‘นักสื่อสาร’ ‘นักรณรงค์’ ‘ช่างภาพ’ ‘กระบวนกร’ ‘ศิลปิน’ ‘คนทำงานเพื่อสังคม’  สำหรับ “ยศธร ไตรยศ” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มถ่ายภาพ REALFRAME เขาไม่ได้จำกัดบทบาทของตนเองไว้ในกล่องนิยามความหมายใด สำหรับคนที่หลงใหลการถ่ายภาพมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแม้ตนเองจะไม่เคยเรียนสาขานิเทศศาสตร์โดยตรง เขาก็ไม่ต้องการที่จะเป็นช่างภาพที่ทำอะไรจำเจซ้ำกับใคร ในทางกลับกันความเป็นคนที่ชอบแทงสวนทวนกระแสเป็นพื้นฐานกลับนำพายศธรมาสู่การเดินทางที่มีความหมายในแบบฉบับของเขา 

ในโลกที่เต็มไปด้วยการปะทะของเส้นความจริงที่หลากหลาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งความจริงเป็นเรื่องของอำนาจระหว่างเส้นวาทกรรมต่างๆ แต่ยศธรเพียงต้องการใช้ผลงานภาพถ่ายของเขาเพื่อฉายให้เห็นเสี้ยวของความจริงที่ไร้เสียง ผ่านการค้นหาความเป็นคนหลังเลนส์กล้อง เพราะเขาเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว “ความเป็นคนนั้นจริงที่สุด”

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

ผู้สังเกตการณ์ความจริงในแบบของเรา-เขา 

ยศธร เริ่มเข้าสู่เส้นทางการถ่ายภาพจากกล้องที่พ่อซื้อให้ และด้วยความสนใจเขาจึงขอไปเรียนวิชาถ่ายภาพร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ในระหว่างที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย แม้ว่าตนเองจะเรียนอยู่คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อได้ฝึกฝนวิชา ยศธรเริ่มหยิบกล้องไปถ่ายสิ่งที่เขาสนใจตามประสา แต่เมื่อการถ่ายวิวที่ต้องถ่ายมุมที่ซ้ำกับคนอื่นๆ ทำให้เขาเบื่อหน่าย เขาเริ่มพยายามมองหาสิ่งที่ต่างออกไป และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ยศธรหันมาลองถ่ายวิถีชีวิตผู้คน

การได้เข้าไปคุยกับผู้คน ลงชุมชน และพบเจอธรรมชาติ ในช่วงที่เรียนปริญญาโทวิชาป่าไม้อยู่ที่คณะวนศาสตร์ ทำให้ยศธรยิ่งสนุกกับการอยู่กับคนมากขึ้นเรื่อยๆ ประจวบเหมาะกับมีเพื่อนที่เรียนด้วยกันมา เริ่มทำงานชุมชนในองค์ไม่แสวงหากำไร ยศธรจึงติดสอยห้อยตามเขาไปทุกที่ ทำให้เขาเริ่มได้เห็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ เป็นความจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครนำเสนอ ยิ่งทำให้เขารู้สึกสนใจที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาบอกเล่า ท้ายที่สุดเขาก็ได้มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์เสียเองที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยไทยในพม่า ทำงานเต็มตัวในประเด็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อเส้นทางอาชีพของยศธรในเวลาต่อมา

“งานนี้ทำให้เรามีมุมมองทางด้านสังคมอีกแบบหนึ่ง เติบโตไปเลย จากเมื่อก่อนเราอาจจะโตมาในแบบโลกสวยงาม มันก็ทำให้เราเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง”

ต่อมายศธรได้เป็นหนึ่งในทีมงานผลิตรายการสารคดี และในขณะเดียวกันเขาเริ่มมีกลุ่มเพื่อนช่างภาพที่ความสนใจเหมือนกันรวมตัวกันบนเว็บไซต์ ด้วยความสนใจในความจริงที่มักไม่ค่อยมีใครนำเสนอ ยศธรจึงเริ่มถ่ายภาพเกี่ยวกับประเด็นการเมืองในช่วงปี 2552 – 2553 เดินทางไปสังเกตการณ์การชุมนุมของแต่ละสี ได้พบผู้คน และเห็นปัญหาที่มองแตกต่างกันไป ยศธรเชื่อว่าทุกคนพูดความจริงในแบบของตน โดยที่ไม่สามารถมาตัดสินผิดถูกระหว่างกันได้

