใหม่ ๆ องค์กรภายนอกไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ส่วนนี้ผู้ต้องขังก็ไม่สามารถเล่าถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำได้ อาจจะมีข้อบังคับหลาย ๆ เรื่องที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ แต่บอกได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็มีส่วนของการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

💬บทบาทของทนายความ ผู้ช่วยทนายความ และอาสาสมัครต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างไร

📌อาอีเส๊าะ อาเย๊าะแซ

– เริ่มตั้งแต่ช่วงฝึกงาน ก็ได้ไปฝึกงานที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เป็นนักศึกษาฝึกงาน และหลังจากฝึกงานเสร็จก็มาฝึกตั๋วทนาย สอบใบอนุญาตได้ ก็มาทำหน้าที่เป็นทนายความอยู่ที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สำนักงานจังหวัดยะลา (มีออฟฟิศ 5 แห่ง กทม. ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นาทวี)

– บทบาทและวัตถุประสงค์ของการทำงานของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม หลัก ๆ คือจะให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในทางกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายความมั่นคงหรือผลจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ (พรบ.กฎอัยการศึก, พรก.ฉุกเฉิน, พรบ.ความมั่นคง) 

– การให้ความช่วยเหลือของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จะเริ่มมาจากการรับเรื่องร้องเรียน ก็คือผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางกฎหมายก็จะมาร้องเรียนที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม การที่มีออฟฟิศทั้ง 3 จังหวัดก็เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านที่จะมาร้องเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่ก็จะมีฐานะที่ค่อนข้างยากจน ก็คือไม่มีเงินที่จะจ้างทนายแล้วมาที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม – เหตุการณ์ตากใบ เกิดเมื่อ 25 ตุลาคม 2547  ย้อนไปเมื่อ 25 ตุลาคม 2566 ในเวทีเสวนาหนึ่งในจ.นราธิวาส เป็นที่มาของการยื่นคำร้อง ยื่นหนังสือถึงกรรมาธิการกฎหมายและสิทธิมนุษยชนของสภา ในเรื่องของการขอทราบความคืบหน้าของคดี พบว่า “สำนวนคดีหาย” ในตอนนั้น ความรู้สึกของชาวบ้านก็คือ แล้วจะเรียกร้องความยุติธรรมได้จากที่ไหน แม้กระทั่งสำนวนคดีก็หาย หลังจากนั้นชาวบ้านจึงมีการรวมตัวเพื่อที่จะเป็นโจทย์ยื่นฟ้องผู้ที่กระทำความผิดในคดีนี้ โดยมีจำเลยทั้งหมด 9 คน โดยมีโจทก์ทั้งหมด 48 คน (1-34 เป็นผู้แทนผู้เสียชีวิต, 35 – 48 เป็นผู้บาดเจ็บ) นอกจากนี้ยังมีอีก 6 คน ที่กำลังเตรียมสำนวนขึ้นฟ้องเร็ว ๆ นี้

💬 มีแนวโน้มที่จะดำเนินการเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการ

📌จาตุรนต์ ฉายแสง

– กรรมาธิการอยู่ระหว่างศึกษา ศึกษามาแล้ว และรับฟังความเห็นของฝ่ายต่าง ๆ มาแล้วทั้งองค์กร ราชการ ประชาชน ระหว่างนี้คณะทำงาน คณะผู้เขียนกำลังยกร่าง “ข้อค้นพบและข้อเสนอ” ซึ่งจะต้องหาข้อยุติกันอีกทีนึงประมาณกลางเดือนมิ.ย. และจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ก.ค. 

– ข้อเสนอที่หวังว่าจะทำให้เกิดการสร้างสันติภาพ แก้ปัญหาความขัดแย้งในลักษณะที่เป็นข้อเสนอต่อเรื่องสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นข้อเสนอในเชิงยุทธศาสตร์ ว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญ ๆ อันนี้คือความพยายาม

– ยกตัวอย่างข้อค้นพบบางอย่าง คือ 

o “เรื่องวัฒนธรรมและเรื่องอัตลักษณ์” ความเข้าใจหรือไม่เข้าใจการปฏิบัติที่เหมาะสมหรือไม่ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายความมั่นคงต่อประชาชนในพื้นที่เรื่องมลายูในความเห็นส่วนตัว ข้อสรุปของกรรมาธิการมีการใช้คำว่า “ไทยมุสลิม” ส่วนตัวมองว่ามันขาดอะไรไป และมันสะท้อนปัญหาความไม่เข้าใจของรัฐไทย จึงเรียกประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามว่า “ไทยมุสลิม” โดยตกคำว่า “มลายู” ไป คำว่ามลายูยังเกี่ยวกับภาษา สิ่งที่ค้นพบก็คือว่า ระบบการศึกษาของไทยไม่เข้าใจการจัดสอนหนังสือแก่เด็กที่มีภาษาแรกเป็นภาษามลายู เป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย

o “เรื่องศาสนา” ต้องยกเลิกการจัดระเบียบปอเนาะ เปลี่ยนใหม่เป็นการปรึกษาหารือกัน พัฒนา กรรมาธิการค้นพบว่ารัฐมีการจัดการกับพื้นที่และประชาชนในพื้นที่ไม่เป็น เกิดปัญหาระหว่างการปฏิบัติตัวของไทยพุทธในพื้นที่เพราะเป็นชนกลุ่มน้อย และนักเรียนที่เป็นมลายูเชื้อสายอิสลาม และนักเรียนไทยศาสนาพุทธ มีการแยกกันมากขึ้น แทบไม่มีโอกาสเจอกันรู้จักกันเลยในวัยเรียน เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ดีต่อการอยู่ร่วมกันเลย

o สะท้อนว่ารัฐและเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังคงไม่เข้าใจและปฏิบัติไม่ถูกกับการที่ประชาชนในพื้นที่มีอัตลักษณ์อย่างเป็นเอกลักษณ นำมาสู่ความไม่พอใจ เกิดการเรียกร้อง เกิดการต่อต้าน เป็นเรื่องต่อเนื่องมา

o การกดปราบจากการพยายามกลืนแล้วไม่เป็นผล ก็เพราะว่าที่นี่มีเอกลักษณ์ ภาษาเดียวกัน เชื้อสายเดียวกัน อยู่ด้วยกัน การกลืนการกลาย เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เมื่อกลืนไม่ได้ก็นำมาสู่การกด แล้วนำมาสู่การใช้กฎหมาย

o มีการใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ (พรบ.กฎอัยการศึก, พรก.ฉุกเฉิน, พรบ.ความมั่นคง) พบร่องรอยอย่างชัดเจนก็คือ 

o ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะให้มีศอ.บต. เข้ามา แสดงว่าต้องการให้พลเรือนนำการบริหารจัดการชายแดนภาคใต้ แต่ตั้งแต่ปี 2559 หลังการรัฐประหาร คสช. ก็ได้ออกคำสั่งที่มีผลทำให้สภาที่ปรึกษา ที่เป็นกลไกที่ประชาชนจะไปเสนอต่อศอ.บต.ต้องหยุดลง และไปออกคำสั่งให้ศอ.บต ต้องไปปรึกษากับกอ.รมน. แต่พอมาฟังละเอียดแต่ละหน่วยงานเข้าไปอีกก้จะพบว่าสภาพัฒน์ก็มีแผน แต่สภาพัฒน์ก็บอกว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความมั่งคง หน่วยงานราชการก็นำแผนมาของบโดยอิงจากแผนของสภาพัฒน์ โดยประชาชนไม่เห็นเลย โดยแผนใหญ่เรื่องความมั่นคงก็มีโครงการพัฒนาอยู่ในนั้นที่คุมโดยสภาความมั่นคง พอในทางปฏิบัติ เกิดปัญหาอะไร ทุกวันนี้คำสั่งนี้ก็ยังอยู่ (เป็นประธานยกเลิกคำสั่งนี้ ซึ่งกำลังทำอยู่ ยังทำไม่เสร็จ) จากคำสั่งนั้นทำให้การดูแลแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้การนำของสภาความมั่นคงและกอ.รมน. ฝ่ายความมั่นคงที่มีกองทัพเป็นแกน โดยใช้กฎหมาย 3 ฉบับที่ลดและจำกัดสิทธิประชาชน

o ดังนั้น ระบบที่นำโดยหน่วยงานความมั่นคงของรัฐที่มีกองทัพเป็นแกนก็จะมี Mindset มองปัญหาว่าเป็นเรื่องของการจัดการศัตรู ศัตรูเป็นพวกที่ใช้กำลังและใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพวกที่ใช้กำลังและใช้ความรุนแรง เพราะกลัวว่าต่างประเทศจะมาเกี่ยว

o แต่ Mindset จริง ๆ คิดว่าเป็นพวกกองกำลังที่ใช้ความรุนแรง หรือไม่ก็ก่อการร้าย แต่ก็ไม่ใช้คำว่าก่อการร้ายอีก คิดจัดการกับสงครามแต่ไม่ยอมให้ใครมาใช้คำว่าสันติภาพ เพราะสันติภาพตรงข้ามกับสงคราม กลัวว่าจะเป็นการยอมรับว่ามีสงคราม แต่กลับมี Mindset การจัดการปัญหาเป็นการจัดการแบบสงคราม

o กระบวนการยุติธรรมที่จะให้เกิดขึ้นได้ มันจะต้องเกิดการเปลี่ยนเรื่องแกนนำ การใช้กฎหมายพิเศษ และความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านจะเกิดได้ต่อเมื่อคนเห็นว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนผ่าน ถ้าคนยังไม่เห็นว่าจะมีการเปลี่ยนผ่าน อย่าได้หวังว่จะมีความยุติธรรมในระยะการเปลี่ยนผ่าน อย่าได้หวังว่าจะเกิดการให้อภัย

