ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรุงเทพ รับทำการสอบสวน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งจนกล้ามเนื้อสลาย

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 30 มกราคม 2569 กรณีนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกครูลงโทษโดยวิธีการให้ลุกนั่ง จำนวน 200 ครั้งติดต่อกัน จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย เซลล์กล้ามเนื้อตาย และของเสียในเซลล์ออกมาสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไตวาย

หนังสือดังกล่าวแจ้งผลการพิจารณาทำนองว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าครูคนหนึ่งของโรงเรียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องที่จะต้องทำการสอบสวนเพื่อพิจารณามีความเห็นทางคดีตามกฎหมายต่อไป จึงมีคำสั่งให้รับทำการสอบสวน และจ่ายสำนวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 5 เพื่อดำเนินการต่อไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 ข้อ 1”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 CrCF ได้แจ้งเหตุการณ์การทรมาน ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ถึงพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ปรากฏบนเพจเฟสบุ๊ค Drama-addict เกี่ยวกับการเตือนภัยจากแพทย์ กรณีที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกครูคนหนึ่งลงโทษ เพราะทำการบ้านส่งไม่ตรงเวลา โดยสั่งให้นักเรียนคนนี้ลุกนั่ง 200 ครั้งติดต่อกัน ทำให้นักเรียนมีอาการปวดขา 3 – 4 วันติดต่อกัน ต่อมานักเรียนมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนโค้ก จึงรีบมาโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะ Rhabdomyolysis คือกล้ามเนื้อสลาย พร้อมภาพประกอบเป็นภาพถุงปัสสาวะเป็นสีโค้ก และประวัติการรักษา

ต่อมาว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ กพฐ. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ครูที่ลงโทษเด็กนักเรียน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (สพม.กทม. 1) ของ สพฐ. จึงได้สั่งการให้ ผอ.กพฐ.กทม. 1 สอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการ CrCF (ในขณะนั้น) ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 5 สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร โดยได้เน้นย้ำว่า ครูหรือข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ซึ่งได้ใช้อำนาจนี้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อนักเรียน โดยการลงโทษให้ลุกนั่งถึง 200 ครั้งติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง จึงมีลักษณะเป็นการลงโทษที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 5 ฐานกระทำทรมาน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นความผิดต่อแผ่นดินที่คู่กรณีไม่สามารถยอมความได้

นอกจากนี้ หลักการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน คือการห้ามทรมานเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ แม้จะระบุว่ามีการสอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมายแล้วนั้น CrCF เห็นว่า การสืบสวนสอบสวนของพนักงานอัยการในประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยเรื่องความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาของครูที่กระทำผิด ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำผิดดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อครูที่กระทำผิด เพื่อยืนยันหลักการ “ห้ามทรมานโดยเด็ดขาด” มาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

คดีนี้จะเป็นคดีแรกที่จะมีการวินิจฉัยความต่างระหว่าง “การทรมาน” และ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม” ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยใช้เกณฑ์เรื่อง “ความรุนแรงของความทุกข์ทรมาน” เป็นตัวกำหนด รวมทั้งการวินิจฉัยเรื่องความรับผิดของผู้บังคับบัญชา อีกทั้งเพื่อการพัฒนากฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ดังนั้น CrCF จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามการทำงานสืบสวนสอบสวนของพนักงานอัยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือไม่ และหากพบว่าเป็นการกระทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์การลงโทษนักเรียนที่เกินกว่าเหตุ และให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาตามกฎหมายต่อไป

Author