“เมื่อความยุติธรรมไม่ได้อยู่บนกระดาษ”: 3 ปี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ฟังเรื่องราวของผู้เสียหาย ที่ย้ำว่ากฎหมายมีไว้เพื่อใคร

นับแต่ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 บังคับใช้เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2566 กฎหมายฉบับนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นความสำเร็จและชัยชนะของสังคมไทยตลอดมา อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหลังจากมีกฎหมายยังคงต้องดำเนินต่อในโลกของการลงมือปฏิบัติเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในไทยได้จริง 

ภายในงาน “3 ปีแห่งความท้าทาย: พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ (3 Years against the Tide, Hope is still Alive.)” เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จัดโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แอมเนสตี้ ประเทศไทย และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล  ผู้ได้รับผลกระทบได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของพวกเขาและปัญหาท้าทายที่ยังคงต้องเผชิญ ผ่านเรื่องเล่าการต่อสู้ของพ่อ บาดแผลในหัวใจของแม่ การรอคอยของลูกชาย และผู้ส่งสารเสียงของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ 

เมื่อความยุติธรรมไม่ได้อยู่บนกระดาษแต่อยู่ในเรื่องราวและประสบการณ์ของผู้เสียหาย การที่จะตอบว่ากฎหมายฉบับนี้ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ต้องฟังเสียงสะท้อนของพวกเขา ผู้ที่จะตัดสินได้ว่าเกิดความยุติธรรมขึ้นแล้วหรือไม่ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนตัวอักษร แต่อยู่ในหยดน้ำตาและเรื่องราวของผู้เสียหายที่อยู่เบื้องหลังทุกมาตราของกฎหมายฉบับนี้

17 ปีการต่อสู้ของครอบครัวชื่นจิตร บทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การออกกฎหมาย

“ผมอยากสื่อสารถึงผู้ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย อย่าทำงานเพื่อเอาใจนาย เอาแต่เร็วไม่มีคุณภาพหรือหวังแค่ลาภยศสรรเสริญแต่ส่งผลความวิบัติหายนะต่อผู้อื่น  เมื่อใดที่จะดำเนินการเช่นนั้น  โปรดมองภาพความหายนะที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผมเป็นตัวอย่าง ที่ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาทุกวันนี้ 17 ปีแล้ว” 

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นกฎหมายอนุวัติการจากอนุสัญญาระหว่างประะเทศสองฉบับอย่างอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี และมีหน้าที่ที่จะต้องออกกฎหมายบังคับใช้ภายในประเทศ แต่นอกจากกฎหมายระหว่างประเทศสองฉบับนี้อาจกล่าวได้ว่าหลายมาตราใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังมีที่มาจากบทเรียนที่เกิดขึ้นจริงของครอบครัวชื่นจิตรกับหายนะและความเจ็บปวดที่พวกเขาต้องเผชิญมาตลอด 17 ปี 

สมศักดิ์ ชื่นจิตร พ่อของฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อ 17 ปีก่อน ที่ต้องตกเป็นแพะในคดีขโมยสร้อยทองและถูกตำรวจคลุมถุงดำเพื่อให้รับสารภาพ บนเวทีสมศักดิ์เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของหายนะในวันที่ลูกของเขาถูกทรมาน

“ขณะที่เขาครอบถุง เขา (ตำรวจ) บิดรวบชายถุงไปที่ด้านหลัง ถุงนั้นก็จะถูกปิดไปที่จมูกและปากซึ่งเขา (ฤทธิรงค์) ก็ไม่มีอากาศหายใจ พยายามดิ้นรนแต่อากาศมันจะหมดจากในถุง เขาก็เอาฟันเจาะถุงในขณะที่แนบอยู่ที่ปากเพื่อที่จะรักษาชีวิตในขณะที่ลมหายใจจะหมด”

สมศักดิ์นำถุงดำที่เขาเตรียมมาครอบหัวตนเองขณะที่เล่าเพราะต้องการจำลองให้ผู้ที่ฟังอยู่ได้เห็นเศษเสี้ยวของฝันร้ายว่าลูกชายของเขาเอาตัวรอดออกมาได้อย่างไร เหตุการณ์ในวันนั้นได้ทิ้งบาดแผลไว้ในใจเด็กชายฤทธิรงค์ที่ต้องเผชิญกับภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือโรค PTSD และยังคงต้องรับการรักษาจนถึงปัจจุบัน

“ลูกชายต้องสูญเสียโอกาส อนาคตทุกสิ่ง และโดยสำคัญ ครอบครัวก็ต้องแบกรับภาระดูแลอาการป่วยของลูกชายไปอีกตลอดชีวิต”