สรุปประเด็นเวทีเสวนา “คำบอกเล่าจากศิลปะ: ประวัติศาสตร์จากประชาชน”

โดยศิลปินจากนิทรรศการไดอารี่สามัญชน วันที่ 25 พฤษภาคม 2567 ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” 

วิทยากร

1. Gerda Liebmann 

2. Indria Fernida จาก Asia Justice and Rights 

3. อานนท์ ชวาลาวัณย์ จาก พิพิธภัณฑ์สามัญชน 

ผู้ดำเนินรายการ: นัทธมน ศุภรเวทย์

💬คำถาม : อยากจะให้ช่วยแนะนำตัว และพูดถึงสิ่งที่ทำ

📌Gerda Liebmann 

เป็นศิลปินอิสระ ใช้ศิลปะเป็นสื่อสารเพื่อช่วยเหลือผู้คน ซึ่งได้มีโอกาสทำงานกับกลุ่มผู้ลี้ภัยจากหลากหลายประเทศ การทำ workshop ก็มักจะพาผู้คนไปยังสถานที่ที่พวกเขาสามารถที่จะเข้าถึงส่วนที่ลึกที่สุดแล้วนำมันออกมา โดยภารกิจของตัวเองก็คือการมอบพื้นที่ปลอดภัยในการรักษา ช่วยให้หัวใจที่แตกสลายได้รับการเยียวยา นี่คือแก่นของสิ่งที่กำลังทำอยู่

📌Indria Fernida

– จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นศิลปิน เป็นทนายความ แต่มีโอกาสได้นำศิลปะมาเป็นวิธีในการจัดการกับการละเมิดสิทธิ

– ทำงานกับผู้เสียหายที่เป็นผู้รอดชีวิต ต้องการที่จะเคารพกับกลุ่มคนที่เราทำงานด้วยผ่านการที่เราบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมเกิดขึ้น ได้การรักษาเยียวยาด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งผ่านการเขียน การวาดภาพด้วยตัวเอง มีการรักษาบาดแผลและความหวังผ่านการวาดภาพลงบนผืนผ้า

📌อานนท์ ชวาลาวัณย์

– แนวคิดเรื่องการทำพิพิธภัณฑ์สามัญชนขึ้น จากการที่ต้องการเติมเต็มช่องว่างของประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในแง่ของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

– ถ้าหากไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของไทย วัตถุส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นของชนชั้นสูง ซึ่งสิ่งที่ขาดหายไปคือ ชีวิตของสามัญชนคนธรรมดา ไม่มีปารกฏให้เห็นทั้งในพิพิธภัณฑ์ ในหนังสือเรียน จึงเป็นที่มาที่ลุกขึ้นมาทำ

💬คำถาม : กิจกรรมอะไรที่คุณทำเมื่อตอนธันวาคมที่ผ่านมา ที่เป็นที่มาของงานศิลปะต่าง ๆ ภายในห้อง และแนวคิดเบื้องหลังในการเลือกกิจกรรมนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดผลลัพธ์อะไรบ้างที่มองเห็นจากผู้เข้าร่วม

📌 Gerda Liebmann 

– ศิลปะที่อยู่รอบห้อง เรียกว่า Triptych จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนในแต่ละผลงาน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง อดีตคืออะไร เกิดอะไร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ส่วนที่สอง ชีวิตปัจจุบันเป็นยังไง เราจัดการกับอดีตยังไงในปัจจุบัน และในส่วนที่สาม เรื่องอนาคต ความฝันของคุณคืออะไร อนาคตของเรา เราอยากที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างไรในชีวิต Triptychเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเล่าเรื่อง เป็นวิธีการแสดงออกที่เรามองเห็นได้ ตอนท้ายของกิจกรรมทุกคนก็จะได้มีโอกาสเล่าให้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง นี่แหละเป็นส่วนที่จะสามารถช่วยเยียวยาได้ดี บางคนไม่เคยมีโอกาสได้เล่าเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในตอนที่ได้ยืนต่อหน้าเพื่อน ๆ ทุกคนแล้วเล่าเกี่ยวกับชีวิตเขาทั้งหมด จากภายในลึก ๆ ขมันทรงพลังมาก ๆ ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ

– ปกติแล้วทุกคนจะเริ่มจากความรู้สึกกระอักกระอ่วนก่อนก่อน เพราะว่าไม่ได้เป็นศิลปินไม่ได้เป็นนักวาดรูป แต่ทุกคนต้องเอาชนะความกลัวของตัวเอง ความเขินอายที่จะวาดรูป พอเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ทุกคนได้อยู่กับตัวเอง ห้องกลายเป็นเงียบมาก เพราะทุกคนโฟกัสกับปัญหาที่อยากจะเล่า ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก ๆ เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเอาปัญหาที่อยู่ภายในออกมาข้างนอกได้ แต่นั่นคือสิ่งที่เขาทำและเราช่วยเขาด้วยการมีกระดาษ มีสี มีกาว มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เขาได้สร้างสรรค์ออกมา และไม่คาดหวังจำเป็นว่าตอนจบผลงานจะออกมาหน้าตายังไง จะต้องสวยเหมือนศิลปิน ขอแค่แสดงความรู้สึกข้างในออกมาบนแผ่นงาน

💬คำถาม : กิจกรรมอะไรที่คุณทำกับผู้เข้าร่วม เกิดผลลัพธ์อะไรบ้าง และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง

📌Indria Fernida

– คิดว่าการได้ร่วมมือกับศิลปินต่าง ๆ ก็มีข้อดีหลากหลายอย่างเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

– ตัวอย่างผลงานที่เกิดขึ้น ก็มีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Animation การปักผ้าถ่ายทอดเรื่องราว การทำผลงานกราฟิกต่าง ๆ เป็น Digital Artwork เพื่อสื่อสารประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างที่จะเหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการทำแผนที่ร่างกาย แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดและความสามารถในการฟื้นฟูไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อะไรก็ตาม ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลงานศิลปะ แต่ยังสามารถช่วยปลดปล่อยความเจ็บปวดที่อยู่ด้านในอีกด้วย

– อย่างแรกเลยก็คือ เรานำเอาสิ่งที่เขาสนใจหรือทำเป็นปกติอยู่แล้วมาทำเป็นผลงาน เช่นการเย็บปักบนผ้าห่มที่ใช้ผ้าต่อ ๆ กัน ผลที่สะท้อนให้เห็นก็คือจริง ๆ คนที่ได้รับผลกระทบนั้นสามารถที่จะสร้างผลงานศิลปะแล้วสามารถที่จะเป็นประโยชน์ในการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ด้วย เพราะผลงานศิลปะนั้นมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเขาอยู่ในตัว แทนที่เราจะไปสัมภาษณ์เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะลองมาเปลี่ยนมาเป็นชวนเขาทำงานศิลปะแทน

💬คำถาม : สิ่งของต่าง ๆ ที่นำมาโชว์ในพิพิธภัณฑ์นำมาจากไหน มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกชิ้นงานมาจัดแสดง 

📌อานนท์ ชวาลาวัณย์

– ส่วนใหญ่ก็จะไปเก็บช่วงเหตุการณ์ประท้วงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป้าย เสื้อ หรืออะไรต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นหลังจากเหตุการณ์สงบลงไปแล้ว

– อันดับแรกต้องทำให้เกิดความเชื่อใจก่อน หากคนไม่เชื่อใจก็ไม่มีทางที่เขาจะนำของต่าง ๆ มาให้ ช่วงแรก ๆ ก็เป็นของที่เก็บมาเองเป็น Collection ต่อมาก็ค่อย ๆ สร้างเรื่องราวขึ้นมาถ้าไม่สร้างเรื่องราวขึ้นมาของต่าง ๆ ก็ไม่มีความหมายโดยเฉพาะคนที่มาจากหลาย ๆ บริบท หลายพื้นที่ หากมาดูของพวกนี้ไม่รู้เรื่องราว ดังนั้นก็ไม่มีความหมาย นอกเหนือจากการเก็บสะสมของต่าง ๆ แล้วต้องเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของมันมาด้วย ตั้งแต่ 2014 เป็นต้นมา ที่มีการการรัฐประหารก็มีหลาย ๆ องค์กรที่มีการช่วยกันบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับมาเป็นประโยชน์มาก ๆ ทั้งของที่มี ทั้งของที่ได้รับมา ทั้งเรื่องราวที่ได้รับมา ก็ค่อย ๆ สร้างทุกอย่างขึ้นมา ซึ่งสิ่งสำคัญคือเรื่องราวเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังให้กับสิ่งของ หลังจากนั้นคนก็ให้ความเชื่อใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และทยอยนำของเข้ามามอบให้ นิทรรศการต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ก็มีเรื่องราว มีพลังในการสื่อสารมากขึ้น และเรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้ที่ถูกรวบรวมเก็บรักษาไว้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับสังคมไทยในอนาคต

– จริง ๆ ก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเลือกของมาจัดแสดง แต่สิ่งแรกคือ ในพิพิธภัณฑ์พยายามที่จะโชว์ทุกอย่างในภาพรวมว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ได้เอนเอียง หรือสนับสนุนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เป็นการแสดงให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แล้วให้ตัวผู้เข้าชมเองเป็นคนตัดสินใจเองว่าเขาเลือกที่จะเชื่อในรูปแบบไหน

– และแน่นอนว่าผมไม่สามารถที่จะไปเข้าร่วมการชุมนุมทุกครั้งและไปเก็บข้อมูลเก็บของ และได้ของมาจากทุกคนในทุกครั้ง

💬คำถาม : นอกจาก Triptych และ Mandala มีเทคนิคทางศิลปะอื่น ๆ อีกไหมที่ใช้ แล้วมองเห็นอะไร และแตกต่างยังไงกับสิ่งที่เราได้ทำช่วงธันวาคมกับนักกิจกรรม

📌 Gerda Liebmann 

– นอกจากนี้ก็มีการทำแผนที่ร่างกาย หรือ Body Map ซึ่งได้ทำกับคนหลาย ๆ กลุ่มแต่คิดว่ามันสามารถใช้งานได้ดีกับกลุ่มที่เคยถูกทรมานมาก่อน เพราะว่าพวกเขาจะสามารถแสดงให้เห็นได้เลยว่าในตัวของพวกเขา พวกเขาเจ็บปวดที่ตรงไหน เขาก็จะสามารถที่จะแสดงออกมาได้ง่ายขึ้น และเห็นได้ชัดเจน

💬คำถาม : อะไรคือขั้นตอนต่อไปของการใช้งานศิลปะเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

📌Indria Fernida

– การที่เราได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องหลักเลยที่เราทำ คือเราจะจดเรื่องราวผันเรื่องราวเป็นทางที่ดี อีกแง่นึงก็กังวลในเรื่องการสนับสนุนช่วยเหลือ หลายครั้งก็ผันตัวเป็นศิลปินเอง โดยพื้นฐานแล้วเราไม่ได้เป็นศิลปิน อาจจะไม่ได้มีศิลปินหลากหลายท่านที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม กระบวนการที่ทำก็คือจะต้องคุยกับพวกเขาทำให้เข้าใจตรงกันก่อน ใช้การถ่ายทอดเรื่องราวไปยังเรื่องราวของพวกเขา วิธีที่เราจัดการ แคมเปญของเราเราต้องเล่าเรื่องราวออกมาให้เข้าใจ และเข้าถึงจิตใจให้คนที่เป็นผู้ชมของเราเข้าใจได้เหมือนกัน มันไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะแต่คือเรื่องราวเบื้องหลังต่าง ๆ ของศิลปะ

💬คำถาม : ทุกคนทำงานในบริบทที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกัน อุปสรรคและความท้าทายที่พบเจอมีอะไรบ้าง

📌Indria Fernida

– อย่างที่เคยบอกไปช่วงแรกก็อยู่ในกลุ่มคน ชุมชน ก็เข้าใจว่ามีศิลปินหลายคนที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วม เราก็ต้องพยายามที่จะตามให้ทัน เราสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยการสร้างจุดร่วมที่จะส่งผลดีกับสังคม พยายามที่จะนำผลงานศิลปะต่าง ๆ สามารถส่งเสียงออกไปได้มากขึ้น ยังไม่มีความท้าทายอะไรค่ะ เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกัน

📌Gerda Liebmann 

– ความท้าทายเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ของผู้เข้าร่วม  และเรื่องทางภาษา แต่ก็มีล่ามที่เขาทำหน้าที่ได้ดีมาก 

📌อานนท์ ชวาลาวัณย์

– ความท้าทายแรกคือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอดีตเกิดขึ้นมากมายที่ควรที่จะต้องนำมาเก็บสะสม มีวัตถุหลาย ๆ อย่างที่ไม่มี หลาย ๆ อย่างไม่สามารถที่จะหาซื้อได้เลย ผมไม่สามารถที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้เอง มันต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ถ้าสามารถที่จะสร้างความเชื่อใจให้กับคนที่เขามีของเหล่านั้นได้ มันจะเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ และความท้าทายต่อมาคือการสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาผ่านวัตถุต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีวัตถุหลายชิ้นมาก ๆ ที่ยังไม่ทราบเรื่องราวของสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งมันยากมาก ๆ จึงเริ่มด้วยการหยิบยกของที่พอจะทราบเรื่องราว มาจัดแสดงก่อน ตอนนี้มีเพียงตัวเองคนเดียวที่รู้เรื่องราวทั้งหมด เพื่อนร่วมงานต่าง ๆ ก็ยังใหม่มาก ๆ ในการทำเรื่องนี้ ก็ค่อนข้างกังวลว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองจะมีผลต่อการบริหารจัดการต่อของพิพิธภัณฑ์