“เราพยายามคุยกับใคร เราเชื่อว่าเขาพูดความจริง แต่ว่าความจริงมันก็คือความจริงสำหรับเขา มันอาจจะไม่ได้อยู่บนหลักการขนาดนั้น อยู่ที่ว่าเขาอยู่ในเบ้าหลอมแบบไหน คนคนนั้นเขาอยู่ในสถานการณ์แบบไหน สิ่งแวดล้อมแบบไหน ความคิดความเชื่อ ภูมิหลัง การศึกษา มันก็แสดงออกมาเป็นความคิดความเชื่อของเขา”

“มันจะไม่ได้ชัดเจนว่าคนคนนี้เป็นเสื้อไหน กลุ่มความเชื่อแบบไหน แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นความจริงเหมือนกัน ความจริงในแบบของเขา มันไม่สามารถว่าได้”

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

นอกจากถูกล้อว่าเป็นช่างภาพเสื้อแดง อีกหนึ่งสิ่งที่ช่างภาพสวนกระแสคนนี้ได้มาคือการเริ่มสร้างพื้นที่ของตนเองและกลุ่มเพื่อนจนตั้งกลุ่มถ่ายภาพที่ชื่อ “REALFRAME” ขึ้นในที่สุด 

จากประเด็นการชุมนุมทางการเมือง ยศธรก็เริ่มแตกกิ่งก้านออกไปสำรวจหลากหลายประเด็นปัญหาที่ท้าทายและละเอียดอ่อนในสังคมไทย เมื่อถามเขาว่าจัดการกับความจริงที่แตกต่างหลากหลายท่ามกลางบริบทความขัดแย้งได้อย่างไร ยศธรเชื่อว่าเส้นแบ่งของเขาคือหลักการสากลที่ทุกคนเห็นตรงกัน หนึ่งในนั้นคือหลักการสิทธิมนุษยชนที่ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำงาน

“มันก็ต้องตัดจบในแง่ของเกณฑ์อะไรบางอย่าง ในมุมของผมคือ ถ้าเราใช้หลักสากลในการตัดสินว่าเคสนี้มันมีปัญหาจริงไหม ตัดเรื่องอคติทางการเมือง ทางชาติอะไรไปก่อนเลยนะ เราคิดว่าทุกคนมักจะเห็นตรงกันว่า อันนี้แหละมีปัญหา”

“ทุกคนเห็นเหมือนกันว่าสิ่งที่เขาเจออยู่มันเป็นปัญหา เรื่องละเมิดคือเรื่องละเมิด เราไม่สามารถแบ่งสี แบ่งอุดมการณ์ได้”

ฉายให้ปรากฏเศษเสี้ยวความจริงของคนที่ไร้เสียง

ยศธร ออกเดินทางถ่ายภาพในหลายประเด็นมาอย่างโชกโชน แต่ไม่มีอะไรที่ท้าทายการทำงานของเขาได้เท่าการทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

“เราพบว่าสามจังหวัดเป็นปัญหาที่ซ้อนทับแบบสุด ๆ แล้ว” 

ยศธรมองว่าปัญหาในพื้นที่มีมากกว่าความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นผ่านสื่อต่างๆ และนั่นทำให้การเข้าไปสำรวจมุมมองของคนที่ไม่ได้อยู่ในแสงและไม่ได้มีเสียงที่ดังยิ่งสำคัญ

