มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

“รัษฎา มนูรัษฎา” ทนายความราษฎร

0

“รัษฎา มนูรัษฎา” เป็นทนายความสิทธิมนุษยชนมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานวันแรกจนได้เดินทางว่าความเกือบครบทุกศาลในประเทศ ขาดเพียงแต่ศาลจังหวัดเบตง และศาลจังหวัดเทิง จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในทนายความสิทธิมนุษยชนที่ทำคดีด้านสิทธิ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนมามากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ  

40 ปี บนเส้นทางสิทธิมนุษยชนย่อมมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเป็นทนายความทั่วไป ประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมตัวตนของรัษฎา ไปจนถึงความมุ่งหวังในชีวิต และนี่คือเรื่องราวของทนายความอาวุโสผู้นี้

จุดเริ่มต้น ณ สำนักงานประดับกับสหายทนายความ

“ที่มาของประวัติต้องเริ่มจากคุณพ่อ คุณพ่อเป็นทนายความ ใบอนุญาตเลขที่ 10/2500 ผมจำเลขที่ใบอนุญาตทนายได้”

  “ประดับ มนูรัษฎา” บิดาของรัษฎา เป็นทนายความที่สนใจเรื่องของบ้านเมืองมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาวิชากฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาเมื่อเรียนจบการศึกษาจึงได้ไปทำงานเป็นทนายความประจำสำนักงานมนูกิจทนายความ และภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อบรรยากาศของสังคมเริ่มตื่นรู้ในเรื่องประชาธิปไตย ทำให้ประดับเริ่มทำคดีให้กับภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งให้ความช่วยเหลือในคดีการเมือง คดีปกครอง รวมไปถึงคดีจากการประสานงานจากภาคประชาชน เช่น มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

การทำงานเป็นทนายความช่วยเหลือประชาชนของประดับ เป็นการทำงานร่วมสมัยกับทนายความผู้รักความเป็นธรรมเฉกเช่นเดียวกัน อาทิ  ฟัก ณ สงขลา ทองใบ ทองเปาว์ หรือสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ การต่อสู้ของพวกเขามีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่ภาคประชาชนและอาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มทนายสิทธิมนุษยชนกลุ่มแรกๆ ของประเทศ

ส่วนเส้นทางการเป็นทนายความของรัษฎานั้น เริ่มจากการเป็นเสมียนทนาย ช่วยยื่นเอกสารแทนบิดา ขับรถให้ รวมถึงคอยรับส่งขึ้นรถทัวร์เมื่อประดับต้องเดินทางไปต่างจังหวัด  

“สมัยก่อนรถทัวร์ ถ้าเขาไปว่าความชาวนาเขาจะขึ้นรถทัวร์ที่อนุเสาวรีย์ฯ ใกล้ๆ อนุเสาวรีย์ฯ จะมีบริษัทรถทัวร์บริษัทหนึ่ง เขามีบัตรโดยสารให้สำหรับทนายไปช่วยเหลือคดีชาวบ้านชาวนา ชื่อบริษัทดาราทัวร์”

เมื่อเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง การเดินทางไกลของรัษฎาก็เริ่มต้นขึ้น คราวนี้เป็นการเดินทางไกลในฐานะทนายความ คดีแรกๆ ที่เขาว่าความเป็นคดีช่วยเหลือชาวบ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อราวปี 2529 – 2530  ซึ่งรัษฎาเล่าว่าสมัยนั้นแม่ฮ่องสอนยังไม่มีทั้งถนนราดยางและไฟฟ้าใช้

“มีเรื่องว่าผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตและอ้างว่า (ผู้ตาย) เป็นคนร้ายคดีฆ่าอุกฉกรรจ์ แล้วก็วิสามัญในกระท่อมกลางป่า”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเหตุที่ยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตเพราะผู้ตายพยายามยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่  รัษฎาจึงต้องพิสูจน์ให้ศาลไม่เชื่อเช่นนั้น เขาคิดว่าคดีนี้คลี่คลายลงได้เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการค้นหาความจริง

“เนื่องจากว่าเรามีภาพถ่ายของคนเสียชีวิตด้วย แล้วเราก็เลยเอาภาพนี้มาถามหมอ บาดแผลที่ตายกระสุนเข้าหัวใจ แต่มันมีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย คือถ้าคนยิงต่อสู้กันจะมีบาดแผลกระสุนปืน แต่อันนี้มันมีบาดแผลซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นบาดแผลรอยถลอก รอยถูกทำร้าย แล้วเวลาเราถามหมอ หมอก็บอกว่าเป็นแผลถลอก และบาดแผลนี้เกิดก่อนตาย หมออธิบายด้วยว่าบาดแผลนี้มีปฏิกิริยาของน้ำเหลืองที่บาดแผล แสดงได้ว่าบาดแผลเกิดก่อนตาย ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปถูลู่ถูกังแล้วเกิดบาดแผล เพราะมีน้ำเหลือง ดังนั้นหมอเขาเบิกความดี”

ภาพถ่ายคนเสียชีวิตที่รัษฎาได้ใช้ถามหมอในชั้นศาลก็ใช่ว่าได้มาโดยง่าย แต่เกิดจากความกล้าหาญของผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นกำนันตำบลนั้นด้วยที่ต้องการค้นหาความจริง

“ตอนที่เอาศพมา แก (กำนัน) จะไปถ่ายภาพร่องรอยบาดแผลตามร่างกายผู้ตายขณะที่มีการชันสูตรพลิกศพ พวกตำรวจไม่ยอม แกไม่มีกล้องถ่ายรูป แกไปตามช่างถ่ายรูปที่ร้านถ่ายรูปมา แกก็ขอนายอำเภอซึ่งอยู่ร่วมการชันสูตรพลิกศพด้วย นายอำเภอก็บอกอยากถ่ายก็ถ่ายสิ ตำรวจไม่ยอมให้ถ่าย แต่นายอำเภอบอกถ่ายก็ถ่ายไป เราถึงได้ภาพสภาพศพเอามาถามหมอ นี่คือแกฉลาด”

แน่นอนว่าการค้นหาความจริงนี้ยังได้มาจากการตรวจสอบความจริงของอีกฝั่งว่ามีน้ำหนักหรือไม่ ข้อมูลที่รัษฎาได้มาจากการสอบข้อเท็จจริงพบว่าคดีนี้ แท้จริงแล้วผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่าจับกุมบริเวณชายแดน หลังจากเดินทางไปเอาไม้ที่ใช้สำหรับทำธูปหอม ต่อมามีการนำส่งตัวให้ตำรวจไทยควบคุมตัวต่อ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับให้ข้อมูลว่าตำรวจได้บุกไปยังกระท่อมกลางป่าตั้งแต่ยังไม่สว่างเพื่อปิดล้อมจับกุมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียเอง 

“เราถามคุณตำรวจ คุณวางแผนยังไงจะเข้าล้อมจับ เขาก็บอกว่าก็วางแผนจะเข้าจุดโอบล้อม แล้วก็เขียนแผนที่ ก็เลยถามว่าแล้วเอาแสงไฟที่ไหน เขาก็ตอบว่าก็แสงดวงจันทร์ไง เราไปดูปฏิทิน โอ้โห แรม 14 ค่ำ มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีหรอกดวงจันทร์”

สุดท้าย รัษฎาสามารถพิสูจน์จนทำให้ศาลเชื่อว่าผู้ตายไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด รัษฎารู้สึกว่าตนได้ช่วยชาวบ้าน และการเดินทางไกลครั้งนี้สอนเขาว่าการเป็นทนายความที่ทำคดีช่วยเหลือชาวบ้านนั้น ทนายความต้องเดินทางไปหาชาวบ้าน ต่างจากคดีธุรกิจที่ลูกความสามารถเดินทางมาหาทนายความได้เอง 