แต่เรื่องราวหลังจากนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมานของครอบครัวชื่นจิตร เพราะหลังจากนั้นแม้จะมีการจับกุมผู้ต้องหาที่รับสารภาพในการวิ่งราวขโมยสร้อยทองจริง ลูกชายเขายังคงต้องตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้

“เมื่อผู้ต้องหาคนนั้นได้รับสารภาพ สิ่งที่จะดีกลับเลวร้ายหนักลงไป เนื่องจากตำรวจคนที่ทรมานลูกผมได้พยายามสนับสนุนให้ผู้เสียหายไม่ยืนยันผู้ต้องหาที่ยอมรับสารภาพและมีหลักฐานอยู่ในขณะที่ตำรวจจับได้ แต่กลับให้ผู้เสียหายยืนยันว่าลูกชายผมเป็นผู้ชิงทรัพย์ของตนเองไป” 

การต่อสู้ยกแรกจึงเป็นการพิสูจน์ต่อกระบวนการยุติธรรมว่าลูกชายของเขาบริสุทธิ์ สมศักดิ์ต้องทำหนังสือยื่นขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปราจีนบุรี ว่าผู้เสียหายในคดีวิ่งราวทรัพย์นั้นให้การขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ครอบครัวของเขาใช้เวลาเกือบ 3 ปี ในการต่อสู้ในประเด็นที่ถูกยัดข้อหาก่อนที่อัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องลูกชาย ในขณะเดียวกันสมศักดิ์ยังต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากการที่ลูกชายถูกตำรวจทรมานจนกลายเป็นมหากาพย์ 17 ปี 21 คำพิพากษา 

“ลูกชายได้แจ้งความในช่วงเดือนมกราคม ปี 2552 ผ่านไปจนปี 2556  จึงมีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) แจ้งให้ทราบว่า ได้ยุติเรื่องที่กล่าวหาว่าตำรวจทำร้ายลูกชาย เนื่องด้วยไม่มีข้อเท็จจริงจึงสั่งยุติเรื่อง” 

“จากการยุติเรื่องของ ปปท. ภายหลังผมยังทราบว่ามีขบวนการรับสมอ้างเป็นพยานเท็จเกิดขึ้น เนื่องจากมีชาวบ้านพ่อลูก 2 คน ติดต่อเข้ามาพบผม เล่าความจริงให้ฟังว่า เขาถูกตำรวจชุดที่ทำร้ายทรมานลูกผมติดต่อให้เขาไปช่วยเป็นพยานเท็จที่ ปปท. ว่าเขา (ตำรวจ) ถูกชาวบ้านอย่างผมกลั่นแกล้ง เขาจึงเตรียมบทพูดและคำให้การเพื่อให้ชาวบ้าน 2 คน ไปยื่นให้กับเจ้าพนักงานสอบข้อเท็จจริงของ ปปท.”

ต่อมาสมศักดิ์ได้ฟ้องร้องกับพยานที่รับสมอ้างเป็นพยานเท็จรวมอยู่ในคำพิพากษา 21 ฉบับนี้ นอกจากนั้นยังมีคดีพ่วงติดสอยห้อยท้ายอีกเต็มมือ ทั้งคดีที่ลูกชายของเขาต้องเป็นโจทก์และจำเลย 

“ตั้งแต่ ปปท. ยุติเรื่องว่าลูกชายไม่ได้ถูกทำร้าย ครอบครัวเราเคว้งว้าง ไม่รู้จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐโดยสะดวกและรวดเร็วได้อย่างไร มันมืดบอดไปหมดในการที่ประชาชนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของเราได้ ผมรู้สึกน้อยอกน้อยใจที่ถูกกดขี่ ผมมีต้นทุนที่ต่ำจบแค่ชั้น ป.7 ต้องมาหัดเปิดคอมพิวเตอร์ในขณะผมอายุ 51 ปี เพื่อจะศึกษากฎหมายมาช่วยเหลือคดีลูก พร้อมค้นหาว่าประเทศนี้ยังมีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่จะช่วยเหลือผมได้ ผมทำหนังสือร้องเรียนกับบุคคลในประเทศนี้ ร้องเรียนไปที่หน่วยงานของทุกหน่วยงานในประเทศนี้มากกว่า 50 แห่ง ผ่านไป 6 ปี ทุกหน่วยงานตอบผมมาเป็นคำเดียวหมดเลยว่า ‘อยู่ระหว่างดำเนินการ’”

