ใบแจ้งข่าว สรุปคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน
หมายเหตุ: เนื่องจากคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ผูกพันต่อคำพิพากษาของตุลาการเจ้าของสำนวน และคู่ความสามารถขอคัดสำเนาได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น สรุปสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงการสรุปความเท่านั้น อาจเกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงไม่ควรนำไปใช้อ้างอิง
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา
ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี พร้อมตุลาการผู้แถลงคดี มีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กลุ่มเพื่อนและครอบครัวของผู้ฟ้องคดีกว่า 15 คน เดินทางมาจาก 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อเข้าร่วมรับฟังการพิจารณา โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลยืนยันว่าตนเองถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ทหารจริงปรากฏตามใบรับรองแพทย์ จึงขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานตามมาตรา 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อหน้าศาลปกครองสูงสุด สรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้
1. ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ นั้น วินิจฉัยว่า
ในส่วนของอำนาจควบคุมตัว วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัว แม้ตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้แสดงพยานหลักฐานตามที่กล่าวอ้างว่าตรวจพบประกาศกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจควรรู้ เอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รูปภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรยะลา ภาพการประกอบระเบิดเคลย์โมร์ และไฟล์การรวบรวมระเบิดต่างๆ มาแสดงต่อศาลตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากมีผู้ที่ถูกออกหมายจับอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วย ก็ถือว่ามีเหตุเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้
ในส่วนที่สอง การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตามมาตรา 15 ทวิ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งกำหนดให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองรวม 9 วัน จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่าในระหว่างถูกควบคุมตัวพบข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นเหตุให้ควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่อนั้น เห็นว่าฟังไม่ขึ้น เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าตนไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 16 นั้น ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีการกักตัวเพื่อซักถามเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
2. ประเด็นที่สอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมตามที่ขอท้ายฟ้องหรือไม่นั้น
ศาลวินิจฉัยว่าแม้ศาลปกครองสามารถนำมาตรา 438 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้โดยอนุโลมและกำหนดค่าเสียหายตามความร้ายแรงแห่งการละเมิดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2546 ข้อ 3 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อันเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเยียวยาและเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม จึงนำมาใช้กับคดีนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเห็นว่า ในระหว่างการกักตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้เพื่อซักถาม ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นที่ยุติว่าบาดแผลบริเวณร่างกายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการกักตัวไว้เพื่อสอบถามของหน่วยงานราชการ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซักถามจนเกิดบาดแผล ที่ศาลปกครองสงขลาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิดจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสงขลายังคลาดเคลื่อนไปอยู่บ้างในส่วนของการกำหนดค่าเสียหาย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าเสียหายตามกฎกระทรวงฯ ข้างต้น กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเป็นเงินคนละ 30,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนค่าเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 นั้น เห็นว่าอยู่ในข้อ 3 (4) ค่าตอบแทนค่าเสียหายอื่น กำหนดให้คนละ 15,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท)
3. ประเด็นที่สาม ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายในการถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลปกครองสงขลากำหนดค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 250,000 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียง 2 วัน เมื่อพิจารณากฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 400 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายวันละ 200 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี)
รวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 45,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:
– สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682
– จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
![[PR]CrCF ส่งหนังสือถึงสถานทูตอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกรณี “อันดรี ยูนุส” นักปกป้องสิทธิชาวอินโดนีเซียถูกสาดน้ำกรด](https://i0.wp.com/crcfthailand.org/wp-content/uploads/2026/03/31-3-69-1.png?resize=218%2C150&ssl=1)