สรุปประเด็นเวทีเสวนา “จับตานิรโทษกรรม ยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึง”

วันที่ 25 พฤษภาคม 2567 ภายในงาน “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ

วิทยากร

  1. ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
  2. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
  3. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
  4. ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

ผู้ดำเนินรายการ: นัสรี พุ่มเกื้อ ThumbRights

💬คำถาม : เรื่องราวของการนิรโทษกรรมประชาชน อยากให้ช่วยอัปเดตสถานการณ์คดีทางการเมือง โดยเฉพาะ 112 ว่าตอนนี้ภาพรวมเป็นอย่างไรบ้างทั้งในเรื่องการตัดสินโดยศาล การให้ประกันตัว และเรื่องอื่น ๆ

📌ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

– ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่ เป็นยุคสมัยที่มีคดีทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นช่วงเวลาที่รัฐใช้กฎหมายดำเนินคดีที่แสดงออกทางการเมืองต่อต้านรัฐมากที่สุดที่เคยมีมา

– ช่วงนี้มีหลาย ๆ คนที่กำลังจะถูกดำเนินคดี และความน่ากังวลกว่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขคนที่อยู่ในเรือนจำ แต่เป็นตัวเลข Engagement ที่ลดน้อยลง เพราะคนตามไม่ทันจนเลิกสนใจ

💬คำถาม : ในฐานะเป็นผู้โดนดำเนินคดี 112 ต้องพบเจอกับความยากลำบาก หรือปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– สำหรับผู้โดนดำเนินคดีทางการเมือง ส่วนใหญ่ทักจะโดนคล้าย ๆ กัน

– 1. ภาระเรื่องค่าเดินทางในการต่อสู้คดี 2. ใช้เวลาในการต่อสู้คดี (การเดินทาง การรอกระบวนการต่าง ๆ) 3. ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม มีผลต่อสภาวะจิตใจ ครอบครัวได้รับผลกระทบจากคนในสังคม

💬คำถาม : มองแนวโน้มหลังจากนี้ว่าสถานการณ์คดีทางการเมืองจะเป็นไปในลักษณะ หรือมีลักษณะอย่างไร

📌 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

– แนวโน้มของคดีทางการเมืองที่เห็นก็คือ 1. แม้จะการเปลี่ยนรัฐบาลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แนวโน้มคดีคือไม่หยุด ไม่ได้มีการชะลอ ไม่ได้มีการยับยั้ง และมีเกิดขึ้นอีกอยู่เรื่อย ๆ 2. มีบางคดีที่เห็นว่าน่าเป็นห่วง มีการวางบรรทัดฐานบางอย่างที่อันตราย เรื่องการตีความ ซึ่งจะส่งผลให้แนวการสั่งฟ้องหรือการดำเนินคดี 112 ก็จะอันตรายและน่ากลัวขึ้นไปอีก

💬คำถาม : ภาพรวมแคมเปญ “นิรโทษกรรมประชาชน” เป็นอย่างไรบ้าง มีผลตอบรับอย่างไรบ้างในการดำเนินกิจกรรม

📌ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

– ในการดำเนินกิจกรรมตลอด 14 วัน (1 – 14 กุมภาพันธ์) ก็ทำเต็มที่ชวนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และมาร่วมลงชื่อกัน เป็นการรวมกำลังครั้งสำคัญของพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ยังคงมีแรงเหลืออยู่ซึ่งถือว่าสำเร็จ แต่ว่ายังไม่จบ เพราะว่าได้ยื่นรายชื่อไปแล้ว แต่ว่าจะเป็นยังไงต่อก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– ทุกคนเต็มที่มาก และรายชื่อที่ได้มาก็เป็นรายชื่อที่ตั้งใจแน่วแน่จริง ๆ ที่อยากจะให้การนิรโทษกรรมถูกผลักดันเข้าในสภาให้ได้ และทุกคนเห็นความสำคัญว่าทำไมต้องลงชื่อในนิรโทษกรรมประชาชน เพราะฉบับอื่นไม่รวมมาตรา 112

– ถ้าหากฉบับเข้าไปในสภาได้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักการเมืองในสภาจะพิจารณาโดนยึดหลักบนฐานของการนิรโทษกรรมประชาชนเป็นหลักก่อน และรวมมาตรา 112

– ตอนนี้พรบ.นิรโทษกรรมได้เข้าไปอยู่ในสภาแล้ว อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน

– จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนพูดถึงเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

💬คำถาม : ตอนนี้ในสภา ร่างพรบ.นิรโทษกรรมอยุ่ระหว่างการรับฟังความเห็นกันอยู่ และมีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา อยากจะให้อัปเดตกระบวนการตอนนี้