คำตอบที่ว่า ‘อยู่ระหว่างดำเนินการ’ ทำให้สมศักดิ์แทบจะทนฟังไม่ได้เมื่อได้ยินเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“เรื่องของผมเกิดปี 2552 ตอนที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังไม่มี ผมในฐานะครอบครัวต้องรับผิดชอบต่อคดีมากมาย ลูกชายต้องเป็นทั้งโจทก์และจำเลย ถูกตำรวจฟ้องซ้อนเพื่อปิดปาก โทษจำคุก 5 ปี เพื่อให้เรากลัว เพื่อจะถอนฟ้องตำรวจที่เป็นจำเลยอยู่ในศาล แต่เนื่องจากผมไม่ถอนฟ้องจึงทำให้ผมมีภาระในการขึ้นศาล ขึ้นศาลลงศาลเป็นร้อยครั้งจนผมไม่สามารถนับครั้งได้ว่าผมขึ้นกี่ครั้ง แต่ผมจำได้ว่าลูกชายผมมีคำพิพากษาเป็นของตัวเองแล้ว 21 คำพิพากษา ในตลอดระยะเวลา 17 ปี ที่ผมต่อสู้มา”

“เราต้องเจ็บปวดกับเรื่องของความอยุติธรรมในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้วยวิบากกรรมของลูกชายและครอบครัวเราที่ได้รับมันโหดร้าย เราทุกคนอยู่กับอาการหวาดผวา เครียด และซึมเศร้า กับภาระป่วยของลูกที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช และกับคดีต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นมา 17 ปี ด้วยคำพิพากษาจำคุกลูกผม 5 ปี แต่ทางกลับกัน ตำรวจที่ได้กระทำต่อลูกผมไม่ได้รับบทลงโทษที่สาสม ระหว่างต่อสู้คดีตำรวจไม่เคยรับสารภาพเลยว่าตัวเองนั้นกระทำต่อลูกผมด้วยการทรมาน แต่เนื่องจากพยานหลักฐานมันมีน้ำหนักจนทำให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย แต่แล้วในคำพิพากษา ศาลมีความเมตตาต่อตำรวจจึงรอการลงโทษไว้ 2 ปี ด้วยวิชาชีพเป็นคุณ”

กรณีของสมศักดิ์ในวันที่ยังไม่มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ทำให้เขาต้องใช้เวลากว่า 17 ปี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม สมศักดิ์หวังว่าประสบการณ์ที่เขาและครอบครัวต่อสู้มาด้วยความลำเค็ญในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับกฎหมายฉบับนี้ และย้ำเตือนเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนว่าเมื่อใดอำนาจที่มีอยู่นั้นถูกใช้โดยมิชอบ หายนะที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่งเป็นอย่างไร

“นี่คือวิบากกรรมของครอบครัวเรา เมื่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีผลบังคับใช้ ครอบครัวเราเห็นถึงประโยชน์ของ พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ดีที่สุด แม้เราจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ เลยใน พ.ร.บ.ฯ” 

บาดแผลทรมานบนร่างกายลูกชายสู่หัวใจนักสู้ของแม่

โสภาพรรณ พัดมาสกุล ต้องสูญเสียลูกชาย พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล หรือน้องเน ภายหลังจากที่ลูกชายสมัครไปเป็นทหารด้วยความมุ่งมั่นอยากรับใช้ชาติ แต่กลับต้องถูกครูฝึกและทหารรุ่นพี่ร่วมกันซ้อมทรมานระหว่างเข้ารับการฝึก ก่อนที่จะบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเข้ารับการฝึก

“น้องเนเติบโตมากับแม่และยาย แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จากวันที่มีปัญหาชีวิตครอบครัวในวันที่แย่ที่สุดและนั่งร้องไห้คิดที่จะทำร้ายตัวเอง มีเด็กคนหนึ่งเดินมากอดแล้วบอกว่า “โอ๋ๆ แม่อย่าร้อง หนูจะอยู่ข้างๆ แม่เอง” น้องอยู่เป็นกำลังใจและสู้เคียงข้างแม่มาโดยตลอดตั้งแต่น้องอายุเพียงขวบกว่า”

“เนมาเป็นทหารโดยการสมัครเป็นทหารทางออนไลน์ น้องลดน้ำหนักลงไป 10 กิโลกรัม ในระยะเวลาสองเดือนครึ่ง เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจที่เขาจะรับใช้ชาติ แต่สิ่งที่เราได้รับคือน้องไปอยู่กับทางหน่วยราชการไม่ถึง 2 เดือน น้องมีอาการบาดเจ็บสาหัส ทั้งๆ ที่ครอบครัวมีการเลี้ยงดูมาเป็นระยะเวลา 18 ปี ด้วยความทะนุถนอม แต่พอเขาเข้าไปอยู่อ้อมอกของท่านสิ่งที่เขาได้รับคืออาการบาดเจ็บสาหัสในช่วงแรกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา”

