อุ้มหาย = อุ้มความจริง : ธรรมชาติของอาชญากรรมการบังคับสูญหายและภาระการพิสูจน์ในกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาชญกรรมอย่างการบังคับสูญหายเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะความยากในการจัดการกับลักษณะเฉพาะของการกระทำละเมิดอย่างร้ายแรงนี้อย่างปัญหาด้านพยานหลักฐาน เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่ไม่ได้จบอยู่ที่การทรมาน การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ หรือแม้แต่การฆาตกรรมเพียงเท่านั้น แต่การอุ้มหายจะสำเร็จและบรรลุผลก็ต่อเมื่อทำให้บุคคลบุคคลหนึ่งหายไปจากสังคมที่เขาอยู่ได้โดยสิ้นเชิง
เมื่อการ “ทำให้หาย” นั้นสำคัญยิ่งต่อวัตถุประสงค์ของอาชญากรรมนี้ การกำจัดพยานหลักฐานที่รวมไปถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกบังคับสูญหายจึงเป็นสิ่งที่ผู้กระทำมุ่งดำเนินการ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้การค้นหาความจริงและการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในกรณีการบังคับสูญหายนั้นมีความท้าทายอย่างที่สุด
การทำความเข้าใจธรรมชาติของการบังคับสูญหายและประเด็นเรื่องพยานหลักฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นในการจัดการความท้าทายนี้เพื่อให้สังคมไม่ยอมจำนนต่อความร้ายแรงของอาชญากรรมนี้และเพื่อให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมดังกล่าวสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้ในที่สุด
“ทำให้หาย” ลักษณะสำคัญของการบังคับสูญหาย
แน่นอนว่าในชื่อเรียกของอาชญากรรมอย่างการบังคับสูญหายหรือการอุ้มหายประกอบไปด้วยคำว่า ‘หาย’ อย่างมีนัยสำคัญ แต่คำว่าหายในที่นี้แล้วหมายถึงสิ่งใดกันแน่ เพียงคนหายหรือไม่ หรือชื่อหาย ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับบุคคลนั้นหาย จึงจะนับว่าเป็นการอุ้มหายแล้ว
ในเอกสาร General Comment No.1 ของคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายแห่งสหประชาชาติ (United Nations Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances – WGEID) ได้หยิบยกมาตรา 17 วรรค 1 ของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (The United Nations Declaration on the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ที่บัญญัติว่า “การกระทำที่เป็นการบังคับให้บุคคลสูญหาย ให้ถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่ผู้กระทำยังคงปกปิดชะตากรรมและสถานที่อยู่ของบุคคลที่สูญหาย” เพื่อชี้ให้เห็นและยืนยันว่าในทางสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ บรรทัดฐานการพิจารณาของศาลในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นศาลระหว่างประเทศ ระดับภูมิภาค หรือภายในประเทศ ต่างยอมรับว่าการบังคับสูญหายเป็นการกระทำต่อเนื่องและความผิดต่อเนื่อง1 Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances General Comment on Enforced Disappearance as a Continuous Crime
จากมาตราข้างต้นจะเห็นว่าการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “to conceal the fate and where abouts” คือปัจจัยที่ทำให้การอุ้มหายเป็นความผิดต่อเนื่อง กล่าวคือความผิดนี้จะหยุดลงเมื่อความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ถูกเปิดเผย
ดังนั้นการ “ทำให้หาย” ในที่นี้นอกจากจะมีการอุ้มหายแล้วยังประกอบไปด้วยการปกปิดชะตากรรมและสถานที่ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงการนำตัวบุคคลบุคคลหนึ่งไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สิ่งนี้ยังสะท้อนอยู่ในข้อ 2 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) ที่ให้นิยามการบังคับสูญหายว่าคือการลิดรอนเสรีภาพโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพหรือการปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลที่สูญหาย (a refusal to acknowledge the deprivation of liberty or by concealment of the fate or whereabouts of the disappeared person)