📌ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

– กระบวนการของคณะกรรมาธิการยังไม่ได้ไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ไม่ได้สำคัญ คณะกรรมาธิการก็มีการตั้งอนุกรรมการ ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่ได้มีการหยิบเอาร่างไหนมาพูด

– ตอนนี้มี 2 ประเด็นที่ยังไม่ยุติ 1. จะมีการตั้งคณะกรรมการหรือไม่ 2. เรื่องมาตรา 112

– คณะกรรมธิการมองว่าการรวม 112 อาจจะต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบ

– ขั้นตอนต่อไปอยากจะให้ทุกคนร่วมกันพูดถึง เรื่อง “การลงมติว่าให้มีคณะกรรมการหรือไม่”

– คณะกรรมการแจ้งมาโดยตลอดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะไม่ได้ร่าง แต่เป็นเพียงแค่แสดงความคิดเห็นประกอบว่าควรเป็นแบบไหน

📌 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

– สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่กล้าทำ คือ ไม่กล้าพูดว่าตัวเองจะเอาอะไร ธงมีอยู่แล้วว่าจะไม่ให้กรณีมาตรา 112

– ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อให้ดูเหมือนว่าคณะกรรมธิการสรุปออกมาเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นด้วยการเอาสถิติมาวางโดยไม่มีมาตรา 112 สุดท้ายก็จำเป็นจะต้องมี “การลงมติว่าให้มีคณะกรรมการหรือไม่” โยนเรื่องโยนที่อยากจะฟันธงว่าไม่รวมมาตรา 112 ให้กับคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง ข้อสรุปของรัฐบาลคือยังไงก็ไม่อยากจะให้มีการรวมมาตรา 112 ในพรบ.นิรโทษกรรม

💬คำถาม : คิดว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐบาลจะเสนออีกร่างหนึ่งหรือไม่

📌ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

– คิดว่าเขาโยนหินถามทางจากคณะกรรมาธิการ ท่าทีของสส.พรรคเพื่อไทยก็พยายามวางเฉย พูดคุยกันเองไม่ยอมเปิดรับฟัง ตัวเองเชื่อว่าทุกคนถ้าได้รับรู้เรื่อง 112 จริง ๆ เขาก็จะเข้าใจ

📌 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

– การให้รัฐบาลเสนอพรบ.นิรโทษกรรม เป็นเรื่องสำคัญมาก ตอนนี้ถึงจะมีร่างพรบ.ฉบับประชาชนหรือว่าพรรคอื่น ๆ เข้าไปก็ต้องไปต่อคิว ซึ่งคิวก็ยาว หากเป็นร่างที่ทางรัฐบาลเสนอเข้าไป ก็จะมีสิทธิก่อน ที่จะลัดคิวขึ้นไป แล้วนำร่างฉบับประชาชนไปประกบได้ ถ้ามีแค่ร่างฉบับประชาชนก็จะอยู่คิวท้ายบัญชีไปเรื่อย ๆ 

– การที่พรรคเพื่อไทยเสนอพรบ.ฉบับของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ แต่ตัวกรรมาธิการเองก็น่าจะมีข้อเสนอแนะหรือความเห็นอะไรสักอย่างไปให้กับทางสภาและรัฐบาล

– ความเป็นไปได้ที่ทางพรรคเพื่อไทยจะเสนอพรบ.นิรโทษกรรม ก็เป็นไปได้ แต่เสนอแล้วมีมาตรา 112 หรือไม่ก็อาจจะยาก 

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะออกพรบ.นิรโทษกรรม การตั้งคณะกรรมธิการมาก็คือการพยายามหาความชอบธรรมประกอบเพื่อเป็นการอ้างอิงในการออกพรบ.นิรโทษกรรมของตัวเอง และเชื่อว่าจะไม่มีมาตรา 112 เพราะว่าไม่กล้าในการเอามาตรา 112 ไปรวมอยู่ในพรบ.นิรโทษกรรม

💬คำถาม : คิดเห็นอย่างไรกับคดีมาตรา 112 เป็นจุดตัดของการนิรโทษกรรม หรือเป็นจุดใหญ่ของสังคมไทย

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– คิดว่าถูกแล้วที่คดีมาตรา 112 จะเป็นจุดตัดของการนิรโทษกรรม จะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมก็ขึ้นอยู่กับมาตรา 112 ว่าถูกรวมเข้าไปหรือไม่ มาตรา 112 ถูกยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังหรือเปล่าว่ามีปัญหาที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยตรง ถูกยกขึ้นมาว่าเป็นมาตราที่มีสิทธิพิเศษในการขังคนจนตายได้

– การที่รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงมาตรา 112 พยายามที่จะบอกว่ามาตรานี้ไม่สำคัญ เอาไว้ก่อน ไว้ทีหลังสิ่งนี้คือแปลก ไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย

– รัฐบาลชุดนี้พยายามเบี่ยงออก พยายามปัดความรับผิดชอบออกจากตัว ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ในความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ ซึ่งรัฐบาลควรที่จะยอมรับต่อสาธารณะอย่างจริงใจ ว่าเห็นว่ามาตรา 112 มีปัญหาและจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

💬คำถาม : ทำไมเรื่องของการถกเถียงเรื่องการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ทำไมต้องเกิดคำถามว่านิรโทษหรือไม่นิรโทษ 112 ดี

📌 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

– คนที่โดนคดีมาตรา 112 จำนวนมาก เป็นคนปกติธรรมดาที่อาจจะไปอยู่ผิดที่ผิดทาง มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหา

– เวลาคุยกันเรื่องมาตรา 112 ฝ่ายที่สนับสนุนการมีอยู่ของมาตรา 112 ก็จะไม่ไปดูที่รายละเอียดของการใช้ ของคดี เขามองเพียงแค่ว่ามันมีเอาไว้เพื่อปกป้อง พูดแต่เรื่องหลักการโดยที่ไม่ได้ดูรายละเอียด

💬คำถาม :คิดว่าหากได้พรบ.นิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 จะเป็นปัญหาอย่างไร

📌 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

– คนที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี มันก็จะกลายเป็นแค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านไป

📌ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

– มันก็จะกลายเป็นพรบ.ที่ไม่มีประโยชน์ ทำแค่เป็นพิธีว่าทำแล้วนะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– หากไม่รวมมาตรา 112 ก็ไม่รู้จะมีไปทำไม เหมือนไม่มีนิรโทษ ไม่มีประโยชน์ เสียดายเวลา เสียดายตังค์ เสียดายงบ เสียดายความคาดหวังที่เราหวังกัน คือถ้าตั้งคณะกรรมการในการพิจารณายื้อเวลามาขนาดนี้แล้วสุดท้ายจะออกมาบอกว่ามองไม่เห็นความสำคัญของมาตรา 112 หากไม่รวมก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

💬คำถาม : คิดเห็นอย่างไรกับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาว่าคดีไหนควรได้รับการนิรโทษกรรม (ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล)

📌 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

– คดีหลาย ๆ ครั้งเป็นการยัดข้อหา ดังนั้นมันมีความซับซ้อนมาเกินกว่าที่จะบอกว่าคดีตามมาตราต่อไปนี้

นิรโทษกรรม ก็อาจจะตกหล่นและไม่พอ คณะกรรมการมีส่วนสำคัญในการมาดูรายละเอียด กลั่นกรอง 

📌ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

– การมีคณะกรรมการขึ้นมาก็เพื่อมาดูพฤติการณ์ของคดีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ เป็นหัวใจของการนิรโทษกรรม เอาตัวคดีมายึดให้การนิรโทษกรรมไม่ได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการต้องมีคณะกรรมการ ไม่มีไม่ได้เลย

💬คำถาม :สมมติว่าได้กฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาแล้วรวมมาตรา 112 ด้วย คิดว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรทางสังคมของประเทศไทยบ้าง

📌ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

– ถ้ารวมมาตรา 112 นี่แหละถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าสังคมเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะนิรโทษกรรม ก็จะเป็นผลดีต่อสังคม และเป็นผลดีต่อสถาบันด้วย เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีทางการเมือง

📌 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

– ถ้าไม่ได้มาตรา 112 ประชาชนก็จะเริ่มสูญเสียศรัทธาในระบบประชาธิปไตยไปเรื่อย ๆ เกิดการเสื่อมถอย ต้องทำสิ่งที่คนอยากได้จริง ๆ สักครั้งนึง เพื่อดึงเอาความศรัทธากลับคืนมา เปลี่ยนบรรยากาศทางการเมือง

📌ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

– ถ้ารวมมาตรา 112 นี่จะเป็นการคืนความปกติในการใช้สิทธิเสรีภาพให้กับสังคมไทย แต่ว่าถ้าหากว่าไม่รวม รัฐบาลเองก็ต้องหาพื้นที่การพูดคุยถึงมาตรา 112 ด้วย ต้องเอาให้ชัดว่าจะมีพื้นที่ไหนที่จะสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้ ต้องให้คำตอบว่ารัฐบาลชุดนี้จะจัดสรรการคุยเรื่องนี้ให้ไปอยู่ตรงไหน

📌 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

– ทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไป สักวันหนึ่งมันก็จะได้ มันจะได้ทีละขั้นแต่สุดท้ายมันจะได้ วันที่มันได้ ถ้าเสนอนิรโทษกรรมไม่ผ่านก็เสนอยกเลิกกฎหมายมันก็จะผ่าน

Author