โสภาพรรณยังจำได้ถึงวันที่เธอได้เข้าไปเยี่ยมลูกชายในค่ายครั้งแรกหลังเข้ารับการฝึก เธอไม่รู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอและพูดคุยกับลูกชาย 

“ในวันเยี่ยมญาติแม่กับยายไปเยี่ยมน้อง สิ่งที่เห็นคือ น้องมีอาการอิดโรย น้ำหนักลดไปจนดูซูบผอม เราคิดว่าอาจจะมาจากที่น้องฝึก แต่ที่เราสังเกตเห็นคือบริเวณโหนกแก้มข้างขวาของน้อง มีอาการช้ำ ปลายจมูกมีอาการช้ำ เราก็ถามว่าหนูอยู่ได้มั้ย อยู่ได้หรือเปล่า มีอะไรเกิดขึ้นไหม แต่ก็ได้แต่ความเงียบกลับมาจากเขา เขาไม่บอกเราว่าโดนอะไรและเจออะไร”

เธอพบเขาอีกทีในตอนที่ไม่ได้สติและต้องใส่ท่อช่วยหายใจที่โรงพยาบาล เธอในฐานะแม่ที่ดูแลลูกไม่ห่างตลอดที่รับการรักษาที่โรงพยาบาลยังจดจำรายละเอียดว่าลูกชายเธอบาดเจ็บอย่างไรได้อย่างแจ่มชัด

“ภายนอกของน้องมีอาการหัวปูดโนบวมช้ำน่วมไปทั้งหัว มีอาการเหมือนโดนไม้ตีบริเวณแขน น้องมีอาการฝ่าเท้าช้ำทั้ง 2 ข้าง และง่ามนิ้วเท้า มีอาการฉีกขาดลงไปประมาณครึ่งเซนติเมตร ทั้ง สองข้าง ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาการเหล่านี้มาจากการฝึกหรือเปล่า”

“จากที่ทำการ MRI จากโรงพยาบาลพบว่า กระดูกซี่โครงน้องหักไป 11 คู่ มีทั้งรอยที่หักเก่าและรอยที่หักใหม่ มีน้ำในปอดทั้ง 2 ข้าง ลักษณะของน้ำในปอดจะมีเหมือนน้ำล้างเนื้อและสิ่งที่พบตามมาคือ กระดูกไหปลาร้า กระดูกสันหลัง กระดูกสะบัก กระดูกสันหลังจะหักระดับบั้นเอวและระดับทรวงอก อยากจะถามทางหน่วยงาน อาการแบบนี้มาจากการฝึกหรือเปล่า”

กรณีของน้องเนเกิดขึ้นภายหลังมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แล้ว ทำให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำละเมิดในเวลาเพียงไม่ถึงปี ก่อนที่ในเดือนเมษายน 2568 ศาลศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 สั่งลงโทษครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึก รวม 13 คน โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 – 20 ปี ฐานกระทำความผิดซ้อมทรมาน ตามมาตรา 5 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโสภาพรรณและครอบครัวยังต้องเข้มแข็งและต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้วรปรัชญ์ต่อไป เพราะครอบครัวยังคาใจและต้องการให้ผู้บังคับบัญชารับผิดชอบหากมีความผิดด้วย โดยในกรณีผู้บังคับบัญชา ครอบครัวได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ฝึกประจำหน่วยและผู้ช่วยผู้ฝึกประจำหน่วยฝึก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาการฝึกทหารของค่ายและทราบว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์  แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับการกระทำผิดจนเป็นเหตุให้พลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิต ในฐานความผิดตามมาตรา 42 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่ระบุว่า “ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จะกระทำหรือได้กระทำความผิด แต่ไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับ ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้” ที่ สภ. เมืองชลบุรี รับคำร้องทุกข์ไว้ ในคดีอาญาที่ 749/2568 ปัจจุบันยังคงต้องรอความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

“เราเลี้ยงลูกเรามาด้วยความรัก แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือความตาย สุดท้ายนี้อยากจะถามว่าการที่อยู่ในค่ายทหารมีการลงโทษแบบศาลเตี้ยหรือไม่ และจากที่ได้ฟังคำสืบพยานในชั้นศาลมีความสงสัยว่าตัวน้องๆ พลทหารที่เป็นจำเลยเป็นจำเลยจริงทั้งหมดหรือเปล่า อยากฝากถึงหน่วยงานที่ต้องมีการกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนไหนก็ดีที่มีการฝึก รบกวนขอให้ท่านป้องกันมากกว่ามาแก้ไข”