เช่นเดียวกับในมาตรา 7 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่กำหนดฐานความผิดการบังคับสูญหายว่าเป็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวหรือลักพาบุคคลใดไป โดยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการเช่นนั้นหรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้น
ด้วยเหตุนี้หากกล่าวถึงลักษณะสำคัญของอาชญากรรมนี้จึงควรมองว่าการอุ้มหายนั้นรวมไปถึงการลบตัวตน ลบพยานและหลักฐาน เพื่อปฏิเสธการหายหรือปกปิดชะตากรรมของผู้ที่สูญหาย การอุ้มหายจึงถือเป็นการอุ้มความจริงด้วย การใช้มาตรฐานคดีอาญาทั่วไปมาพิจารณากรณีการบังคับสูญหายที่มีลักษณะพิเศษจึงไม่สามารถทำได้
ซานติอาโก เอ. แคนตัน เลขาธิการของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists: ICJ) กล่าวถึงประเด็นนี้ ภายในงานเสวนาแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากลาตินอเมริกาในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบังคับให้บุคคลสูญหาย ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ว่า
“อาชญากรรมการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นการลบเลือนร่องรอยของผู้เสียหายอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐและไม่มีการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดให้ต้องค้นหาศพหรืออัฐิของผู้สูญหายจึงขัดแย้งกับลักษณะพื้นฐานของอาชญากรรมการบังคับให้บุคคลสูญหาย”2 Thailand: Exchange of best practices from Latin America on litigating enforced disappearance cases
ดังนั้นคำถามต่อไปที่เกิดขึ้นคือ เมื่อความจริงก็หายไปด้วยแล้วนั้น สังคมจะเอาชนะการทำให้สูญหายเหล่านี้ได้อย่างไร
มาตรฐานการพิสูจน์และภาระการพิสูจน์
แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีบังคับสูญหาย แต่ในทางระหว่างประเทศ เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปและศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา ได้เคยมีคำพิพากษาในหลายคดีที่วางบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีบังคับสูญหายให้เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของอาชญากรรมนี้ไว้
จากคดี Velásquez-Rodríguez v. Honduras (1988) หนึ่งในคดีสำคัญของศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกาที่มีผู้เสียหายคือนักศึกษาในประเทศฮอนดูรัส ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมไปและหลังจากนั้นก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในขณะที่รัฐปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีการสอบสวนอย่างจริงจัง ในคดีนี้ศาลระบุว่าการอุ้มหายถูกออกแบบมาเพื่อปกปิดร่องรอยและทำให้เกิดสภาวะที่ยากต่อการพิสูจน์ กล่าวคือพยายามปกปิดข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการลักพาตัว รวมทั้งที่อยู่และชะตากรรมของเหยื่อ ดังนั้นพยานหลักฐานโดยพฤติการณ์แวดล้อม (Circumstantial evidence) หรือหลักฐานโดยอนุมาน (Presumptive evidence) มีความสำคัญยิ่งในการนำมาพิจารณาข้อหาเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย3 Velásquez-Rodríguez v. Honduras (1988) (ย่อหน้า 131)
“แนวปฏิบัติของศาลทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศแสดงให้เห็นว่า พยานหลักฐานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร มิใช่ประเภทของหลักฐานเพียงอย่างเดียวที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ หลักฐานเชิงแวดล้อม ข้อบ่งชี้ และข้อสันนิษฐาน ก็สามารถนำมาพิจารณาได้เช่นกัน ตราบเท่าที่นำไปสู่ข้อสรุปที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”4 เพิ่งอ้าง. (ย่อหน้า 130)