“เบื้องหลังความรุนแรงพวกนี้ เรามองว่าเกิดจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และความยุติธรรมในพื้นที่ที่มันบิดเบี้ยว การใช้กฎหมายพิเศษต่าง ๆ กระบวนการที่เข้าไปจับกุม มีการซ้อมทรมานผู้คน มันทำให้ผลักคนไปอยู่อีกทางหนึ่ง ทำให้คนไม่มีทางเลือกที่จะต่อสู้ตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมแบบปกติ ก็เลยเลือกใช้วิธีความรุนแรงอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นการแสดงออกหรือเพื่อเป็นการตอบโต้ เราว่านี่คือความจริงด้านหนึ่งเบื้องหลังความรุนแรง”

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

การมุ่งทำหน้าที่ฉายเศษเสี้ยวของความจริงของคนกลุ่มหนึ่ง ความจริงในมุมของผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาทำให้ปรากฏ ให้แสงส่องไปถึงเพื่อหวังว่าเสียงของพวกเขาจะได้รับการรับฟังเท่ากับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคมนั้น ยศธรไม่แน่ใจว่าภาพของตนเองช่วยคนเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเป็นการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้มากขึ้น ท่ามกลางวาทกรรมเรื่องการเมือง เส้นแบ่งทางดินแดน หรือเรื่องชาตินิยม ที่รัฐมักจะ “ได้เปรียบ” หรือมีพื้นที่ในการแสดงออกมากกว่าเสมอ

“ผมไม่แน่ใจหรอกว่าทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นหรือทำให้ชีวิตเขายากขึ้น เพราะในความเป็นจริงมันก็อาจจะออกได้ทั้งสองอย่าง คือ ส่วนหนึ่งนะ สิ่งที่มันค่อนข้างแน่ใจคือ เขาไม่ได้มีพื้นที่ในการพูดมากนักอยู่แล้ว” 

ด้วยความอยากรู้และอยากเข้าใจประเด็นปัญหาในพื้นที่ให้มากขึ้น ยศธรเริ่มต้นจากการเข้าไปคุยกับคนที่ถูกรัฐตีตราว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ อย่างผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง

“พอไปคุยด้วย เราเชื่อว่ามันมีทั้งคนที่อยู่ในขบวนการจริงๆ ในเคสที่เป็นเคสของเรา แล้วก็คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แล้วก็ตกกระไดพลอยโจนไปกับการพยายามหาตัวคนผิด การพยายามหาคนผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอะไรบางอย่าง เขาต้องการมากๆ คือต้องการให้ใครสักคนหนึ่งมาเป็นคนรับผิดในสถานการณ์นั้น เพื่อที่จะตอบสังคมได้ เพื่อที่จะลดความกดดัน รวมผนวกกับอำนาจที่เขามีมันก็ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานไปยืนยันถึงคนที่เขาเชื่อมโยงไป”

“โดยกระบวนการมันสามารถเปลี่ยนคนบริสุทธิ์ให้กลายเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงได้”

การตีตราเป็นสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเผชิญ แม้ตนจะบริสุทธิ์ แต่เมื่อต้องตกเป็นเป้าของการเลือกปฏิบัติ หลายชีวิตกลับต้องมีมลทินไปตลอดกาล แม้สุดท้ายแล้วตนจะไม่ได้ทำผิด

ยศธรเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทำการทดลองในงานอบรมถ่ายภาพที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 5 วัน โดยพาอดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่เคยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหลายเดือน และยังเป็นผู้เสียหายจากการถูกซ้อมทรมานมาร่วมงานอบรมดังกล่าวด้วย เนื่องจากเจ้าตัวมีความชอบและสนใจในการถ่ายรูป 

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

ชายคนนั้นได้เข้าร่วมทำกิจกรรมและใช้ชีวิตร่วมกับผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ โดยที่ยศธรไม่ได้บอกใครว่าเพื่อนจากจังหวัดชายแดนใต้คนนี้เคยถูกตีตรามาว่าอย่างไร ก่อนที่จะเปิดเผยเรื่องราวของชายผู้นี้ในวันสุดท้ายของการอบรม 

“ ทุกคนก็อึ้งเหมือนกัน เพราะว่าเขารู้สึกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ที่คนคนนี้จะอยู่ในคดีแบบนั้น จะถูกข้อหาแบบนั้น เราก็เลยพยายามบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่ถ้าคุณไม่ได้สัมผัส คุณก็ตัดสินกันไปจากอะไรก็ไม่รู้ แต่พอมาใช้ชีวิตอยู่รวมกันจริงๆ มันก็เป็นอีกแบบ น้องที่มาจากสามจังหวัดก็ร้องไห้เลยนะ ว่าเขาได้รับการดูแล ได้รับความรักจากเพื่อนๆ ที่อยู่ในเวิร์กช็อปด้วยกันตลอด 5 วัน 4 คืน พาไปนู่นไปนี่ พาเที่ยว ดูแลเรื่องการใช้ชีวิตอย่างดี ซึ่งเราคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องของวาทกรรม เป็นเรื่องของการที่เราตัดสินกันโดยที่เราไม่รู้จักกันเลย” 

หนึ่งในสิ่งที่ยศธรค้นพบจากการทำงานอีกประการหนึ่ง คือ ขั้นตอนการทำงานของเขาเพื่อถ่ายภาพนั้นกลับกลายเป็นกระบวนการเยียวยาจิตใจให้กับผู้เสียหายได้ผ่านการรับฟัง นั่นทำให้ นอกจากการถ่ายภาพแล้ว เขากลายเป็นคนทำงานด้านการเยียวยาไปโดยไม่รู้ตัว

“ประเด็นหนึ่งเรารู้สึกว่ามันน่าสนใจมากสำหรับเรา คือการเปิดพื้นที่ให้พูด มันกลายเป็นเรื่องสุขภาวะ กลายเป็นการเยียวยาทางด้านจิตใจของคนเหล่านี้ที่เขาถูกกดทับมาตลอด แล้วเขาคิดว่าไม่มีใครอยากฟังคนแบบเขา โดยเฉพาะคนที่มีมลทินแบบเขา การเป็นมุสลิมมลายูมันเป็นคนนอกอยู่แล้วนะ แล้วการเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง มันยิ่งเป็นชายขอบของชายขอบอีกทีหนึ่ง”

“คุณเป็นคนจากกรุงเทพฯ ลงมา แล้วมานั่งฟังเขา มานั่งสบตาเขา มานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเขา มันเป็นสิ่งที่เยียวยาเขาแล้ว มันกลายเป็นว่าคุณยังมองเห็นกันเป็นมนุษย์อยู่ เป็นเรื่องที่สำหรับเขา มันไม่ค่อยได้รับ เพราะว่าสิ่งที่เขาเคยสัมผัสหรือความรับรู้ของเขาคือเขาไปที่ไหนก็คือโจรใต้ แม้กระทั่งในฐานะผู้บริสุทธิ์ยังไม่เคยถูกคดีแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาออกนอกพื้นที่ตรงนี้ไป เขาถูกมองแบบอีกแบบหนึ่ง สายตาอีกแบบหนึ่ง”

ประสบการณ์ทำงานในประเด็นพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้หล่อหลอมให้คนกรุงเทพคนนี้ ตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในการใช้กล้องในมือของเขานำเสนอเศษเสี้ยวของความจริงของกลุ่มคนเหล่านี้ที่ตกหล่น แม้เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ให้คำตอบหรือทางออกแก่ใครได้ แต่การฉายให้ความเป็นมนุษย์ปรากฏถึงกันระหว่างผู้อยู่หลังภาพและผู้อยู่หน้าภาพ ก็คือความหมายทั้งหมดของงานของช่างภาพคนนี้แล้ว 

“ได้พรีเซนต์เขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนะ คือประเด็นที่สุดแล้ว ผมพูดเสมอในงานผมว่า คุณต้องเห็นสิว่าคนพวกนี้ มุมของความเป็นพ่อเป็นอย่างไร มุมของความเป็นครูเป็นอย่างไร ซึ่งเราพยายามนำเสนอมุมพวกนี้ออกมา แล้วให้คนทั่วไปตัดสินเองว่าภาพที่มันออกไป หรือว่าคนที่คุณเห็นอยู่นี้มันฆ่าคนอื่นได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือเปล่า มุมมองพวกนี้มันมาพร้อมกับคำอธิบาย มันมาพร้อมกับน้ำเสียงบางอย่าง ซึ่งเรานำพามันออกมานอกพื้นที่”

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

“สิ่งที่สร้างกันมา 20 ปี ความเป็นโจร ความเป็นสัตว์ประหลาด ความเป็นตัวร้ายมันแข็งแรงมากเลย จนทำให้คนเราพร้อมที่จะตัดสินกันไปก่อนแล้ว งานของผมคือหยิบยกความเป็นมนุษย์ เศษเสี้ยวหนึ่ง มุมหนึ่งของเขาเอามาให้คนเห็นแล้วให้เขาเปิดใจ ให้เขาไปตามต่อกันเอง”

การปกป้องความจริง

ยศธรไม่ได้บอกว่าเขามีความเป็นกลาง โดยเฉพาะในสังคมที่เหลื่อมล้ำและไม่มีอะไรเท่าเทียม แต่เขาเลือกที่จะใช้งานของเขาสื่อสารเรื่องของคนที่มักไม่มีใครได้ยินในสังคมมากกว่า

“เรามานั่งบาลานซ์ข้อมูลหรือความเป็นกลาง ในขณะที่บริบทของสังคม หมายถึงว่าองคาพยพต่าง ๆ เอื้อให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดได้เต็มที่ แต่ในขณะที่คุณจะพูดในหลักการที่ถูกต้องแบบสากลเลย กลับพูดไม่ได้ แล้วความเป็นกลางมันอยู่ตรงไหน สมมติสัดส่วนสังคมอยู่ที่ 80 กับ 20 แล้วคุณจะมาเป็นกลาง ความเป็นกลางนั้นนะ ฝ่าย 80 จะได้เปรียบทันที”

“แต่ที่มันเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการให้พื้นที่ในงานของเราเอง (การให้พื้นที่) กับทั้งสองฝ่ายผมคิดว่าไม่จำเป็น เพราะในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีทีวี มีวิทยุ มีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือ มีงบประชาสัมพันธ์ ซื้อแพลตฟอร์ม ซื้ออะไรได้หมด ในขณะที่ของเรา กว่าจะ engage ขึ้นมาได้มันเหนื่อยมาก ถ้าเราจะเป็นกลางได้ คุณต้องซัพพอร์ตเรา ต้องทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเท่ากันก่อน”

อาจกล่าวได้ว่า การเลือกที่จะเปิดพื้นที่สื่อสารเรื่องของกลุ่มคนที่ถูกกดทับมากกว่า เปราะบางมากกว่า เป็นหน้าที่สำคัญในการปกป้องความจริงของกลุ่มคนเหล่านั้นเพื่อให้มั่นใจว่าในภาพใหญ่ของสังคมเสียงที่เบาที่สุด เสียงที่ถูกตีตรา เสียงที่ถูกเลือกปฏิบัติ จะได้รับการรับฟังและรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย นั่นอาจเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้มั่นใจว่าสิทธิและเสรีภาพของพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการปกป้องคุ้มครองเท่าๆ กับคนอื่นในสังคม และทำให้มั่นใจว่าเราเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้งและครอบคลุมมากพออันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด  

“(ความจริง) มันเป็นต้นเหตุ มันเป็นต้นทางของการนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ถ้าเรามองว่าประเด็นที่เราทำงานเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องการละเมิด หรือว่าความไม่ถูกต้องบางอย่าง การเข้าใจความจริงว่ามันเกิดจากอะไรก็อาจจะนำพาไปสู่เครื่องมือหรือวิธีการแก้ปัญหาที่มันตรงประเด็น”

“ผลมันคงจะออกมาดีก็เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรกหรือเปล่า การปกป้องความจริง ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกถูก เรื่องอื่น ๆ ก็จะถูกตามมา ไม่ใช่เฉพาะสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำ”

ภาพ: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts