บังคับผู้ต้องหาโกนหัวโดยไม่มีเหตุผลสมควร กักขังผู้ลี้ภัยอย่างยาวนานในระหว่างรอการยื่นเรื่องขอสถานะ ทำโทษโดยการให้งอเข่า 350 ครั้งขณะที่บุคคลที่ถูกลงโทษมีปัญหากระดูกสันหลัง การกระทำเหล่านี้เข้าขั้นเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนคนหนึ่งแล้วหรือไม่ ตามมโนสำนึกคนทั่วไปอาจตอบได้โดยง่ายว่าเป็นการกระทำที่เราไม่ควรทำกับใคร และไม่ควรมีใครทำกับเรา แต่ในทางกฎหมายอาจมีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านั้นว่าการกระทำเหล่านี้มีความผิดอย่างไร ทำไมจึงต้องมุ่งป้องกันและปราบปรามโดยเด็ดขาด 

นอกจากการทรมานและการบังคับให้สูญหาย จะถูกบัญญัติให้เป็นความผิดทางอาญา ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 แล้ว อีกฐานความผิดหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกันแม้ว่าอาจจะไม่คุ้นหูนักสำหรับหลายๆ คน คือความผิดตามมาตรา 6 ที่กำหนดให้การลงโทษหรือการกระทำที่ “โหดร้าย-ไร้มนุษยธรรม-ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เป็นความผิดอาญา กล่าวคือ “ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี จนทำให้บุคคลอับอาย ถูกลดทอนคุณค่า หรือเจ็บปวดร่างกายหรือจิตใจ” 

สำหรับประเทศไทยคำเหล่านี้อาจเป็นศัพท์ที่พึ่งถูกใช้ได้ไม่นานและไม่มีการนิยามไว้โดยเฉพาะ แต่แท้จริงแล้วคำเหล่านี้ต่างมีที่มาจากกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายแม่ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในทางสากลมักเรียกว่า  CIDT ย่อมากจาก การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Cruel, inhuman, or degrading treatment or punishment) ถูกบัญญัติไว้ในข้อ 16 อนุสัญญา CAT (ต่อไปนี้ในบทความจะเรียกสั้นๆ ว่า การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ)

ต่างกับ “การทรมาน” ที่อนุสัญญา CAT บัญญัตินิยามไว้อย่างชัดเจนในข้อ 1 สำหรับการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ไม่มีการจำกัดนิยามไว้เป็นการเฉพาะในอนุสัญญาฯ ทำให้นิยามค่อนข้างเปิดกว้างกว่าการทรมาน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ CAT รวมถึงศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศก็ต่างได้วางหลักในการตีความและให้คำนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายไว้ในเอกสารการตีความ รวมถึงในคำพิพากษาของหลายคดีที่เกิดขึ้นจริง จนกลายเป็นบรรทัดฐานและแนวทางในการพิจารณาคำนิยามและแปลความการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญา CAT 

ทรมาน-ปฏิบัติที่โหดร้าย แพ็คคู่ที่เกี่ยวเนื่องกัน

คำนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ถูกผูกติดอยู่กับคำนิยามของการทรมาน กล่าวคือ ถ้าหากไม่ทราบว่าคำว่าทรมานคืออะไร ก็จะไม่สามารถทราบได้ว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ คืออะไร คณะกรรมการ CAT เคยให้ความเห็นต่อนิยามของการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ไว้ในเอกสารความเห็นทั่วไปฉบับที่สอง(General Comment No.2) ว่า เกณฑ์การนิยามการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ นั้นมักจะไม่ชัดเจน แต่หากพูดถึงการป้องกันการทรมานย่อมต้องหมายรวมถึงการป้องกันการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปกป้องทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ อิงอาศัยกัน และมีความสัมพันธ์ที่คาบเกี่ยวและส่งเสริมกัน โดยคณะกรรมการ CAT ระบุว่า จากประสบการณ์ในทางปฏิบัติแสดงให้เห็นว่า เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ มักจะเอื้อให้เกิดการทรมาน พันธกรณีในการป้องกันการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ จึงมีสถานะเป็นเด็ดขาด คือไม่สามารถยกเว้นได้เช่นเดียวกับการป้องกันการทรมาน1ดู CAT Committee, General Comment No.2, ย่อหน้า 3 และ 10

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนยุโรปยังเคยวินิจฉัยว่าการพิจารณาข้อหาทรมาน ที่อยู่ในบทบัญญัติข้อบทที่ 3 อนุสัญญายุโรปฯ จะต้องเริ่มพิจารณาจากการปฏิบัติที่โหดร้ายก่อนเสมอ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ไม่ถึงขั้นตามนิยามการทรมาน ก็อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายได้ แต่ทุกการทรมานจะต้องมีองค์ประกอบของการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ อยู่ด้วยเสมอ 

เมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบความผิดระหว่างสองฐานความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นหลักจะสามารถแยกออกเป็นดังนี้

ผู้กระทำ: การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต้องมีผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 ที่ให้นิยามว่า บุคคลซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจหรือได้รับการแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยาย จากผู้มีอำนาจรัฐให้ดำเนินการตามกฎหมาย

เจตนา: สำหรับข้อหาทรมานจำเป็นต้องมีเจตนาเป็นองค์ประกอบ คือ ผู้กระทำจะต้อง รู้ และประสงค์หรือเล็งเห็นผล ในขณะที่การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ นั้น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเคยให้ความหมายการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ในคดี The Greek Case ไว้ว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ จะต้องเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (Premeditation) ได้กระทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานต่อร่างกายหรือจิตใจ2คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์, ‘ความหมาย “การทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี” (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2558) 142 อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาแนวคิดเรื่องเจตนา หรือแม้กระทั่งการพิจารณาถึงการไตร่ตรองไว้ก่อนก็ตาม แต่แนวทางของศาลต่อประเด็นนี้ยังคงไม่สอดคล้องกันนัก ในบางกรณีจะเห็นว่าศาลรวมองค์ประกอบเรื่องการไตร่ตรองไว้ก่อนไปในคำนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกรณีที่ศาลไม่ได้สนใจเรื่องข้อกำหนดเรื่องเจตนาในนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ แต่อย่างใด3ดู Yutaka Arai-Yokoi, Grading Scale of Degradation: Identifyinh the Threshold of Degrading Treatment or Punishment Under Article 3 ECHR หน้า 389 – 390 จึงมีส่วนที่มองว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ อาจกระทำได้โดยเจตนาหรือจากการกระทำโดยประมาทก็ได้ โดยจะต้องพิจารณาระดับความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ และพิจารณาว่าผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังนั้นได้หรือไม่4คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 162.

วัตถุประสงค์ในการกระทำ: อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายคือวัตถุประสงค์ในการกระทำหรือที่เรียกว่าเจตนาพิเศษ (Particular purpose) สำหรับการทรมาน อนุสัญญา CAT ข้อบทที่ 1 ซึ่งพูดถึงนิยามการทรมานนั้น ได้ระบุชัดเจนถึงเจตนาพิเศษเหล่านี้ที่ต้องคำนึงเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ เจตนาให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้กระทำหรือบุคคลที่สาม เจตนาลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่าการกระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สามเป็นการข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม และการเลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด 

อนุสัญญา CAT ระบุให้สี่วัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างของเจตนาพิเศษเท่านั้น หมายความว่า ไม่ได้จำกัดว่าเจตนาพิเศษจำเป็นต้องเป็นหนึ่งในสี่อย่างนี้เท่านั้น สำหรับประเทศไทย พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามทรมานฯ ได้บัญญัติให้เจตนาพิเศษจำกัดอยู่ในสี่วัตถุประสงค์นี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อปี  2567 คณะกรรมการ CAT ได้ออกเอกสารข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding observation) ที่มีต่อรายงานตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย จากการประชุมทบทวนสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายตามที่อนุสัญญา CAT ได้กำหนดไว้ โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือนิยามและการกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา คณะกรรมการฯ เสนอว่าประเทศไทยควรจะต้องทำให้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สอดคล้องกับอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์ คือให้วัตถุประสงค์สี่ประการนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น และไม่ได้จำกัดเจตนาพิเศษไว้เพียงสี่ประการนี้5ดู CAT Committee, Concluding Observation ย่อหน้า 8-9  สำหรับการปฏิบัติที่โหดร้าย ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษแต่อย่างใด ทำให้นิยามของการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ มีความเปิดกว้างกว่า

การกระทำและผลของการกระทำ: อีกหนึ่งปัจจัยที่แยกการทรมานออกจากการปฏิบัติที่โหดร้ายคือผลของการกระทำทรมานที่ต้องก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อร่างกายหรือจิตใจ “อย่างร้ายแรง” ทั้งนี้ การคำนึงว่าความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้นร้ายแรงหรือไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาของการกระทำ และผลกระทบทางร่างกาย เพศ อายุ สุขภาพ ของผู้เสียหายประกอบด้วย6คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 140. 

สำหรับการปฏิบัติที่โหดร้าย ข้อบทที่ 16 อนุสัญญา CAT บัญญัติว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ นั้นเป็น “การกระทำหรือการลงโทษที่ย่ำยีศักดิ์ศรีที่ไม่ถึงกับเป็นการทรมานตามที่นิยามไว้ในข้อ 1” หมายความว่าเพียงก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แม้จะไม่ร้ายแรงก็อาจจะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายได้แล้ว การปฏิบัติที่โหดร้ายจึงไม่ต้องการผลที่ร้ายแรงเหมือนการทรมาน อย่างไรก็ตามความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจะยังต้องเกินระดับปกติที่ย่อมเกิดขึ้นจากการกระทำหรือการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายรวมถึงการลงโทษหรือการควบคุมตัวที่เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ไม่เป็นไปตามขั้นตอน หรือไม่ได้สัดส่วน7ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี, คำอธิบาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พิมพ์ครั้งที่ 1: พฤศจิกายน 2568)

ผลของการกระทำยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถแยกย่อยการปฏิบัติที่โหดร้ายออกเป็นความผิดสองฐาน กล่าวคือ 1) การกระทำที่โหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม 2) การย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษ์ย์ แม้สองสิ่งนี้จะอยู่ในมาตราเดียวกันและเรียกรวมกันว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือ CIDT แต่เมื่อพิจารณาถึงผลของการกระทำแล้วยังมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย 

สำหรับการกระทำที่โหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม ผลของการกระทำคือการก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อร่างกายหรือจิตใจแม้ไม่ร้ายแรง แต่ความผิดฐานย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผลของการกระทำคือการทำให้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นรู้สึกอับอาย รู้สึกว่าตนเองถูกลดทอนคุณค่า ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องการทำให้อับอายหรือถูกลดทอนคุณค่าจะต้องนำปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกระทำมาพิจารณาเป็นรายกรณีไป กล่าวคือต้องพิจารณาตามบริบทของศาสนา สังคม และวัฒนธรรมด้วย 

ตัวอย่างการแปลความโดยศาลระหว่างประเทศ

ในงานวิทยานิพนธ์ “ความหมาย “การทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”” โดยคนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ ได้รวบรวมตัวอย่างคดีที่ทำให้เห็นว่าการใช้กุญแจมือ โซ่ตรวน หรือเครื่องอุปกรณ์จำกัดเสรีภาพอื่นๆ ในบางบริบทก็อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายได้ หากใช้ไม่ได้สัดส่วนและเกินความจำเป็น 

ในคดี Erdogan Yagiz v. Turkey ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปวินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องถูกใส่กุญแจมือต่อหน้าคนในครอบครัว โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กล่าวคือผู้ร้องไม่ได้มีพฤติการณ์การใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด และการใส่กุญแจมือต่อหน้าครอบครัวส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ร้องเป็นอย่างมาก ศาลมองว่าเป็นการใช้กุญแจมือเพื่อให้เกิดความกลัว และเกิดปมด้อยทำให้ผู้ร้องอับอายขายหน้า ถูกลดคุณค่า จึงเป็นการกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรีแล้ว นอกจากนี้ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา ยังเคยวินิจฉัยในคดี Loayza-Tamayo v Peru ว่าการให้ผู้ต้องหาสวมชุดนักโทษปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนในที่สาธารณะ และแถลงต่อสื่อว่าผู้เสียหายเป็นผู้ก่อการร้าย โดยที่ยังไม่มีการพิจารณาคดีหรือมีคำพิพากษาก็เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว8คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 146 – 147 

จากสองกรณีข้างต้นจะเห็นได้ว่าแม้การใช้กุญแจมือและอุปกรณ์จำกัดเสรีภาพต่างๆ จะชอบด้วยกฎหมายในบางบริบทเมื่อใช้อย่างได้สัดส่วนและมีเหตุผลที่สมควร แต่ก็อาจเข้าข่ายเป็นการก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานที่ “เกินระดับปกติ” ด้วยเช่นกัน หากการใช้เหล่านั้นไม่ได้สัดส่วน ไม่มีฐานทางกฎหมายที่ชอบธรรม และไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

ในงานวิทยานิพนธ์ข้างต้น ยังรวบรวมตัวอย่างกรณีที่คณะกรรมการ CAT เคยพิจารณาว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายไว้หลายกรณี เช่น การกักขังผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเด็กอายุ 7 ปี ในโรงพยาบาลพิเศษ การกักขังผู้ลี้ภัยเป็นระยะเวลานาน ในขณะพิจารณาคำร้องขอลี้ภัย การไม่แยกนักโทษเด็กและผู้ใหญ่ออกจากกัน และการไม่แยกนักโทษชายและหญิงออกจากกัน การกักขังโดยไม่ให้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นมากกว่า 5 วัน การแก้แค้น รวมถึงการขู่เข็ญหรือข่มขู่บุคคลที่รายงานการกระทำทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ9คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 144

นอกจากนี้หนังสือ “คำอธิบาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รณกรณ์ บุญมี ก็ได้มีการรวบรวมตัวอย่างจากศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปที่วินิจฉัยไว้ว่าการกระทำแบบใดเข้าข่ายเป็นการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การกักขังคนพิการไว้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การไม่อำนวยความสะดวกในการที่นักโทษที่เป็นคนพิการจะออกจากห้องขัง การบังคับให้เปลือยกายเพื่อค้นตัวโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ร่างกายของผู้ถูกตรวจค้นที่เปลือยกาย หรือการบังคับให้เปลือยกายต่อหน้าบุคคลเพศอื่น รวมถึงการบังคับโกนผมนักโทษโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมาย10ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี (เชิงอรรถ 7) 21

ผู้เขียนจึงขอหยิบยกส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีการบังคับโกนผมนักโทษ ซึ่งปรากฏอยู่ในคดี Yankov v Bulgaria มาพิจารณาต่อเป็นตัวอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นวิธีการมองของศาลว่าพิจารณาถึงผลของความรู้สึกถูกทำให้อับอายและย่ำยีศักดิ์ศรีไว้อย่างไร

ในคดีดังกล่าวผู้ร้องได้ร้องเรียนเรื่องการถูกคุมขังเดี่ยวและการถูกโกนหัวเพื่อทำให้ผู้ร้องอับอาย โดยข้อต่อสู้ของรัฐบาลบัลแกเรียในประเด็นการโกนหัวคือการโกนผมนั้นเป็นมาตรการด้านสุขอนามัย ในประเด็นดังกล่าวศาลมองว่า เหตุผลของรัฐบาลฟังไม่ขึ้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าที่คุมขังมีปัญหาเรื่องเหาหรือการติดเชื้อในสถานที่คุมขัง ไม่มีความชัดเจนว่าเหตุใดข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสำหรับห้องขังเดี่ยวจึงต้องแตกต่างจากห้องขังอื่นในเรือนจำเดียวกัน อีกทั้งแม้จะอ้างว่าการโกนผมนักโทษเป็นแนวปฏิบัติที่จะต้องโกนผมนักโทษที่ถูกลงโทษโดยการขังเดี่ยวก็เป็นการกระทำที่ไม่มีฐานทางกฎหมายและไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมรองรับ 

ศาลจึงเห็นว่า แม้จะไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำให้อับอายโดยตรง การตัดผมของผู้ร้องโดยไม่มีเหตุผลเฉพาะเจาะจง ก็มีลักษณะเป็นการลงโทษโดยพลการ และย่อมทำให้ผู้ร้องรู้สึกว่าเป็นการมุ่งหมายลดทอนศักดิ์ศรีหรือกดขี่ผู้ร้อง อีกทั้งในกรณีนี้ผู้ร้องยังมีเหตุให้เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้อับอาย เพราะผมของผู้ร้องถูกโกนโดยฝ่ายบริหารเรือนจำ ในบริบทของการลงโทษที่เกิดจากการที่เขาเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้คุมเรือนจำและเจ้าหน้าที่รัฐ ผนวกกับบริบทที่ผู้ร้องมีอายุ 55 ปีแล้วในขณะนั้น และเขาต้องไปปรากฏตัวต่อสาธารณะในการพิจารณาคดีเพียง 9 วัน หลังจากถูกโกนผม เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลจึงเห็นว่าการโกนผมของผู้ร้องในบริบทนี้เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมและร้ายแรงพอจะเข้าขั้นเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์11ดู Yankov v. Bulgaria (Application no. 39084/97)  ย่อหน้า 115 – 121 

จากตัวอย่างคำวินิจฉัยจะเห็นได้ว่าศาลพิจารณาว่าการกระทำและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเป็นผลจากการกระทำนั้นจะเข้าขั้นเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ของคดีนั้นๆ ที่ทำให้เห็นว่าการก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้น เกินกว่าปกติที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมเพียงพอ อีกทั้งยังนำปัจจัยประกอบอื่นๆ มาพิจารณาเช่น อายุของผู้ถูกกระทำ และบริบทเรื่องช่วงเวลาและการต้องปรากฏตัวต่อสาธารณะภายหลังถูกโกนหัวไม่กี่วัน มาพิจารณาประกอบ 

คดีกิตติธร เวียงบรรพต กับคำพิพากษาแรกของประเทศไทยในการวางบรรทัดฐานข้อหาการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ

สำหรับประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พึ่งมีคำพิพากษาที่น่าจะเป็นคดีแรกของประเทศที่มีการวินิจฉัยฐานความผิดการประติบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

ในคดีนี้พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/66 ค่ายเม็งรายมหาราชเสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึก จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เมื่อปี 2566 โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ตัดสินลงโทษจำคุกครูฝึก 2 นาย ในความผิดฐานปฏิบัติที่โหดร้าย เป็นเวลา1 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงพิพากษาลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ของคู่ความทั้งสองฝ่าย

ความน่าสนใจคือคำพิพากษาคดีดังกล่าว ศาลได้มีการวางบรรทัดฐานการแปลความนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ในมาตรา 6 โดยมุ่งให้สอดคล้องกับอนุสัญญา CAT ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยประเด็นพิจารณาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติที่โหดร้ายหรือไม่นั้น ศาลได้วางหลักการวินิจฉัยไว้ว่า

“กฎหมายไม่ได้กำหนดหรือจำกัดความหมายที่แน่นอนของการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาบริบทและเจตจำนงของการตรากฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนเพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย สมควรกำหนดฐานความผิด มาตรการป้องกัน และปราบปราม และมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย ตลอดจนมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ตามเหตุผลท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าว ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” และมาตรา 28 “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย…การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” ดังนั้น การแปลความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงมุ่งไปในป้องกัน ปราบปราม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ”

ในเนื้อหาคดีศาลมองว่าการลงโทษพลทหารในลักษณะรวมการตามพฤติการณ์ของคดีนั้นเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความเจ็บป่วยของผู้ตาย 

“เมื่อก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีสภาพร่างกายแข็งแรงปกติ และอยู่ในค่ายเม็งรายมหาราชมาโดยตลอด แต่หลังจากการถูกลงโทษเพียง 2 วัน ผู้ตายกลับเริ่มมีอาการป่วย ติดเชื้อแบคทีเรีย ‘Burkholderia pseudomallei’ ทำให้เป็นโรคเมลิออยด์หรือโรคไข้ดิน จนกระทั่งถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุ 9 วัน การลงโทษและการเจ็บป่วยจึงมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน”

ศาลมองว่าการถูกลงโทษทำให้ร่างกายเปื้อนโคลนและต้องไปล้างตัวในบ่อน้ำที่ไม่สะอาดหลังห้องน้ำของหน่วยฝึกทหารใหม่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายได้ ประกอบกับระยะฟักตัวและการแสดงอาการสัมพันธ์กับประวัติและพฤติการณ์ของผู้ตายที่ถูกลงโทษในวันเกิดเหตุ ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ตายติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวทำให้เป็นโรคไข้ดิน เป็นผลมาจากการถูกลงโทษในวันเกิดเหตุนั้น

ศาลวินิจฉัยต่อไปว่าการลงโทษพลทหารในลักษณะรวมการซึ่งเป็นการบังคับให้บุคคลต้องรับโทษในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้นเพื่อบังคับให้ผู้อื่นสารภาพความผิดนั้น อีกทั้งยังเป็นการลงโทษที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบกองทัพบกที่เจ้าหน้าที่ต้องทราบถึงระเบียบเหล่านั้นแล้ว เป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 6 

“การสั่งลงโทษผู้ตายและทหารในลักษณะรวมการ โดยที่บุคคลไม่สมควรถูกลงโทษจากการกระทำใดที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับให้ผู้อื่นรับสารภาพความผิด การให้ออกกำลังกายนานประมาณ 30 นาที ในช่วงเวลา 18.00 ถึง 19.00 น. ก่อนเวลาเข้านอน โดยไม่มีเหตุผลของความจำเป็นเร่งด่วน เกินกว่าเวลาที่กองทัพกำหนดและในช่วงเวลาที่กองทัพสั่งห้าม”

“ทหารใหม่สมควรได้รับการพักผ่อนเพียงพอ เพื่อให้สภาพร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าที่ได้รับจากการฝึกมาตลอดวัน และพร้อมที่จะรับการฝึกในวันต่อไป แต่กลับถูกลงโทษให้ออกกำลังกายนานเกินสมควร ในช่วงเวลาก่อนเข้านอน และด้วยสภาพร่างกายอิดโรย อ่อนล้ามามาก แล้วก็ยังถูกลงโทษให้นอนเต็นท์ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ด้วยชุดที่เปียกชื้นหรือตัวเปล่าและอากาศหนาวเย็น จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบกองทัพบก”

“ย่อมมิใช่เป็นการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมายและเหตุให้ผู้ตายถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ”

จากคำพิพากษาในคดีพลทหารกิตติธรจะเห็นได้ว่าศาลได้มุ่งวางหลักและแปลความนิยามการปฏิบัติที่โหดร้ายตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญา CAT ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และยังมุ่งเน้นที่จะป้องกันและปราบปรามการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับสูญหาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐ และมุ่งคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน จึงถือว่าเป็นคำพิพากษาแรกของประเทศที่ถือเป็นความหวังยิ่งต่อการปกป้องและคุ้มครองสิทธิบุคคลทุกคนต่อไปในอนาคต

อินโฟกราฟิก : อัญมณี แก้วอะโข

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts
  • 1
    ดู CAT Committee, General Comment No.2, ย่อหน้า 3 และ 10
  • 2
    คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์, ‘ความหมาย “การทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี” (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2558) 142
  • 3
  • 4
    คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 162.
  • 5
    ดู CAT Committee, Concluding Observation ย่อหน้า 8-9
  • 6
    คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 140.
  • 7
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี, คำอธิบาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พิมพ์ครั้งที่ 1: พฤศจิกายน 2568)
  • 8
    คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 146 – 147
  • 9
    คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์ (เชิงอรรถ 2) 144
  • 10
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี (เชิงอรรถ 7) 21
  • 11