ในส่วนของภาระการพิสูจน์ ศาลเห็นว่าหากผู้ร้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่ามีรูปแบบการกระทำของรัฐในการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างเป็นระบบ และกรณีการสูญหายของผู้เสียหายมีความเชื่อมโยงกับรูปแบบดังกล่าว ให้ภาระการพิสูจน์ตกไปอยู่ที่รัฐเพื่อพิสูจน์หักล้างข้อกล่าวหานั้น5https://edld.ehrac.org.uk/case/velasquez-rodriguez-v-honduras/
เช่นเดียวกับใน Kurt v. Turkey (1998)6 Kurt v. Turkey (1998) (ย่อหน้า 124) และ คดี Varnava and Others v. Turkey (2009)7 Varnava and Others v. Turkey (2009) (ย่อหน้า 182-184) ที่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรประบุถึงความสำคัญของการที่รัฐต้องให้คำอธิบายที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลที่หายไปหลังจากถูกคุมตัว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อยู่ภายใต้ความรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะ (within the exclusive knowledge of the authorithies) ในกรณีเช่นนี้ภาระการพิสูจน์อาจถือได้ว่าอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้คำอธิบายที่น่าพอใจและน่าเชื่อถือ โดยเน้นว่าหากรัฐนิ่งเฉยในสภาวะที่ผู้เสียหายหายไปภายใต้การควบคุมจะถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ในประเด็นภาระการพิสูจน์ สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายต้องเผชิญเมื่อออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสมาชิกครอบครัวของตน คือหลายครั้งพวกเขากลับถูกผลักให้ต้องเป็นผู้แบกรับเรื่องของการสืบหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์แก่รัฐ ในประเด็นนี้ศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกาได้เน้นย้ำว่า ครอบครัวของผู้สูญหายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา รวมถึงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและสามารถนำเสนอพยานหลักฐานได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ภาระในการพิสูจน์ตกอยู่กับผู้เสียหายและทำให้รัฐพ้นจากหน้าที่ในการสืบสวน
“การบังคับให้บุคคลสูญหาย มีลักษณะเฉพาะคือเป็นการกระทำที่ดำเนินการอย่างลับ (clandestine nature) ซึ่งทำให้รัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตนโดยสุจริต และต้องจัดให้มีข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด เนื่องจากรัฐเป็นฝ่ายที่มีอำนาจควบคุมกลไกในการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในดินแดนของตน ดังนั้น ความพยายามใดๆ ที่จะผลักภาระการพิสูจน์ไปยังเหยื่อหรือญาติของเหยื่อ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อพันธกรณีของรัฐ…”8 “Enforced Disappearance and Extrajudicial Execution: Investigation and Sanction”, A Practitioner Guide (หน้า 178, 191)
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าในทางระหว่างประเทศได้มีการจัดการกับพยานหลักฐานในคดีบังคับสูญหายไว้อย่างเป็นแนวทางที่แข็งแรงและมุ่งคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ได้จริง เป็นตัวอย่างการพิจารณาคดีบังคับสูญหายที่เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าพยานหลักฐานนั้นแม้จะเป็นประเด็นท้าทายที่ทำให้อาชญากรรมนี้มีความเฉพาะตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมจะต้องยอมจำนนกับข้อท้าทายนั้น การทำความเข้าใจลักษณะพิเศษของอาชญากรรมการบังคับสูญหายจึงสำคัญยิ่ง เพราะจะนำไปสู่การทำความเข้าใจและวางแนวทางการพิจารณามาตรฐานการพิสูจน์และภาระการพิสูจน์ให้เหมาะสมและไม่ย้อนแย้งกับลักษณะพิเศษของอาชญากรรมนี้ได้อย่างถูกต้องและสามารถป้องกันไม่ให้มีบุคคลใดต้องถูกบังคับสูญหายไปจากสังคมได้อีก

- 1
- 2
- 3Velásquez-Rodríguez v. Honduras (1988) (ย่อหน้า 131)
- 4เพิ่งอ้าง. (ย่อหน้า 130)
- 5
- 6Kurt v. Turkey (1998) (ย่อหน้า 124)
- 7Varnava and Others v. Turkey (2009) (ย่อหน้า 182-184)
- 8