“คนเหล่านี้เขาเป็นคนถูกเอารัดเอาเปรียบ บางทีผมว่าเราช่วยเขา ก็เหมือนช่วยให้เขาพ้นทุกข์ เขาก็จะรู้สึกดี เวลาคดีเขามีผลออกมาดี”

“ทนายสมชาย นีละไพจิตร”

หลังจากคดีสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่แม่ฮ่องสอน คดีส่วนมากที่รัษฎารับผิดชอบมักจะเป็นคดีที่มีคู่ความเป็นผู้มีอำนาจหรือเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด รัษฎามองว่าสำหรับชาวบ้าน รวมไปถึงทนายความในพื้นที่นั้น การต่อสู้ในเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่งและมีราคาที่ต้องจ่ายสูง โดยเฉพาะความปลอดภัยในพื้นที่ เขาจึงมองว่า บทบาทของทนายความจาก “ส่วนกลาง” หรือจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ จึงมีบทบาทที่สำคัญ และเมื่อมีสังกัดสภาทนายความทำให้การทำงานของพวกเขาถูกรับรู้และปลอดภัยมากขึ้น  

รัษฎาทำงานเป็นทนายความให้กับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความมาเป็นระยะเวลานาน และที่นี่ทำให้เขาได้พบเจอกับมิตรสหายวิชาชีพที่รักความเป็นธรรมหลายคน หนึ่งในนั้นคือ “ทนายสมชาย นีละไพจิตร” ซึ่งเขาทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่ราวปี 2545 ขณะนั้นทนายสมชายเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ในขณะที่รัษฎาเป็นกรรมการ

หลังจากทำงานร่วมกันทั้งในสภาทนายความและในการว่าความ รัษฎาเล่าว่า ทนายสมชายมีฝีมือและถามความเก่ง รวมทั้งมีอัธยาศัยดี ไม่ถือตนว่าเป็นทนายความอาวุโส เขาจำได้ว่าเมื่อมีการประชุมคดีสิทธิฯ ภายหลังจากเสร็จประชุม คณะทำงานก็มักจะไปทานข้าวด้วยกันต่อ แต่ทนายสมชายมักจะกลับบ้านเสมอ 

“เขาเป็นคนรักครอบครัวนะผมว่า พอเลิกประชุม บางทีเราจะทานข้าวกัน แต่พี่สมชายจะกลับบ้าน เป็นคนที่จะต้องกลับบ้าน”

ในช่วงปี 2547 ทนายสมชายได้ไปช่วยทำคดีให้ผู้ต้องหาในเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ได้มีการสอบข้อเท็จจริงและกำลังทำหนังสือขอความเป็นธรรม เรื่องที่ผู้ต้องหาถูกซ้อมบังคับให้รับสารภาพ ในขณะเดียวกันทนายสมชายก็ได้เดินหน้าเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก หลังจากนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 ทนายสมชายก็ถูกบังคับให้สูญหาย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เสาหลักในการช่วยเหลือคดีความของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หายไป

 “ผมเคยไปรอรถแท็กซี่ต่างจังหวัดที่คิวรถ ระหว่างที่รถยังไม่ออกผมก็ไปนั่ง คนก็ไม่ได้รู้จักกันนะ เป็นชาวบ้านๆ เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกว่ามาขึ้นศาล เป็นทนายความ เขาก็พูดถึงพี่สมชาย แล้วก็ร้องไห้ คือ เขารู้สึกว่าไปช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมแล้วต้องมาโดนเจ้าหน้าที่อุ้มหายไป”

ต่อมาในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เกิดเหตุการณ์ตากใบขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 ราย นับแต่นั้นรัษฎาเริ่มเดินทางไปทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2548 – 2550 เพราะมีคดีที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งคดีแก้ต่างให้จำเลยที่เป็นชาวบ้าน 58 คน จากการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ คดีไต่สวนการตายผู้เสียชีวิตทั้ง 85 ราย รวมถึงคดีที่ชาวบ้านฟ้องร้องรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหาย

ทนายความที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในขณะนั้นมักจะต้องเผชิญกับการถูกตีตราว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่เป็นภัยต่อรัฐ แม้แต่ทนายสมชายก็ต้องเผชิญกับการถูกเรียกว่า ‘ทนายโจร’ วาทกรรมเหล่านี้ถูกใช้เพื่อหวังจะลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีการทำงานตามวิชาชีพของบุคคล และสร้างความชอบธรรมในการคุกคามหรือแม้แต่อุ้มหายคนคนหนึ่ง 

“คนผิดหรือไม่ผิดเขาก็มีสิทธิต้องมีทนายความ ไม่ว่าเขาจะเป็นโจรผู้ร้ายศาลยังตั้งทนายให้เลย ทนายขอแรง ทนายแก้ต่าง เขาว่าความเองได้อย่างไร ดังนั้นมันเป็นหลักสากลที่คนจะต้องมีทนายความ แล้วเขาร้องขอ ไม่ว่าเขาจะผิดหรือจะถูก แต่อยู่ที่เรา  ถ้าเราเห็นว่าเขาผิดจริงก็แนะนำรับสารภาพไป หนักก็เป็นเบา แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีสิทธิที่จะมีทนาย แล้วใครไปช่วยเขากลายเป็นโจรอย่างนี้ได้อย่างไร พูดแบบนี้ไม่ถูก”

“การที่ถ้าหากเขามีทนายแก้ต่าง แล้วถ้าศาลฟังได้ปราศจากข้อสงสัยเชื่อว่าผิดจริง ศาลลงโทษไป มันก็เป็นเรื่องที่เคลียร์ หมายความว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจนศาลฟังเชื่อได้ว่าคนกระทำผิดแล้วลงโทษ อย่างนี้ความยุติธรรมมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

ในจังหวัดชายแดนใต้ กฎหมายพิเศษอย่างพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (กฎอัยการศึก) ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกควบคุมตัวหายไปหลายประการ ทั้งการถูกยกเว้นสิทธิในการถูกนำตัวส่งต่อศาลทันทีภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้ศาลพิจารณาความชอบธรรมในการจับกุมและควบคุมตัวตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิในการพบทนายความในทันที กฎหมายพิเศษให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวโดยยังไม่ต้องส่งตัวต่อศาลได้สูงสุดถึง 37 วัน แม้จะมีช่องโหว่จากการถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หลายครั้งศาลยังคงรับฟังคำให้การที่ได้มาระหว่างถูกควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจได้มาจากการทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพ   

“แม้ทนายทำเต็มที่แก้ต่างให้ แต่ยังไปหยิบเอาคำให้การที่ไม่ได้มีทนายความร่วมฟังการสอบสวนแล้วมาลงโทษอย่างนี้ก็ไม่ถูก ซึ่งมีหลายคดีนะที่ฟังอย่างนั้นแล้วมาลงโทษ แต่ตอนหลังคดีรู้สึกว่าดีขึ้น อันนี้ก็ต้องเป็นเพราะบทบาทของทนายที่ไปทำคดี ที่เอาข้อมูลมาให้สังคมหรือวงการนักกฎหมายได้เห็นกัน ถ้ามันไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไข”

นอกจากเหตุการณ์ตากใบ รัษฎายังเป็นหนึ่งในทนายที่ทำคดีการบังคับสูญหายทนายสมชายในชั้นอุทธรณ์และฎีกา  ในมุมทนายความ คดีนี้เป็นคดีที่มีความยากและท้าทายยิ่ง ทั้งจำนวนพยาน จำนวนเอกสาร รวมถึงข้อมูลที่ซับซ้อน แต่ในฐานะเพื่อนร่วมงาน รัษฎามองว่าครอบครัวของทนายสมชายเข้มแข็งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนั่นเป็นพลังให้เขาทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไปด้วย 

“ถ้ามองครอบครัวเขาผมว่า คุณอังคณาสิ กลับดูเข้มแข็ง หลังจากที่พี่สมชายหายไปคุณอังคณาเริ่มมามีบทบาทเรื่องของสิทธิ คุณอังคณาเริ่มเข้ามาภาคประชาสังคม และไปในหลายๆ เวที เรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่สมชายเต็มที่ ไม่ว่าจะไปต่างประเทศ หรือแม้แต่กรุงเจนีวา”

ชัยชนะ ณ วันที่ชุมชนเข้มแข็ง

ชัยชนะของทนายความสิทธิมนุษยชนไม่เคยได้มาโดยง่าย หากต้องเลือกคดีที่ประทับใจมาเล่า รัษฎานึกถึงคดีแพ่ง “ชัยภูมิ ป่าแส” 

ชัยภูมิ ป่าแส เป็นนักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารด่านบ้านรินหลวงสังหารเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์ของชัยภูมิที่ขับมาพร้อมเพื่อนอีกหนึ่งคน เจ้าหน้าที่อ้างว่าชัยภูมิพยายามขัดขืนและทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้าง จึงใช้อาวุธปืนยิงชัยภูมิจนเสียชีวิต โดยภายหลังระบุว่ากระทำไปเพื่อป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ยังอ้างว่าพบยาบ้าเป็นจำนวน 2,800 เม็ด ซ่อนอยู่ในหม้อกรองน้ำของรถยนต์ของชัยภูมิ

ต่อมาครอบครัวได้เดินหน้าฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 และเพื่อดำเนินการค้นหาความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านชั้นศาล การต่อสู้คดีเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 และใช้เวลาต่อสู้ถึงสามศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา จนในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 เป็นเวลากว่า 6 ปีหลังชัยภูมิจากไป ศาลฎีกาสั่งกองทัพบกชดใช้กว่า 2 ล้านบาทให้ครอบครัวชัยภูมิ

โดยปกติหากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ความหวังในการไปต่อชั้นฎีกานั้นไม่แน่นอนเสมือนอยู่บนเส้นด้าย การไปสู่ชั้นฎีกาไม่สามารถทำได้ทันทีแต่จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ในบางกรณีฝ่ายกลั่นกรองอาจวินิจฉัยไม่รับฎีกาได้ 

“ผมว่าคดีชัยภูมิ ป่าแส เราก็ถือว่าโชคดี ศาลชั้นต้นคดีแพ่งเราแพ้ ตัดสินยกฟ้องเฉยเลย ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินยืน ยกฟ้องอีก ศาลฎีกาตัดสินกลับให้ครอบครัวชัยภูมิชนะ ผมว่าคดีนี้ศาลฎีกาละเอียดดี ดูละเอียด แล้วเราเขียนอุทธรณ์กันเป็นทีมช่วยกันดู เราเอาทุกประเด็น”

แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาตัดสินใจความว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของพลทหารโดยนำอาวุธปืนเอ็ม 16 ซึ่งเป็นอาวุธสงครามมีอานุภาพร้ายแรงไปใช้งานนั้น พลทหารสมควรจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้ปืนชนิดนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตผู้อื่น การที่พลทหารตัดสินใจใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีโดยตนเองกำลังวิ่งไล่ตามอยู่นั้น ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลจักต้องมีตามวิสัย และพฤติการณ์และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ การกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด 

“เราเขียนให้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารยืนยันว่ามีกล้องวงจรปิดตรงด่านรินหลวงแล้วกล้องใช้การได้ มีบันทึกภาพเกิดเหตุและมีการทำสำเนาไว้ด้วย แต่กองทัพบกไม่ยอมเปิดเผย ศาลเขียนมาว่ามันเป็นภาระการพิสูจน์ของเขา เขามีภาระแต่กลับไม่แสดงพยานหลักฐานสำคัญ”

แม้จะใช้เวลาอย่างยาวนาน แต่รัษฎามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้คดีนี้ประสบความสำเร็จ คือ ความเข้มแข็งของชุมชน 

“บางทีถ้าเขาถือว่าเป็นเรื่องชุมชนเขา คือไม่ใช่เรื่องครอบครัว ไม่ใช่เรื่องชัยภูมิ แต่เป็นเรื่องชุมชนของเขา ชนเผ่าของเขา มันก็จะมีคนที่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องช่วยกัน ไม่ใช่แต่ให้ครอบครัวเขามาทำ นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมลาหู่”

ในชั้นสืบพยานคดีนี้ รัษฎาและทีมทนายความได้พูดคุยกับครูในโรงเรียนของชัยภูมิและให้มาช่วยเบิกความถึงพฤติการณ์สภาพแวดล้อม แม้จะไม่ได้เป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ ครูของชัยภูมิยืนยันว่าชัยภูมิไม่มีแนวโน้มที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งยังให้ข้อมูลยืนยันว่าชัยภูมิเป็นประธานนักเรียน การจะเป็นประธานนักเรียนได้ นักเรียนทั้งโรงเรียนรวมถึงครูทั้งโรงเรียนต้องเลือกให้เขามาเป็นประธาน เพื่อให้ศาลได้เห็นถึงพฤติการณ์แวดล้อมและภาพรวมของคนๆ นั้น

นอกจากความเข้มแข็งของชุมชนแล้ว รัษฎามองว่าสื่อยังมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนให้ร่วมติดตาม เมื่อเป็นคดีที่ประชาชนสนใจก็เป็นที่มั่นใจได้มากขึ้นว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส 

อีกบุคคลหนึ่งซึ่งรัษฎาเชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพิสูจน์ความจริงในคดีนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจ และเก็บวัตถุระเบิด สำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวการใช้ระเบิดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประกอบเป็นข้อมูลให้ศาลได้พิจารณา 

พยานผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานวัตถุระเบิดว่าต้องมีการเปิดฝาเกลียวออก ด้านในของฝาเกลียวจะมีห่วงสลักนิรภัย และต้องเจาะกระดาษบางๆ แล้วใช้นิ้วก้อยคล้องห่วงเหล็กที่อยู่ด้านใน และใช้มือจับบริเวณด้ามของระเบิด และหากระเบิดยังไม่ทำงานก็สามารถตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและดีเอ็นเอบนวัตถุระเบิดได้ ประเด็นนี้ทำให้ศาลฎีกามองว่าเป็นข้อน่าสงสัยอย่างมาก เพราะหากชัยภูมิถือวัตถุระเบิดวิ่งหนีเป็นระยะทาง 50 เมตร จริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ควรต้องมีลายนิ้วมือและดีเอ็นเอในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบ 

จากคดีแพ่งชัยภูมิ ป่าแส จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าชัยชนะของคดีเกิดได้เพราะพลังของประชาชนและชุมชนที่เข้มแข็ง และจากผู้ที่รักความเป็นธรรมทุกคนที่ร่วมกันทำหน้าที่ของตนอย่างสุจริตเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม

ความหวัง ณ วันนี้และวันหน้า

สำหรับรัษฎาการเป็นทนายความที่ดี คือ ทนายความที่มีความรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์สุจริต 

“ถ้าเป็นทนายธุรกิจก็อย่าไปฉวยโอกาสในจังหวะที่เขาเดือดร้อนหรือตัวเองมีจังหวะเอาเปรียบเขา มีเยอะนะ พอเรื่องประโยชน์เรื่องเงินๆทองๆ ทนายความบางคนไปถือโอกาสในจังหวะที่ตักตวงเอาแล้วเอาเปรียบเขา ผิด เข้าลักษณะของการผิดมรรยาททนาย ตรงนี้เสียหาย เป็นเรื่องเสียหายมาก”

ในปัจจุบัน รัษฎาเริ่มชะลองานว่าความของตนลง โดยลดจำนวนคดีที่ต้องเดินทางไปทำที่ต่างจังหวัด เหลือแต่เพียงทำคดีการเมืองให้กับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ  ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เขาไม่สามารถจะเดินทางไปทั่วประเทศเหมือนสมัยหนุ่มๆ แม้บทบาททนายความของรัษฎากำลังผ่อนกำลังลงตามกาลเวลา รัษฎามองว่าอีกหน้าที่หนึ่งของตนคือการส่งต่อความรู้และประสบการณ์ให้กับทนายความรุ่นใหม่ๆ ต่อไป  

“เวลาเราตั้งคณะทำงานสภาทนายความ ผมจะบอกเลยว่าเราต้องเอาคนรุ่นใหม่มาทำด้วย แล้วให้เขาทำพร้อมเรา เราก็ให้เขาดูบทเรียน ต่อไปมันต้องมีคนสานต่องานช่วยเหลือประชาชน”

ตลอดการทำงานเป็นทนายความมาทั้งชีวิตเพื่อหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมไทย แม้ว่าปัจจุบันจะยังคงต้องพัฒนาต่อไปและยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องแก้ไข แต่ที่ผ่านมารัษฎาถือว่ามีชัยชนะอยู่และมีความเปลี่ยนแปลงตลอดจนพัฒนาการที่ดีเกิดขึ้นหลายประการ เขาจึงเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรสังคมจะยังคงเดินหน้าต่อไปในทางที่ดีขึ้น 

“ถามว่าระยะอย่างนี้ยังดีไหม ก็ยังไม่ดี คาดหวังไหม แน่นอนต่อไปต้องดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงสังคมมันต้องไปในทางที่ดีขึ้น แต่อาจใช้เวลาอยู่”

12 มีนาคม วันแห่งการพรากจาก และ 21 ปีที่ยังไม่ทราบชะตากรรมของ “สมชาย นีละไพจิตร”

0

“สิทธิในการรักษาความทรงจำของเหยื่อ หลายคนพยายามที่จะทำให้เขาลืม หลายคนพยายามที่จะขัดขวาง พยายามที่จะสอดแนมไม่ให้มีการจัดงานรำลึกต่างๆ ซึ่งดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐพยายามทำลายความทรงจำของเหยื่อ ลูกๆ ของดิฉันเคยพูดเสมอนะคะว่า สิ่งที่พวกเรากลัวมากที่สุดก็คือ เรากลัวว่าเราจะลืมพ่อ และถ้าเราไม่ลืม การดิ้นรนต่อสู้ของเราก็ยังอยู่ แต่ถ้าเมื่อไรที่เราลืม และเรายอมให้ความกลัวเข้ามาครอบงำ เมื่อนั้นเราก็จะไม่สามารถที่จะทำอะไรเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีคนหาย และหาความจริงให้กับคนที่หายไปแล้วได้อีก”

ส่วนหนึ่งของปาฐกถาโดยอังคณา นีละไพจิตร ในงาน “Echoes of Hope: ให้กฎหมายทำงาน ให้ความยุติธรรมเป็นจริง” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

อังคณาเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการบังคับสูญหาย โดยในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน สามีของอังคณา ถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งบังคับนำตัวขึ้นรถต่อหน้าผู้คนมากมายในย่านรามคำแหง และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

สมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ทุ่มเทชีวิตทำงานเพื่อปกป้องหลักกฎหมายและความยุติธรรม เขาเป็นผู้หนึ่งที่เคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู รวมถึงผู้ที่เป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ และวิพากษ์วิจารณ์การประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลงานหนึ่งของเขา คือการเป็นทนายว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อกันว่าการรับเป็นทนายให้กับผู้ต้องหากลุ่มนี้ ทำให้สมชายต้องถูกบังคับสูญหายในที่สุด

เช่นเดียวกับคดีอุ้มหายอื่นๆ คดีของทนายสมชายต้องเผชิญกับอุปสรรคและความไม่ชัดเจนในกระบวนการยุติธรรมตลอดมา แม้จะเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างมาก โดยไม่นานหลังจากที่สมชายหายตัวไป มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ทว่าใน พ.ศ. 2558 ศาลพิพากษาให้ยกฟ้องคดี เนื่องจากครอบครัวของทนายสมชายไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่อยู่ของทนายสมชาย ทำให้ไม่สามารถเป็นโจทก์แทนทนายสมชาย และมีคำพิพากษาที่ปฏิเสธสิทธิในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล 

ต่อมาใน พ.ศ. 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ประกาศปิดคดีทนายสมชาย โดยให้เหตุผลว่าไม่พบผู้กระทำความผิด และใน พ.ศ. 2565 ศาลอาญามีคำสั่งระงับการให้ความคุ้มครองพยานต่ออังคณา เนื่องจากเห็นว่าคดีเกี่ยวกับหายตัวไปของทนายสมชายได้รับการพิจารณาจนเสร็จสิ้นไปนานแล้ว

คดีการอุ้มหายทนายสมชาย ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ระหว่างทางยังเต็มไปด้วยกระบวนการสร้างอคติต่างๆ ทั้งการกล่าวหาว่าทนายสมชายเป็น “ทนายโจร” จากการช่วยเหลือผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพยายามลดทอนความสำคัญของคดี เช่น การให้ข่าวว่าทนายสมชายทะเลาะกับภรรยาแล้วหนีไป รวมทั้งในการเคลื่อนไหวของอังคณา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี ยังทำให้เธอตกเป็นเป้าโจมตีและถูกข่มขู่ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่องด้วย เพราะฉะนั้น การบังคับสูญหายจึงไม่ใช่แค่การทำให้คนคนหนึ่งหายตัวไปเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบให้กับ “คนข้างหลัง” มากมายอย่างที่หลายคนไม่อาจคาดคิด

เป็นเวลา 21 ปีแล้ว ที่ครอบครัวยังไม่ทราบชะตากรรมของทนายสมชาย และแม้จะยังไม่มีความหวังที่จะพบกันอีกครั้ง แต่อังคณาและครอบครัวก็ยังคงเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องการบังคับสูญหาย และในขณะที่เธอถ่ายทอดเรื่องราวของสามีและพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับครอบครัว เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์ของผู้เสียหายรายอื่นๆ และเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายทุกคนที่ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และปัจจุบัน เธอเป็นสมาชิกของคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยบังคับหรือไม่สมัครใจ

นอกจากจะทราบชะตากรรมของผู้เป็นที่รักในสักวัน เธอหวังว่าผู้คนจะไม่ลืมเรื่องราวของทนายสมชาย เพราะการจดจำคือการยืนยันว่าคนผู้นั้นมีตัวตน และยังเป็นการยืนยันว่าคนข้างหลังยังคงต้องสู้ต่อ เพื่อความเป็นธรรมและความทรงจำที่มีต่อคนที่พวกเขารัก

แถลงการณ์ ขอเรียกร้องให้สืบสวนสอบสวนอย่างรวดเร็วและโปร่งใส กรณีการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว นายธิติสรรค์ อุทธนผล “อดีตผู้กำกับโจ้”

0

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน กรณีการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของ นายธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ “อดีตผู้กำกับโจ้”  เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 20.25 น. โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางคลองเปรมแจ้งว่าได้พบ นายธิติสรรค์ ได้ใช้ผ้าขนหนูผูกคอตนเองกับประตูห้องขังในแดน 5 โดยไม่มีการตอบสนองและไม่พบชีพจร เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยเหลือแต่ไม่สำเร็จ ครอบครัวและทนายความของนายธิติสรรค์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ นายธิติสรรค์ถูกกลั่นแกล้ง ข่มขู่และทำร้ายร่างกายโดยผู้คุม ขณะนี้ หลังผลการชันสูตรพลิกศพโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ครอบครัวจะจัดพิธีสวดอภิธรรมศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ โดยจะสวดเป็นเวลา 7 วัน และยังไม่มีการกำหนดวันฌาปนกิจ เนื่องจากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตโดยจะส่งศพให้แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตรวจพิสูจน์ซ้ำอีกทางหนึ่ง 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ตรวจสอบและจดบันทึกกรณีการทรมาน การปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย เห็นว่าการเสียชีวิตในระหว่างควบคุมของนายธิติสรรค์ดังกล่าว รวมถึงข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานนายธิติสรรค์ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุเสียชีวิต อาจเกิดจากความบกพร่องอย่างร้ายแรงโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย ที่จะไม่ถูกกระทำการทรมาน ซึ่งบัญญัติไว้ทั้งในกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี ได้แก่ รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ  (UNCAT) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 

นอกจากนี้ เมื่อมีการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว รัฐมีหน้าที่สืบสวนอย่างอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ โปร่งใส เป็นกลาง และมีประสิทธิภาพ  ถือเป็นความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ ซึ่งรวมถึงการรับประกันสิทธิในชีวิตและการห้ามการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี การสืบสวนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต ช่วยให้ครอบครัวได้รับการเยียวยา ปรับปรุงการบริหารจัดการเรือนจำหรือสถานที่ควบคุมตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต

การเสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าที่มิชอบด้วยกฎหมายต้องได้รับการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นมืออาชีพอันเป็นการเคารพสิทธิในชีวิตของผู้ตาย มูลนิธิฯ จึงขอเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. สืบสวนอย่างอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ โปร่งใส เป็นกลาง และมีประสิทธิภาพ โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตต้องมีส่วนร่วมตลอดทั้งกระบวนการ ได้รับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงรายงานชันสูตรพลิกศพได้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องเก็บรักษาพยานหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายและการเสียชีวิตของนายธิติสรรรค์อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการดัดแปลงหรือทำลาย สอดคล้องตามหลักการมินนิโซตาโปรโตคอล (Minnesota Protocol)
  2. หากพบว่ามีการกระทำผิด รัฐต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำ และชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงการยอมรับความผิดพลาดและขอโทษต่อสาธารณะ
  3. ปรับปรุงและพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำและสถานที่ควบคุมตัว กฎหมายและกฎระเบียบและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการตรวจสอบเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีทักษะในปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างมีมนุษยธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ตลอดจนการป้องกันการทรมานและการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  4. ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายออกระเบียบว่าด้วยขั้นตอนการสืบสวนการเสียชีวิตในการควบคุมตัว เพื่อปฏิรูปกระบวนการไต่สวนการตายให้สอดคล้องกับพิธีสารมินนิโซตา ตามคำแนะนำของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (CAT Committee) ที่เสนอต่อประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2567

จึงเรียนมาเพื่อโปรดตรวจสอบและดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นหลักประกันในกระบวนการยุติธรรมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน และเพื่อเป็นการรับประกันว่าจะไม่มีใครตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนนำมาซึ่งการเสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัว อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอีก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

กรุงเทพมหานคร

10 มีนาคม 2568

ศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 2 ปฏิเสธหนังสือขอเข้าสังเกตการณ์คดีพลทหารวรปรัชญ์ ทหารเกณฑ์เสียชีวิตขณะฝึก

0

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ทนายความพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง โดยมูลนิธิฯ ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล จึงขอเข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดี เนื่องด้วยคดีนี้เป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน และต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์และประสบการณ์ให้บุคคลที่มีส่วนได้เสียได้ติดตามการพิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายได้จริง และสามารถปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอื่น ๆ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้ดีขึ้นต่อไป 

ต่อมาศาลได้มีคำสั่งว่า “เนื่องจากคดีนี้มีจำเลยหลายคน และมีญาติทั้งสองฝ่าย และเจ้าหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้าร่วมการพิจารณา ทำให้การพิจารณาและดูแลความปลอดภัยในห้องพิจารณาไม่สะดวก จึงไม่อนุญาต”

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ต่อคู่ความ ต่อทนายความ และรวมถึงต่อสาธารณชน กล่าวคือ ประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีในศาลได้ และสื่อมวลชนสามารถรายงานข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีได้ เว้นแต่มีเหตุพิเศษที่ศาลเห็นควรให้เป็นการลับ เช่น คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ คดีล่วงละเมิดทางเพศ คดีเด็กและเยาวชน  หรือคดีที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของคู่ความหรือพยาน” 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ครูฝึกและครูผู้ช่วยทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล สังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งหน่วยฝึกได้มีการส่งเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี และส่งต่อไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งพลทหารวรปรัชญ์ เสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม 2567 จากนั้นหน่วยงานต้นสังกัดได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย วันที่ 24 มิถุนายน 2567 ซึ่งผลการสอบสวนมีผู้กระทำความผิดจำนวน 13 ราย และหน่วยได้มีการลงทัณฑ์ทางวินัยทั้งผู้ที่กระทำผิดและผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น ในฐานที่บกพร่องในการกำกับดูแล รวมถึงได้มีการช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต คดีนี้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567  และพบว่ามีผู้ต้องสงสัยในการกระทำความผิดเป็นพลทหาร 11 นาย และนายสิบ 2 นาย การกระทำของจำเลยทั้ง 13 คน เข้าลักษณะฐานความผิด “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันกระทำทรมานโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ และร่วมกันกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคดีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ และพลทหารอื่นๆ ที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง และได้รับการชดเชยเยียวยา รวมถึงสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดกับผู้ใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแท้จริง

พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย: ความหวังที่ (ต้องเป็น) มากกว่ากระดาษเปล่า

0

ย้อนไปเมื่อราว 15 ปีก่อน กลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการทรมาน การบังคับสูญหาย และการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความพยายามดังกล่าวล้มลุกคลุกคลาน ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย จนกระทั่ง พ.ศ. 2565 “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย” มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย” มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ), กลุ่มด้วยใจ และคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จึงได้จัดงาน  “Echoes of Hope: ให้กฎหมายทำงาน ให้ความยุติธรรมเป็นจริง” พร้อมจัดเวทีเสวนา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงประเด็นเรื่องข้อจำกัดและข้อท้าทายจากมุมมองที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือเวทีเสวนาที่มีชื่อว่า “ครบรอบ 2 ปี พ.ร.บ. ทรมาน ฯ พัฒนาการ ปัญหา ข้อท้าทายและข้อเสนอแนะ”

สมชาย หอมลออ คณะกรรมการ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและบังคับสูญหาย กล่าวถึงที่มาที่ไปและแนวคิดตั้งต้นของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า พ.ร.บ. นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ คืออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (CED) ที่ไทยได้ให้สัตยาบันและลงนามรับรองมาเป็นเวลายาวนาน

“โดยระบบกฎหมายไทยนั้น การให้สัตยาบันหรือการลงนามอย่างเดียวไม่เพียงพอ ในการที่จะบอกให้เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ก็คือตำรวจ ทหารต่างๆ ราชทัณฑ์ DSI ปปส. เป็นต้น ทำตามอนุสัญญา เราบอกแบบนี้ไม่ได้ ถ้าในประเทศไทยไม่มีกฎหมายภายในประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องผลักดันให้มีกฎหมาย พ.ร.บ. ทรมานหรือ พ.ร.บ.อุ้มทรมาน และ พ.ร.บ.อุ้มหาย พอมีกฎหมายแล้วจึงจะพูดกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก รวมทั้งมาตรการในการเยียวยา นอกจากชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ แล้ว การให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจ รวมทั้งประเด็นสำคัญก็คือการสืบสวนสอบสวนคดี เพื่อเอาเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษ อันนี้ถือเป็นการเยียวยาที่สำคัญที่สุด ถ้าเป็นกรณีอุ้มหายก็ต้องติดตามจนได้ตัวมาให้ได้” สมชายกล่าว

ความสำเร็จของ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

แม้เนื้อหาของ พ.ร.บ. โดยรวมจะค่อนข้างสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้งสองฉบับ ทว่าใน พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ยังมีบางประเด็นที่ต้องปรับปรุง เช่น ประเด็นเรื่องอายุความของคดีทรมาน ซึ่งไม่ควรมีอายุความ แต่ในกฎหมายไทยยังคงให้มีอายุความ เช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป 

อย่างไรก็ตาม สมชายกล่าวว่า ในช่วง 2 ปี ที่มีการบังคับใช้กฎหมาย พบว่ามีมาตรการที่ใช้ได้ผล เช่น มาตรการในการป้องกัน อย่างการให้เจ้าหน้าที่ติดกล้องประจำตัวในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือการจัดทำรายงานบันทึกการจับกุม ส่งผลให้ในช่วงเวลานี้ การร้องเรียนการซ้อมทรมานและการอุ้มหายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น

ด้านพรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้ความเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จของ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ในกรณีเกี่ยวกับการห้ามผลักดันผู้ลี้ภัยทางการเมือง หรือเป็นคนที่เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกลับไปยังประเทศต้นทางว่า

“มีเคสผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวกัมพูชา ที่ลี้ภัยมายังประเทศไทย แล้วก็ถูกเจ้าหน้าที่ ตม. จับกุม มีภาคประชาสังคมช่วยกันติดตามว่าเขาถูกจับกุมไปที่ไหน หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าไปร่วมพูดคุยกับเขาว่า เขาอยากกลับไปประเทศต้นทางของเขา ที่เขาลี้ภัยมา หรืออยากจะไปประเทศที่สาม ที่เขารู้สึกปลอดภัยกว่า เขาก็แจ้งกับเราว่า ถ้าเขาถูกส่งกลับไป เขาตายแน่”

“เราพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ตม. ว่าตอนนี้เรามีมาตรา 13 แล้ว ก็คือห้ามผลักดันกลับ ถ้าเขาต้องกลับไปในพื้นที่เสี่ยงอันตราย หลังจากนั้น ตม. ก็ตัดสินใจที่จะไม่ส่งเขากลับไปยังประเทศต้นทาง ก็ควบคุมตัวเขาไว้ที่ ตม. และเคสนี้ได้ไปประเทศที่สามแล้ว เรากำลังจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ ในทางปฏิบัติหรือบังคับใช้จริง ก็ทำได้ แล้วก็ไม่ละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของคนด้วย” พรพิมลกล่าว

ข้อท้าทายที่ทำให้กฎหมายกลายเป็นกระดาษเปล่า

นอกจากการออกกฎหมายเพื่อเอื้อให้ประเทศไทยสามารถดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว วัตถุประสงค์หนึ่งของการร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย คือการทลายกรอบแนวคิดแบบอำนาจนิยม ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

“ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติให้มีสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ มากมาย เช่น ให้อัยการดูแลการสอบสวน ถ้าเกิดว่ามีการจับบุคคลไปทรมาน ไปคุมขังโดยมิชอบ ก็สามารถร้องต่อศาลให้ทำการไต่สวนได้ อย่างเช่นในกรณีที่เราได้ร้องไปที่ศาลในกรณีจะส่งกลับอุยกูร์ อย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้ศาลไต่สวน แต่เป็นที่น่าเสียดายครับว่า เรื่องต่างๆ เหล่านี้ สองปี ยังอยู่ในกระดาษเป็นส่วนใหญ่” สมชายกล่าว

ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในกรณีทรมานและบังคับสูญหาย รวมถึงกรณีอื่นๆ เช่น การกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในค่ายทหาร และตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายบังคับใช้ ข้อมูลของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่า มูลนิธิมีการยื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว 24 กรณี (ตัวเลข ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568) มีเพียง 1 คดีที่เข้าสู่กระบวนการศาล คือกรณีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตจากการฝึกในค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย

นอกจากนี้ มี 3 คดีที่อัยการสั่งยุติการสืบสวนแล้ว ได้แก่ คดีของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายในต่างประเทศ ประกอบด้วย สยาม ธีรวุฒิ, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และชัชชาญ บุปผาวัลย์ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำการอุ้มได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย กรณีการยุติการสืบสวนนี้ สุพัตรา นาคะผิว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สะท้อนว่า

“ในกฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีขึ้นสู่ศาลและศาลกำลังพิจารณาอยู่ กสม. ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบอีกนะคะ มันต้องยุติเรื่อง ทุกเรื่องก็เป็นอย่างนี้ มันมีเรื่องของอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบังคับเอาไว้” สุพัตราอธิบาย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกรณีที่ยังคงไม่มีความคืบหน้า คือกรณีของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกบังคับสูญหาย ขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งพรพิมลให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้าใดๆ จากอัยการ ว่าตอนนี้มีการสืบสวนสอบสวนถึงไหนแล้ว เรื่องเป็นอย่างไร ซึ่งนับเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือนแล้ว ที่ทางมูลนิธิรอรายละเอียดการสืบสวนสอบสวน

ตัวเลขคดีที่เข้าสู่กระบวนการศาลเพียง 1 คดี การยุติการสืบสวนสอบสวนถึง 3 คดี รวมทั้งยังมีอีกหลายคดีที่ไม่มีความคืบหน้า สะท้อนให้เห็นปัญหาในการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ” อย่างทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสุพัตราสะท้อนจากประสบการณ์ว่า

พอกฎหมายฉบับนี้ออกมา มีคำถามจากเจ้าหน้าที่รัฐออกมาเลยว่า ‘นี่เป็นกฎหมายช่วยโจรหรือเปล่า’ คำถามแบบนี้มันสะท้อนความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ จริงๆ กฎหมายมันช่วยทุกฝ่ายนะ ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำ แต่ว่าความเข้าใจแบบนี้ ดิฉันคิดว่ามันเป็นวัฒนธรรมของการใช้อำนาจ ซึ่งมันอาจจะต้องใช้เวลาในการช่วยกันขุดรากถอนโคนเรื่องพวกนี้ไป” สุพัตรากล่าว

ด้านพรพิมลเสริมว่า ปัญหาในการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกของกระบวนการ นั่นคือการร้องเรียน

“ส่วนใหญ่ทุกครั้งที่เราต้องไปแจ้งความ พาญาติไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่จะถามเราว่าใครเป็นคนอุ้ม ซึ่งเราไม่รู้แน่นอน ถามกับญาติว่าใครเป็นคนอุ้ม ไม่มีทางที่เราจะรู้ เราถึงต้องมาแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐให้ไปตามหาว่าใครเป็นคนอุ้ม”

นอกจากนี้ หลังจากได้ “ทดสอบระบบ” พรพิมลพบปัญหาและอุปสรรคมากมายในการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตีความเรื่องการควบคุมตัว ที่เจ้าหน้าที่หลายคนมักใช้วิธี “เชิญไปดื่มกาแฟ” เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ามีการควบคุมตัว ทั้งยังไม่ต้องบันทึกภาพด้วยกล้องประจำตัว รวมทั้งการตีความเรื่องการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือข้อหาเรื่องการบังคับคนให้สูญหายยังมีปัญหาอยู่มาก และยังคงพบเห็นอยู่ตลอดสองปีที่ผ่านมา

“เราเห็นว่าการทรมานตอนนี้น้อยมาก เราไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานเลย แต่เราได้รับเรื่องเกี่ยวกับการที่ทหารสั่งให้ถอดเสื้อผ้า ให้ยืนตากฝน ให้มีการกระทำที่แยบยลกว่า เขามีวิวัฒนาการที่ไม่ใช่ดีขึ้น แต่มีวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงข้อกฎหมายได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น เรา ในฐานะคนมอนิเตอร์ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนก็ต้องมีพัฒนาการในการรับเรื่องตามการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทันมากขึ้น” พรพิมลกล่าว

สมชายได้สะท้อนให้เห็นถึงรากของปัญหาการทรมานและการอุ้มหาย ที่ส่งผลกระทบทำให้การใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

“สิ่งที่น่าเสียใจก็คือว่า ในกรณีหรือคดีการทรมาน การอุ้มทรมาน หรือการอุ้มหาย ที่เกิดจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในรัฐ ที่เราเรียกว่า Deep State เช่น กรณี 9 ผู้ลี้ภัยในประเทศอินโดจีน กรณีที่มีการแทรกแซงโดยรัฐ เช่น กรณีอุยกูร์ รวมทั้งกรณีการส่งกลับชาวกัมพูชา ที่เป็นผู้ลี้ภัย ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากองค์การสหประชาชาติแล้ว ไปเมื่อเดือนที่แล้ว 7 คน มีเด็กอยู่ในนั้น 1 คน พวกนี้เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ไปเข้าคุกที่กรุงพนมเปญ นี่เป็นการแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหามาก” 

“อันที่สอง ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในทางการเมือง แต่ขาดเจตนารมณ์ทางการเมือง ไม่ตัดสินใจและพยายามที่จะเบี่ยงเบนการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ การเยียวยาโดยหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาล เราออกระเบียบมาแล้ว อนุมัติโดยคณะกรรมการแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติตัวเงินจากกระทรวงการคลัง ส่งไปแล้ว 1 ปี ติดตามทุกระยะ ทั้งคำพูดและจดหมายติดตามไป 5 ฉบับแล้ว ไปพูดด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่มีการอนุมัติจากกระทรวงการคลังในเรื่องเม็ดเงิน อันนี้ก็เป็นปัญหาว่า รัฐบาลขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ” สมชายอธิบาย

เสียงสะท้อนจากญาติผู้เสียหาย: ว่างเปล่า ไร้ความคืบหน้า ต้องรอต่อไป

สำหรับมุมของผู้เสียหาย การมี พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย ไม่ได้สร้างความหวังหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความหรือการเยียวยา

“ไม่มีเลยค่ะ เงียบเฉย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าถ้าเขาลงมือทำมันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าตั้งใจ ไม่ถึงสองปีหรอก แม่ว่าต้องสำเร็จ ในเรื่องการเยียวยาหรือช่วยเหลือผู้สูญเสียหรือผู้เสียหาย”

“สยามหาย 5 ปีแล้ว ก็ไม่ช่วยเราตามนะ แต่มาตามที่บ้านเรานะ มาหาที่บ้านเรา เฝ้าดูว่าจะมาตอนไหน อยู่ตอนไหน 5 ปี แม่ก็ไปยื่นเรื่องบุคคลสาบสูญ ท่านก็บอกว่ายังอยู่ อ้าว! อยู่ที่ไหน ไม่เอามาให้เราล่ะ” กัญญา ธีรวุฒิ แม่ของสยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนามกล่าว

ในอีกมุมหนึ่ง แม้จะมีความคืบหน้าและคดีได้เข้าสู่ศาล แต่กลับมีการใช้เทคนิคทางกฎหมายประวิงเวลา ทำให้ความยุติธรรมที่ควรจะเกิดขึ้นกับผู้เสียหายนั้นล่าช้าออกไปอีก ดังกรณีของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว

แก้วกัญญา แซ่ลี ภรรยาของกิตติธรเล่าว่า กิตติธรไม่เคยชอบการเป็นทหาร แต่เมื่อต้องถูกเกณฑ์ทหาร ก็จำใจไป โดยคิดว่าอาจจะไม่เป็นอะไร ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

“ตอนที่หนูได้ไปเยี่ยมเขา เขาบอกว่าเขาได้ไปเห็นการกระทำของครูฝึก ที่เกินกว่าการที่เราไม่สามารถไปทำกับคนคนหนึ่งได้แบบนั้นค่ะ เขาบอกว่าเขากลัว เขาไม่อยากไปอยู่ในนั้น อยากออกมาอยู่กับหนู ตอนนี้หนูก็มาคิดว่า ถ้าตอนนั้นหนูรู้ว่าเขาไม่ปลอดภัย เราจะไปร้องเรียนกับใครได้บ้าง แล้วพาเขาออกมากจากตรงนั้น ตอนนั้น เขาก็คงจะไม่ได้มาเจอเหตุการณ์แบบนั้น”

“เป้าหมายในชีวิตของเขา เขาอยากเปิดโรงเรียนสอนภาษาเกาหลี เพื่อสอนคนที่เขาตั้งใจอยากไปทำงานที่ประเทศเกาหลีอย่างถูกกฎหมาย แต่เขาต้องไปเป็นทหาร แล้วเขาก็มาตาย ตายกับเรื่องที่เขาไม่ชอบ” แก้วกัญญาเล่าทั้งน้ำตา

อาจเรียกว่าเป็นโชคดี ที่เมื่อแก้วกัญญาและครอบครัวยื่นเรื่องร้องเรียนต่ออัยการจังหวัดเชียงราย อัยการได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งการลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลและสอบปากคำพยานในค่ายทหาร และการยื่นเรื่องฟ้องตามมาตรา 6 ก็คือเป็นการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหตุเพราะว่ามีการลงโทษ แช่น้ำ หรือว่ามีการสั่งให้นอนในชุดที่เปียก ในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน ซึ่งนับเป็นคดีแรกที่ผู้กระทำความผิดเป็นทหารได้ขึ้นศาลพลเรือนอย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายทหารคู่กรณีกลับยื่นเรื่องต่อศาล ให้ย้ายคดีไปพิจารณาในศาลทหารแทน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัดพร้อมเพื่อฟังความเห็นของทั้งศาลพลเรือนและศาลทหารว่ามีความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลตรงกันหรือไม่ ก็ปรากฏว่าศาลทหารยังไม่ได้ทำความเห็นว่า คดีพลทหารกิตติธรจะอยุ่ในเขตอำนาจศาลทหารหรือไม่ ส่งมายังศาลพลเรือน จึงให้กำหนดนัดฟังอีกครั้ง ภายในเดือนเมษายน 2568 เพื่อไม่ให้ล่าช้าเกินสมควร

“เรื่องกฎหมายบังคับได้จริงไหม เราในฐานะคนที่ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตลอด เราคิดว่าบังคับได้จริง แต่ทุกมาตราไหม อีกเรื่องหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามแนวทางหลักเกณฑ์เดียวกันไหม อีกเรื่องหนึ่ง”

“เราคิดว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ดำเนินการมาอย่างถูกต้อง คงไม่มีการรับฟ้องคดีในศาลอาญาทุจริต คงไม่นำไปสู่การสืบพยานในชั้นศาลเป็นปีจนจบสิ้นถึงวันนี้ และเราก็เชื่อในศักยภาพของศาลไทย เราจำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าศาลไทยจะปกป้อง คุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมกับญาติของเราได้ต่อไปค่ะ” พรพิมลให้ความเห็น

ช่วยกันใช้กฎหมาย เพื่อให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติ

สำหรับแนวทางที่จะทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ สุพัตรา ในฐานะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มองไปที่การป้องกันเป็นหลัก ผ่านการเป็นภาคีของ พิธีสารเลือกรับภายใต้อนุสัญญา CAT หรือที่เรียกว่า OPCAT ซึ่งส่งเสริมการป้องกันเป็นสำคัญ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะนำหลักการของ OPCAT ไปออกแบบกระบวนการติดตาม ตรวจเยี่ยม เพื่อการป้องกันการทรมานต่อไป รวมทั้งพูดคุยกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกองทัพ ในเรื่องการป้องกันการทรมาน

“แต่ว่าสิ่งที่เป็นความเร่งด่วนอีกอันหนึ่งที่คณะกรรมการทรมานต้องเร่งทำ คือการออกระเบียบเกี่ยวกับเรื่องเยียวยา ก็ต้องถามกระทรวงการคลัง ถามกันไปถามกันมาก็ล่าช้าอยู่ดี แต่จริงๆ อันนี้สำคัญ เพราะว่าคนที่เขาสูญเสียหรือคนที่ได้รับผลกระทบ เขาก็เดือดร้อน ก็เป็นเรื่องที่ กสม. พยายามทำอยู่” 

“ดิฉันคิดว่าเรื่องที่พวกเรากำลังคุยกันมันทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องช่วยกันหลายมือ” สุพัตรากล่าว

นอกจากความหวังในการพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างมีมาตรฐานเท่ากันทุกหน่วยงานแล้ว สมชายเสนอว่า ทุกภาคส่วนต้อง “ช่วยกันใช้กฎหมาย” ต่อไป แม้ว่าจะพบเจอกับปัญหา อุปสรรค และข้อท้าทายก็ตาม

“ผมอยากจะย้ำว่า ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกรอบทางกฎหมายหรือลัทธิกฎหมาย อำนาจนิยม เราพยายามผลักดันมา 15 ปี เพื่อใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการทลายกรอบทางกฎหมายอันนี้ โดยนำหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศใหม่ๆ เข้ามาใช้ ผมอยากจะให้เราทุกคน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน ผู้เสียหาย ประชาชนทั่วไป ช่วยกันครับ”

“ที่ผ่านมา 2 ปีนี้ เรายังทำน้อยไปนะ เราต้องการนักกฎหมาย ต้องการองค์กรอื่นๆ ที่ลงมือปฏิบัติมากกว่านี้ การเผยแพร่ องค์กรทำหน้าที่แล้ว การฝึกอบรมมี แต่ไม่พอ มีดจะให้มันคมต้องใช้บ่อยๆ ผมเชื่อว่า เมื่อเราใช้ไปมันจะฟ้องเอง ว่ากลไกของรัฐที่บอกว่าแก้ปัญหาให้ประชาชน เขาทำจริงหรือไม่ เขายกคำร้องเราโดยมีเหตุผลสมควรหรือเปล่า เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์แน่นอน ถ้าไม่มีเหตุผลสมควร ซึ่งครั้งต่อไปไม่แน่ครับ เขาอาจจะรับก็ได้ แต่ถ้าไม่มีการฟ้อง ไม่มีการยกคำร้อง สังคมไม่ตื่นตัวครับ” สมชายทิ้งท้าย




เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

ภาพ: วิลาสิณี ชัยยัง

กราฟิก: อัญมณี แก้วอะโข

ภรรยาบิลลี่-ทนายความยื่นคัดค้านดุลยพินิจและคำสั่งศาล คดี จนท. กรมอุทยานฯ ทำละเมิดต่อชีวิตและร่างกายของบิลลี่ พอละจี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ

0

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568  พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ พร้อมด้วยทนายความยื่นคำแถลงคัดค้านดุลยพินิจและคำสั่งศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1459/67 ซึ่งครอบครัวของบิลลี่ เป็นโจทก์ทั้งเจ็ด ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นจำเลย กรณีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทำละเมิดต่อร่างกายและชีวิตของบิลลี่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยเรียกค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงินต้นกว่า 26 ล้านบาท

สืบเนื่องจากในการนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568  โจทก์ได้นำพยานมาพร้อมเบิกความตามที่ศาลได้ออกหมายเรียก ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีได้แจ้งว่า ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจำหน่ายคดีชั่วคราวเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญา และให้งดสืบพยานโจทก์พยานจำเลยทั้งหมดไปก่อน เพื่อรอฟังผลคดีอาญา 

ทนายความโจทก์ได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้ศาลสืบพยานผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศที่มาศาลในวันนี้ไว้ก่อน แล้วจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากพยานผู้เชี่ยวชาญปากนี้เป็นพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญแห่งคดีและได้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการเดินทางจากต่างประเทศมายังศาลครั้งนี้  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ศาลยืนยันไม่อนุญาตให้มีการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ เพราะเป็นพยานที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี แต่ศาลก็มิได้ตัดพยานปากนี้ โดยโจทก์สามารถนำพยานผู้เชี่ยวชาญมาสืบพยานได้ ภายหลังจากทราบผลคดีอาญาแล้ว ทั้งนี้ได้ศาลได้แจ้งว่ามีการหารือกับผู้บริหารของศาลและผู้บริหารศาลเห็นพ้องด้วย

โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่า ศาลใช้ดุลยพินิจและมีคำสั่งไม่ชอบด้วยหลักเหตุผล ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ขัดต่อหลักการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ และศาลย่อมมีอำนาจสืบพยานโจทก์ที่มาอยู่ต่อหน้าศาลตามที่ศาลได้มีหมายเรียกให้พยานมาในวันนัดไว้เสียก่อนแล้วค่อยมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญา ย่อมทำได้โดยชอบและเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง อีกทั้งแม้ว่าศาลจะไม่ตัดพยานและให้โจทก์ทั้งเจ็ดนำพยานผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศปากนี้มาสืบในภายหลังได้หากผลคดีอาญาถึงที่สุดแล้วมีการนัดสืบพยานโจทก์จำเลย ก็ตาม แต่ก็เป็นการยากที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะนำพยานปากผู้เชี่ยวชาญนี้ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทยมาสืบในภายหลัง โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าเมื่อความจริงปรากฏต่อศาลดังนี้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๑  แม้ทนายความและตัวโจทก์ได้ร้องขอให้ศาลพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบว่าอย่างน้อยขอให้ศาลสืบพยานผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศเพียงปากเดียวไว้ก่อน แล้วจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว แต่ศาลก็ไม่ได้รับฟังแต่อย่างใด

โจทก์เห็นว่าการใช้ดุลยพินิจและคำสั่งของศาลขัดต่อหลักการอำนวยความยุติธรรมตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 มาตรา 68 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร”

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บางกลอย-ใจแผ่นดิน” ได้ถูกจับกุมและควบคุมตัวไปโดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในขณะนั้นกับพวก หลังจากนั้นไม่มีใครทราบชะตากรรมของบิลลี่อีกเลย จนกระทั่งปี 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สืบสวนสอบสวนจนกระทั่งพบชิ้นส่วนกระดูกที่พิสูจน์ได้ว่า มีไมโทคอนเดรียตรงกับแม่ของนายพอละจี ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลย หมายเลขคดีดำที่ อท 166/65 ข้อหาร่วมกันฆาตกรรมอำพรางโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคดีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าบิลลี่และครอบครัวที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง และได้รับการชดเชยเยียวยา รวมถึงสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดกับนักสิทธิมนุษยชนหรือคนใดได้อีก และยุติวัฒนธรรมลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแท้จริง