ความตายในสายน้ำโขงกับลูกชายผู้รอคอยความยุติธรรมและวันที่ความจริงปรากฏ

ก่อการ บุปผาวัฏฏ์  ลูกชายที่ต้องทุกข์ทรมานกับฝันร้ายที่วนเวียนมาเยี่ยมเยียนเขาทุกคืนกับคำถามที่ค้างคาและกัดกินหัวใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขาขณะถูกอุ้มหายก่อนที่จะเสียชีวิต

ชัชชาญ บุปผาวัลย์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ลี้ภัยไปอยู่ประเทศลาวตั้งแต่ปี 2557 พ่อของก่อการถูกอุ้มหายไปในเดือนธันวาคม 2561 ก่อนจะถูกพบเป็นศพในภายหลัง ก่อการจำได้ว่าในวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เขาเองเคยฝันถึงริมแม่น้ำโขง

“คืนนั้นผมฝันว่าผมไปดึงเชือกที่มีห่ออะไรบางอย่างอยู่ที่น้ำโขง ในฝันที่ผมเห็นคือเป็นริมแม่น้ำโขงแถวอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ทำไมผมถึงจำได้ เพราะมันเป็นที่ที่ผมกับพ่อไปด้วยกันบ่อยมาก”

ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 27 และ 29 ธันวาคม 2561 มีชาวบ้านที่บริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอธาตุพนม และอำเภออาจสามารถ จังหวัดนครพนม ได้พบศพชายไม่ทราบชื่อที่ริมแม่น้ำโขงสองร่าง หนึ่งในนั้นคือร่างของพ่อของก่อการที่ถูกพบในบริเวณอำเภอธาตุพนมตามที่ก่อการฝัน สภาพศพถูกห่อด้วยกระสอบป่านเย็บติด 2-3 กระสอบแล้วหุ้มด้วยตาข่าย นอกจากนี้ยังถูกใส่กุญแจมือไว้ ลำคอถูกรัดด้วยเชือกป่าน ใบหน้าถูกทุบด้วยของแข็งและบริเวณท้องถูกเปิดตามแนวยาวตั้งแต่ลิ้นปี่จนถึงหัวหน่าว อวัยวะภายในบางส่วนหายไป และพบว่าท้องถูกยัดด้วยเสาปูนยาวประมาณ 1 เมตร

“หลังจากนั้นภาพตัดมาเดือนเมษายน ปี 2562 ผม แม่ และน้องชาย ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูศพพ่อที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ภาพที่ผมเห็น ถ้าไม่ได้มีป้ายชื่อบอกว่าร่างคือพ่อผม ผมไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันได้เลยว่าเขาเป็นพ่อผมจริงๆ หรือเปล่า”

ก่อการเล่าบนเวทีว่าพ่อของเขาต้องลี้ภัยไปยังประเทศลาว หลังจากมีรายชื่อที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศให้ไปรายงานตัวในปี 2557 ภายหลังการรัฐประหาร โดยก่อนหน้านั้นครอบครัวเริ่มมีรอยร้าวที่สร้างระยะห่างระหว่างทุกคนกับพ่อ ระยะห่างที่ว่านั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ที่พ่อของก่อการที่เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนั้นต้องเห็นเพื่อนของเขาถูกยิงสังหาร ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่หลายคนในเวลาเดียวกัน ทั้งที่เห็นด้วยตาและทั้งที่ฟังคำบอกเล่าว่าเพื่อนของเขาถูกลากขึ้นรถทหาร บางคนถูกซ้อม

“แต่เช้าวันถัดมา สังคมร่วมกันล้างล้างถนน ล้างคราบเลือด พ่อผมกลับมาด้วยคำถามที่ว่าเลือดของคนที่ถูกฆ่าตายตรงนั้นเป็นสิ่งสกปรกขนาดนั้นเลยหรือ”

ภายหลังจากการสลายการชุมนุม พ่อของก่อการเลือกที่จะออกไปเคลื่อนไหวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้มข้นขึ้นและเริ่มทิ้งระยะห่างจากที่บ้าน 

“ครั้งหนึ่งแม่ให้ผมกับน้องชายไปหาเขา ตอนนั้นเขากลับไปอยู่บ้านที่มุกดาหาร ผมกับน้องก็นั่งรถทัวร์ไปหาเขาเพื่อไปกล่อมให้เขากลับมา สิ่งที่สอนกันมาในครอบครัว แม่และพ่อจะสอนพวกผมเสมอว่าเวลาที่เราต้องเลือกทำสิ่งใดให้เราเลือกสิ่งที่ถูกต้องเสมอ เราจะไม่เลือกสิ่งที่ง่าย ผมคิดเสมอว่าสิ่งที่ผมอยากให้พ่อทำ คือการกลับมาบ้านมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง”

“พ่อบอกว่าในสายตาพ่อ สิ่งที่ง่ายคือการลืมเรื่องทั้งหมด ลืมเรื่องคนที่ถูกยิง ลืมเรื่องเพื่อนเขาที่ถูกรุมทำร้ายและกลับไปใช้ชีวิตปกติ นั่นคือสิ่งที่ง่ายสำหรับเขา แต่สิ่งที่ถูกต้องคือเขายืนหลังตรง แล้วจะบอกเรื่องนี้ต่อไป จะเล่าเรื่องนี้ต่อไป เพื่อไม่ให้ถูกลบเลือน ถูกลืมเลือน ซึ่งเป็นอาวุธที่อำมหิตที่สุดของรัฐที่พึงกระทำต่อประชาชน”

ในปี 2561 ก่อการ น้องชาย แม่ และลูกสาวของเขา ได้เดินทางไปพบชัชชาญที่ประเทศลาว เขาจำได้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด 

“พ่อมีลูกชายทั้งหมด 3 คน เขาอยากมีลูกสาวมาก วันนั้นเขาได้เจอหลานสาวเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกที่เขาเจอหลานยังเป็นแบเบาะอยู่เลย นอนในเปล ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาก็คงจะวางตัวไม่ถูก เพราะว่าการที่เขาเจอตัวกันเป็นๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่จริงๆ แล้วเขาติดต่อกันเสมอ ติดต่อกันตลอดเวลา ผมมีคลิปเสียงของพ่อที่ส่งมาให้หลาน”

ก่อการเปิดคลิปเสียงของพ่อที่ถูกส่งผ่านมาทางแชทเมื่อหลายปีก่อน เป็นข้อความเสียงที่ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรนอกจากความคิดถึงเต็มอกของปู่ถึงหลานสาวคนแรก

“คิดถึงมาก ๆ เลยลูก  หายเงียบไปเลย ไม่คุยกับคุณปู่เลย เป็นอย่างไรบ้างลูก แข็งแรงแล้วใช่ไหม ไปเที่ยวมาเป็นอย่างไร ไปเที่ยวกับแม่มาเป็นอย่างไรบ้าง หนุกมั้ย ลืมปู่เลยนะ ปู่คิดถึงหนูนะลูก แค่นี้นะลูกนะ”

ภายหลังจากเปิดคลิปเสียงภายในงาน ก่อการยอมรับว่ามันทำให้เขาคิดถึงพ่ออย่างมาก คิดถึงเสียงที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว สำหรับเขาคลิปเสียงนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานที่ยืนยันว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในความทรงจำของเขา

ในการพบกันครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะจากลากัน ก่อการจำได้ว่าน้องชายของเขาได้เรียกให้เขาเข้าไปกอดพ่อเพื่อร่ำลา แต่ด้วยความเคอะเขินในฐานะลูกชายคนโตเขาจึงไม่ได้เดินเข้าไป 

“วันที่พ่อมาส่งที่สะพานมิตรภาพ น้องชายผมกวักมือเรียกให้ผมเข้าไปกอด ด้วยความที่ผมสนิทกับพ่อมากและถูกเลี้ยงมาแบบชายแท้ทั้งคู่ ต่างมีเส้นอะไรบางอย่างที่แบ่งแยกเรา เราก็ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเดี๋ยวเรามาเจอกันตอนช่วงวันเกิดเขา วันที่ 23 ธันวาคม ผมคงจะได้กอด แต่อย่างที่ทราบกันว่า 23 ธันวาคม ผมไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว ครั้งที่ผมจะได้เจอเขาครั้งถัดไปก็คือวันหนึ่งที่ผมไปเจอในนิติเวช มีแค่สภาพศพ”

“ฝันร้ายของลูกชายคนหนึ่งที่ตื่นมาพร้อมกับความคำถามที่ว่า ทำไมวันนั้นเราเลือกสิ่งที่ง่าย สิ่งที่ผ่านไปเราไม่รู้เลยว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราได้เจอเขา ผมตื่นมาซ้ำๆ ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไม ทำไมวันนั้นเราตัดสินใจแบบนั้น ผมตื่นมาด้วยความคิดเดิมซ้ำๆ ถึงสภาพศพของเขา ตอนที่ชันสูตรพลิกศพเขาถูกใส่กุญแจมือ นั่นแปลว่าระหว่างที่เขาถูกกระทำอะไรบางอย่าง เขายังมีชีวิตอยู่”

นอกจากความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เข้าไปกอดพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อการยังต้องเผชิญกับฝันร้ายวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้เวลาจะผ่านมาแล้วกว่า 7 ปี เพราะสำหรับครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหายแล้ว ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างนั้นสำคัญที่สุด การได้รู้ความจริงจะช่วยเยียวยาจิตใจของผู้เสียหายไปได้บ้าง ในขณะที่การไม่ได้รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับชะตากรรมสุดท้ายของผู้ถูกบังคับสูญหายเลยนั้นเป็นการทำให้ครอบครัวต้องกลายเป็นผู้เสียหายจากการทุกข์ทรมานทางใจตลอดการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่

ปัจจุบันสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้ยุติการสืบสวนสอบสวนคดีการบังคับสูญหายและฆาตกรรมชัชชาญ หลังจากก่อการได้ส่งหนังสือโต้แย้งคำสั่งพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศป.ทส.) โดยอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่มีเหตุให้รับเรื่องขอความเป็นธรรมของก่อการไว้พิจารณา จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งเดิม และมีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของผู้ร้อง

หนังสือคำสั่งดังกล่าวมีใจความว่า พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีชัชชาญ ผู้ถูกกระทำให้สูญหายและถึงแก่ความตาย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามกฎหมายดังกล่าว

แม้ก่อนหน้านี้ก่อการได้ส่งหนังสือโต้แย้งคำสั่งว่า แม้การกระทำให้ชัชชาญสูญหายจะเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะมีผลใช้บังคับ แต่ตามเจตนารมณ์และหลักการของอนุสัญญา CED ที่ได้นำมากำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 43 ประกอบมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใจความว่า ในคดีความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งให้รวมถึงการกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับโดยอนุโลม จะต้องดำเนินการ 1) สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายและ 2) ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

ก่อการเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ครอบครัวต้องการคือการรู้ความจริงถึงการบังคับสูญหายของชัชชาญ เพราะสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับครอบครัวผู้ถูกอุ้มหาย ไม่ใช่เพียงการสูญเสีย แต่คือการต้องทนอยู่กับสภาวะที่ไม่ปรากฏความจริงใดๆ และต้องเผชิญกับคำลดทอนด้อยค่าจากสังคม แม้ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายเหล่านี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการเห็นสังคมดีขึ้น  แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงด้วยวิธีที่อำมหิต และถูกทอดทิ้งโดยระบบยุติธรรมที่ควรเป็นที่พึ่ง

“เรื่องที่ผมเล่าก็จะมีแค่เท่านี้ แต่คำถามที่ผมอยากถามคือ ทุกท่านที่ฟังคิดว่าเรื่องนี้ใครเป็นเหยื่อ ตัวผม ตัวพ่อ แม่ อีกหลายคนที่รอลูกชายกลับไปกินข้าวที่บ้าน ภรรยาอีกหลายคนที่รอสามีกลับไป เพื่อนที่รอเพื่อนกลับมา จะเป็นพี่น้องหรือใครก็แล้วแต่ มันรวมไปถึงมนุษย์คนหนึ่งที่ลงมือฆ่าคนหนึ่ง คว้านท้อง ควักเอาเครื่องในออก เอาเสายัดกลับเข้าไป เย็บปิด และถ่วงน้ำ”

“ผมคิดว่าเรามีทางเลือก วันหนึ่งเราจะเจอทางเลือกของเราเสมอว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่ง่าย โดยการปิดตาข้างหนึ่งก้มหน้าก้มตาทำงานของเราต่อไป ไม่อยากจะมีปัญหา ไม่อยากจะเสี่ยง หรือเราจะเปิดตาทั้งสองข้าง เงยหน้าขึ้นมาและทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อหยุดวงจรเหยื่อนี้ เพราะผมคิดว่าเราทุกคนเป็นเหยื่อร่วมกัน”

ผู้ส่งสารจากแม่-เมีย-ลูกสาวในชายแดนใต้ ในวันที่มีกฎหมายแต่ทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง

นูรฮายาตี สาเมาะ ที่ปรึกษาองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) กล่าวแนะนำตัวในฐานะบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนใต้มาเกือบ 15 ปี ในงานนี้เธอจึงขอเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ นูรฮายาตี หยิบยกเรื่องราวของผู้เสียหายที่เธอได้เคยทำงานด้วยมาบอกเล่าเพื่อบรรยายให้ผู้ฟังเห็นว่าความโหดร้ายที่ผู้เสียหายจากการทรมานและอุ้มหายตลอดจนครอบครัวต้องเผชิญนั้นเป็นอย่างไร 

เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่นูรฮายาตีได้เข้าไปช่วยเหลือและทำงานเรื่องการเยียวยา 

“เขาเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 20 กว่าๆ ถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าเขาถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างหนัก หูแตก หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัวเราก็ลงไปเยี่ยมและเห็นว่าเขาบอกว่ามีอาการเจ็บและปวดหู เราก็ส่งเขาไปรักษาทางโรงพยาบาล ปรากฏว่าหายขาดจากอาการ อีกประมาณอีกเดือนหนึ่งเราก็ลงไปหาเขาอีกครั้ง เราก็คุยกัน ดิฉันเป็นคนคุยกับเขา ปรากฏว่าในจังหวะที่เราคุยกันเขาลุกนั่งลุกนั่งตลอดเวลา”

“ดิฉันก็สังเกตว่าเขาเป็นอะไร ทำไมต้องลุกนั่งลุกนั่งตลอดเวลา ปรากฏว่าดิฉันก็ไม่สามารถที่จะสัมภาษณ์เขาต่อได้ ก็เลยต้องให้เขาหยุดการสัมภาษณ์แล้วถามว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าเขาไม่อยากเล่าเลยเพราะว่ามีทหารอยู่นอกบ้าน เราก็หันไปดู ปรากฏว่ามันมีทหารจริง แต่คือทหารลาดตระเวน ทหารเดินมาและประตูไม่ได้ปิดไว้”

ต่อมาเป็นเรื่องของครูสอนศาสนาที่พยายามฆ่าตัวตายหลังจากถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ นูรฮายาตีเล่าว่าครูสอนศาสนาคนนี้คือครูสอนตาดีกาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ

“เขาถูกควบคุมตัวได้ประมาณ 30 วัน เขาอ้างว่าเขาถูกฝังดินที่แถวทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี เขารู้สึกว่าเขาเหมือนจะตายแล้ว แต่ปรากฏว่าเขารอดชีวิตมาได้”

“เหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 3 ปี ปรากฏว่าเขาใช้ระยะเวลา 1 อาทิตย์ในการคิดไตร่ตรองเพื่อที่จะฆ่าตัวตาย หลังบ้านเขาจะมีคลองใหญ่ เขาจะเดินไปที่หลังบ้านทุกๆ เย็น เขาก็จะไปนับวันว่าวันนี้เขาต้องโดดให้ได้ วันนี้เขาต้องโดดให้ได้”

“เขาบอกว่าเขาอยากตาย เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะเขารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนตัวถ่วง เขารู้สึกเป็นตัวซวยที่ทำให้แม่กับภรรยาต้องตอบคำถามทหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มาที่บ้านตลอดเวลา”

นูรฮายาตีและทีมได้พบกับครูตาดีกาคนนี้ได้ทันเวลาก่อนจะถึงวันที่เขาตัดสินใจจะฆ่าตัวตายจริงๆ และจึงพาผู้เสียหายพบแพทย์และกินยาเพื่อรักษา

เรื่องที่สามที่นูรฮายาตีเลือกนำเสนอคือเรื่องของครอบครัวผู้สูญหายและแม่ของเขาที่ยังต้องทุกข์ทรมานกับการรอคอยในความจริงที่ยังไม่ถูกทำให้กระจ่าง

“เราลงไปพบครอบครัวผู้สูญหายเคสหนึ่ง เคสนี้ลูกชายหายตั้งแต่ปี 2550 ก็ประมาณ 19 – 20 ปีแล้ว เราคุยกับพ่อและแม่ ปรากฏว่าแม่สามารถจำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับลูก ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับลูก”

“แม่บอกว่า “ก๊ะตีรู้ไหม วันนี้แม่ยังได้ยินเสียงลูกตลอดเวลานะ” คือเขายังได้ยินเสียงลูกของเขาเรียกตลอดเวลา “แล้วก๊ะตีรู้ไหมว่าทุกวันนี้แม่ยังฝันร้ายตลอดเวลาด้วย”  มันเกือบ 20 ปี เขาบอกว่าเขายังรู้สึกเหมือนเดิม”

นูรฮายาตีสรุปว่านี่คือตัวอย่างผลกระทบที่ผู้เสียหายจากการทรมานและการบังคับสูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องเผชิญมาตลอด เธอมองว่าแม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แล้ว แต่เธอกลับได้รับเสียงสะท้อนว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลย เธอตั้งข้อสังเกตว่าในทางกลับกันอาจมีการเปลี่ยนวิธีการทรมานให้แยบยลยิ่งขึ้น นูรฮายาตีทิ้งท้ายว่าเธอยังคงมีความหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพกับกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้

“อยากจะเห็น พ.ร.บ.ฯ นี้สร้างความเชื่อมั่น สร้างความจริงใจ ทำให้ประชาชนในพื้นที่เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมมีจริงในพื้นที่ และสามารถเกิดขึ้นได้จริง”

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts