ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ CrCF ทั้งการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย รณรงค์ และสื่อสารกับสังคมในประเด็นความรุนแรงโดยรัฐ โดยเฉพาะอาชญากรรมอย่างการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการบังคับสูญหาย 

นับเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ที่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายอนุวัติการจากอนุสัญญาระหว่างประเทศสองฉบับคือ อนุสัญญาอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (อนุสัญญา CAT)  และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED)  กล่าวคือ นับแต่ที่ประเทศไทยประกาศเข้าเป็นสมาชิกในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ก็ได้มีการดำเนินการนำอนุสัญญามามาออกเป็นกฎหมายภายในเพื่อปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกรณีสำคัญ

เมื่อเข้าสู่ปีที่สามของกฎหมาย การทำงานของ CrCF ภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทำให้เห็นถึงพัฒนาการและข้อท้าทายหลายประการจากการบังคับใช้กฎหมายผ่านการทำงานช่วยเหลือด้านคดีความให้กับผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากคดีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้กลไกของกฎหมายใหม่แล้ว CrCF ยังมีคดีเดิมที่ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามความคืบหน้าและการผลักดันให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เช่น การนำคดี โดยเฉพาะกรณีบังคับสูญหาย เข้าสู่การดำเนินการตามกลไกกฎหมายใหม่ 

อย่างไรก็ตาม จากสถิติทางคดีของ CrCF ปี 2568 ทำให้เห็นว่าความยุติธรรมในคดีสิทธิมนุษยชนที่ CrCF ให้ความช่วยเหลือและมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยได้มาโดยง่าย แม้จะมีกรอบกฎหมายแล้ว แต่ความคืบหน้าที่มี ดูเหมือนจะไม่คืบหน้านัก บทความนี้จึงตั้งใจนำข้อมูลการทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในทางสถิติมารวบรวมและวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียนการทำงานและเพื่อฉายให้เห็นภาพสะท้อนบางส่วนของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ ประสิทธิภาพของพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อุปสรรคที่มองไม่เห็นได้โดยง่าย และบทเรียนสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  

จาก 34 คดี ยังมีเพียงคดีเดียวที่ได้รับชัยชนะจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

ในปี 2568 CrCF มีคดีที่รับผิดชอบอยู่ 34 คดี โดยหากจำแนกประเภทตามลักษณะอาชญากรรมจะพบว่า ครอบคลุม 4 ลักษณะอาชญากรรมหลัก คือ  การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 12 คดี การบังคับสูญหาย 10 คดี การผลักดันกลับ 6 คดี การทรมาน 5 คดี การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extra-judicial killing) 1 คดี และคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) 1 คดี ทั้งนี้ในการจำแนกประเภทตามลักษณะอาชญากรรมนี้ หนึ่งคดีอาจมีหลายลักษณะอาชญากรรมประกอบกัน เช่น กรณีทรมานร่วมกับการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือการบังคับสูญหายร่วมกับการผลักดันกลับ เป็นต้น 

จาก 34 คดี มีเพียง 9 คดีที่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในปีนี้ กล่าวคือเป็นคดีที่ไปสู่ชั้นศาลไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาคดีหรือการไต่สวน โดยใน 9 คดีนี้ มีเพียง 1 คดีที่ไปถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีภายใต้กฎหมายใหม่ อย่างคดีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต โดยมีครูฝึกทหาร 2 นาย ตกเป็นจำเลยในข้อหาปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ตามมาตรา 6  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำหรับปีนี้ประกอบด้วยนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล ซึ่งผลออกมาว่ามีคำสั่งให้คดีอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลพลเรือน และอีกนัดหนึ่งคือนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5  ที่สั่งลงโทษจำคุกครูฝึกทั้ง 2 นาย เป็นเวลา 1 ปี ข้อหาปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ก่อนจะลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ 

นอกจากคดีพลทหารกิตติธรแล้ว คดีตามกฎหมายใหม่อีก 2 คดีที่ถือว่าได้เข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวน มีการนำพยานมาเบิกความให้ข้อเท็จจริง แต่ยังเป็นเพียงชั้นไต่สวนคำร้อง ยังไม่ถึงขั้นพิจารณาคดี คือ การไต่สวนโดยพลันตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  กรณีศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้ยุติการกระทำการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีการใส่เครื่องพันธนาการ (กุญแจเท้า) อานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกจำคุกในคดีทางการเมือง และกรณีในจังหวัดยะลา ครอบครัวนายมังซูร (ขอสงวนนามสกุล) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดยะลาขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการทรมานและการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม หลังจากมังซูรถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และอ้างว่ามีการทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายฯ

อย่างไรก็ตามสำหรับทั้งสองกรณี ศาลมีคำสั่งยกคำร้องภายหลังการไต่สวน โดยเหตุผลสำคัญคือมองว่าไม่ถึงขั้นละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหรือการทรมาน การย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัจจุบันทั้งสองคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

ในส่วนอีก 6 คดีที่เหลือนั้น หนึ่งคดีเป็นคดีที่ CrCF เป็นทนายความจำเลย กล่าวคือ ในคดีการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนายกสมาคมด้วยใจ โดยมีตัวแทนกองทัพเรือร้องทุกข์กล่าวโทษ และมีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องข้อหาตามมาตรา 14 (1)  พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เหตุจากการที่อัญชนาวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานความมั่นคงที่ค้างจ่ายค่าน้ำประปามัสยิดแห่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคดีที่มีการดำเนินการสั่งฟ้อง สืบพยาน และมีคำพิพากษาจากศาลชั้นต้นจนแล้วเสร็จในปีนี้ โดยศาลจังหวัดนราธิวาสพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด 

ในส่วนคดีที่เหลือซึ่งเป็นคดีที่ CrCF เป็นทนายความโจทก์อีก 5 คดีนั้น ล้วนเป็นคดีเก่าที่เหตุเกิดมาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 – 16 ปี ก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใช้บังคับ โดยมี 1 คดีเป็นคดีอาญา อีก 4 คดีเป็นคดีแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในส่วนคดีที่มีคำพิพากษา ในปีนี้มีเพียง 3 คดี ที่มีคำพิพากษา หนึ่งในนั้นคือกรณีที่อัญชนาตกเป็นจำเลยข้างต้น หมายความว่าคดีที่ CrCF และครอบครัวผู้เสียหายได้รับชัยชนะในฐานะโจทก์มีเพียง 2 คดี ได้แก่ คดีสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเขาตะเว ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2562 หรือ 6 ปีที่แล้ว โดยศาลอุทธรณ์สั่งลงโทษเจ้าหน้าที่ทหารพราน จำเลยที่ 1 จำคุก 16 ปี ลดโทษเหลือ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2  ซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพราน ศาลมองว่าเป็นเพียงคนยิงสกัด จึงยกฟ้อง และคดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นซึ่งใช้เวลากว่า 2 ปี ในการเดินทางมาถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

ภาพรวมจะเห็นได้ว่า ในปีนี้มีการดำเนินการที่เป็นขั้นตอนของนัดคดีในชั้นศาลในสัดส่วนที่น้อยมาก และส่วนมากเป็นคดีเก่าที่ใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ในขณะที่การดำเนินการหลักของ CrCF ปีนี้ ดูจะเน้นไปที่การส่งหนังสือร้องเรียนและหนังสือติดตามเรื่องต่อหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยตลอดปี 2568 ปรากฏว่า CrCF ได้ส่งหนังสือร้องเรียนและหนังสือติดตามเรื่องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 82 ฉบับ 

ตัวเลขการส่งหนังสือร้องเรียนและติดตามเรื่องยังสอดคล้องกับสถิติความคืบหน้าของคดีที่ปรากฏว่า กว่า 41% ของคดีทั้งหมดที่มีการดำเนินการในปีนี้ อยู่ในขั้นตอนการโต้แย้งคำสั่งหรือการอุทธรณ์-ฎีกา ในขณะที่อีก 35 % อยู่ระหว่างการสืบสวนหรือการดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ อยู่ระหว่างรอผลการดำเนินการ จากตัวเลขจะพบว่าเท่ากับ 76% ของคดีทั้งหมดยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการทั้งสิ้น 

ทั้งนี้ ยังอาจกล่าวได้ว่าทุกคดีที่มีผลคำสั่งใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งโดยส่วนมากเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมต่างๆ เช่น คำสั่งยกคำร้องการขอไต่สวนโดยพลันตามมาตรา26 หรือคำสั่งยุติการสืบสวนของพนักงานอัยการในกลุ่มคดีบังคับสูญหาย โดยเฉพาะกรณีบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยไทยในประเทศเพื่อนบ้านในช่วงปี 2559 – 2563 ที่ได้ทำการยื่นร้องทุกข์ตามกฎหมายใหม่ไป 4 กรณี แต่ผลปัจจุบันคือ 3 กรณีมีคำสั่งยุติการสืบสวน ได้แก่ ชัชชาญ บุปผาวัลย์, ไกรเดช ลือเลิศ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ยังมีเพียงกรณีเดียวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนอยู่คือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์  ซึ่ง CrCF จะต้องมีการทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งกลับไปในเกือบทุกกรณี ในขณะที่กรณีคดีที่มีคำพิพากษาซึ่งเป็นส่วนน้อยของคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด ก็มีการดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

ตัวเลขข้างต้นทั้งหมดจึงอาจนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญได้ว่าในปีนี้การผลักดันให้กรณีการละเมิดสิทธิต่างๆ กลายเป็นคดีนั้นยังมีความท้าทายและยากยิ่ง แม้จะมีกฎหมายใหม่เป็นกลไกสำคัญแล้ว เพราะคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ก้าวหน้าเพียงคดีเดียว ในขณะที่คดีส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในชั้นสืบสวนสอบสวน หรือระหว่างการโต้แย้งคำสั่ง รวมถึงการอุทธรณ์และฎีกา ที่ CrCF ต้องดำเนินการเป็นหลัก

คดีใหม่ที่เพิ่มเท่าตัว กับความพยายามในระยะยาวเพื่อติดตามและผลักดันให้ต่อเนื่อง

เมื่อจำแนกประเภทคดีโดยแบ่งเป็นคดีใหม่ คือ คดีที่เกิดขึ้นในปี 2568 และคดีเดิมที่เกิดก่อนปี 2568 ตัวเลขที่น่าสนใจคือ จาก 34 คดี มีคดีที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้ถึง 16 คดี คิดเป็นจำนวนเท่าตัวจากจำนวนคดีเดิมที่ยังคงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนปี 2568 

การเพิ่มขึ้นของคดีใหม่นี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญอาจเป็นไปได้ว่า เพราะปัจจุบันมีช่องทางทางกฎหมายให้สามารถดำเนินการได้ อย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่แม้จะมีการบังคับใช้เข้าสู่ปีที่สามแล้ว แต่อาจจะสื่อให้เห็นว่า CrCF ได้พยายามใช้เครื่องมือทางกฎหมายใหม่ๆ จากกฎหมายฉบับนี้เพื่อมุ่งเรียกร้องความยุติธรรมจากเหตุการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงได้เท่าทัน รวดเร็ว และเป็นระบบยิ่งขึ้น 

ในแง่หนึ่งอาจเป็นไปได้ว่า CrCF กำลังพัฒนาความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นในการใช้และผลักดันกฎหมายดังกล่าวในทางปฏิบัติให้เป็นจริง ทั้งองค์ความรู้ในการจัดการคดี แง่มุมในการโต้แย้งการตีความทางกฎหมายในประเด็นต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สามารถดำเนินการแจ้งเหตุการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย หรือบังคับสูญหาย ได้ทันท่วงทีกับสถานการณ์ โดยใช้กลไกร้องเรียนตามมาตรา 29 หรือการส่งหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบการจับกุมควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายว่าเป็นไปตามมาตรา 22 ที่กำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมจนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน และมีการแจ้งการจับกุมไปยังอัยการและกรมการปกครองหรือไม่ ตลอดจนการยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนโดยพลันเพื่อตรวจสอบเหตุและสั่งยุติการกระทำทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือบังคับสูญหาย ตามมาตรา 26 เป็นต้น 

เมื่อพิจารณาจากสถิติการยื่นเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 29 และการยื่นคำร้องตามมาตรา 26 จะเห็นถึงการดำเนินการเชิงรุกที่เพิ่มมากขึ้นผ่านช่องกลไกการร้องเรียนทั้งสองกลไก โดยในปี 2568 CrCF ได้มีการแจ้งเรื่องประมาณ 12 เรื่องตามมาตรา 29 คือ ผู้ใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือการบังคับให้สูญหาย ให้สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ พนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงพนักงานสอบสวน และคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (คณะกรรมการชาติฯ)   

จากการแจ้งเรื่องตามมาตรา 29 เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีประมาณ 5 เรื่อง ที่อาจเรียกได้ว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ 

กรณีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรีลงโทษเด็กนักเรียนโดยการตัดผมแหว่งทั่วศีรษะ ภายหลังการยื่นเรื่อง กรมการปกครอง อำเภอบ้านโป่ง ได้ส่งหนังสือแจ้งว่าได้รับรายงานจากโรงเรียนว่ามีการเข้าพบครูเพื่อแจ้งข้อผิดพลาดและทำบันทึกข้อความไว้ต่อหน้าคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา และทำบันทึกข้อความระหว่างผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร และพยาน อีกทั้งได้เยียวยาทางด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนแล้ว

กรณีครูสั่งลงโทษเด็กนักเรียนให้ลุกนั่ง 200 ครั้ง จนเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ภายหลังการยื่นเรื่อง พนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศป.ทส.) กรุงเทพฯ ได้ส่งหนังสือขอให้มาพบพนักงานอัยการเพื่อสอบข้อเท็จจริง โดยทีม CrCF ได้เดินทางไปพบเพื่อให้ข้อเท็จจริงแล้ว 

กรณีการบังคับสูญหายและฆาตกรรมนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาอัยการ ศป.ทส. อำเภอฮอด ได้ส่งหนังสือเชิญ CrCF และครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยครอบครัวได้เดินทางไปให้ข้อเท็จจริงกับอัยการแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน 

กรณีการบังคับสูญหายและผลักดันกลับนายดวง วาน ไถ (Dương Văn Thái) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในประเทศไทย ซึ่งเครือข่ายผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทยและ CrCF ได้มีการยื่นร้องเรียนต่อพนักงานอัยการ ศป.ทส. เพื่อขอให้ตรวจสอบ และต่อมาได้เดินทางไปให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกับพนักงานอัยการ ศป.ทส. ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีแล้ว 

กรณีที่ปรากฏข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจอุ้มนักท่องเที่ยวชาวจีนเพื่อเรียกค่าไถ่ ในจังหวัดอุบลราชธานี โดย CrCF ได้รับหนังสือตอบกลับจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีแจ้งว่ากรณีดังกล่าวได้มีการดำเนินการสอบสวนคดีอาญาแล้วในฐานความผิดอื่นซึ่งไม่ใช่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ตามเขตอำนาจที่รับผิดชอบ ยังไม่ปรากฏการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงได้ส่งเรื่องให้ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี และอำเภอพิบูลมังสาหาร ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว  

นอกจาก 5 กรณีข้างต้นที่พอจะมีความคืบหน้าของการดำเนินการ ในกรณีอื่นๆ ส่วนใหญ่จะได้รับหนังสือตอบรับว่าได้รับแจ้งเรื่องแล้ว หรือแจ้งว่ามีการดำเนินการอยู่

นอกจากมาตรา 29 ยังมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 26 ที่กำหนดใจความว่า เมื่อมีการอ้างว่ามีใครถูกทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้ายฯ หรือบังคับสูญหาย บุคคลที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 26 (1)-(6) สามารถยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาให้มีคำสั่งยุติการกระทำเช่นนั้นทันที 

โดยในปีนี้ CrCF ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 26 ไปประมาณ 7 เรื่อง ส่วนใหญ่จะร้องในฐานะ “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” ตามมาตรา 26 (6) ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้วางกรอบความหมายไว้กว้างเพื่อให้บุคคลธรรมดาทั่วไปสามารถยื่นเรื่องในฐานะประชาชนทั่วไปที่มีหน้าที่สอดส่องดูแลสังคมให้ปลอดภัยได้ เพื่อเอื้อให้เกิดการร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังที่ถูกทรมานหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที และให้ศาลมีหน้าที่ไต่สวนเพื่อคุ้มครองและป้องกันการทรมานฯ 

อย่างไรก็ตาม ในหลายคำร้องที่ยื่นไปต้องเผชิญกับการตีความทางกฎหมายมาตรา 26 (6) ที่มองว่าบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ร้องในฐานะประชาชนที่รับทราบเหตุมา หรือ CrCF ซึ่งเป็นมูลนิธิฯ ในส่วนภาคประชาสังคมที่ทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงโดยตรง ก็ยังไม่ใช่บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายตามบทบัญญัติ การตีความทางกฎหมายในประเด็นนี้เป็นอีกหนึ่งข้อท้าทายสำคัญที่ CrCF ได้ทำหนังสือโต้แย้งกรณีดังกล่าว และพยายามผลักดันให้กลไกตามมาตรา 26 ใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

นอกจากนี้ ในคำร้องที่ยื่นไปทั้งหมด 7 เรื่องนั้น มีเพียง 2 เรื่องที่ศาลสั่งให้มีการไต่สวน ในขณะที่คำร้องที่เหลือถูกยกคำร้องโดยไม่ได้มีการนัดไต่สวนเพื่อตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด กรณีที่ได้มีการไต่สวน 2 กรณี คือ กรณีไต่สวนการใช้เครื่องพันธนาการกับทนายอานนท์ นำภา และผู้ต้องขังที่มาศาล และกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่ามังซูร (สงวนนามสกุล) ถูกกระทำทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้าย ขณะถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ ข้อท้าทายสำคัญที่คดีที่ไปสู่ชั้นไต่สวนต้องเจอคือการตีความนิยามของอาชญากรรมอย่างการปฏิบัติที่โหดร้ายฯ ที่แม้ในทางมาตรฐานสากลได้มีการขยายความและตีความนิยามอาชญากรรมดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในอนุสัญญาฯ แต่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันกรณีที่เกิดขึ้นถูกมองว่า “ไม่ถึงขั้น” เป็นการละเมิดสิทธิอย่างการทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงเป็นอีกหนึ่งข้อท้าทายสำคัญที่ CrCF ได้ทำการโต้แย้งประเด็นดังกล่าวและต้องติดตามใกล้ชิดต่อไปในปีหน้า

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นถึงความเชี่ยวชาญที่เพิ่มขึ้นและความพยายามในการผลักดันให้กลไกสำคัญโดยเฉพาะกลไกการร้องเรียนของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  สามารถบังคับใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ แม้จะยังมีอุปสรรคและข้อท้าทายหลายประการ แต่ก็เป็นงานที่จะต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิดในปีหน้า ทั้งในการติดตามความคืบหน้าของคดีและการโต้แย้งประเด็นการตีความกฎหมาย  โดยเฉพาะในกลไกตามมาตรา 29 และ 26 ทั้งสองจะเป็นกลไกสำคัญในอนาคตที่ CrCF จะต้องมุ่งผลักดันให้มีประสิทธิภาพและบังคับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

สรุปภาพรวมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายของ CrCF ปี 2568 

ภาพรวมในปี 2568 CrCF มีคดีที่ได้ดำเนินการไป 34 คดี ครอบคลุมอาชญากรรมหลักอย่าง การทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการบังคับสูญหาย  โดยสถานะทางคดีส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คดีส่วนมากที่มีผลความคืบหน้ามักจะต้องมีการทำการโต้แย้งเป็นหนังสือ หรืออุทธรณ์-ฎีกาตามกระบวนการ ในขณะที่การใช้กลไกทางกฎหมายใหม่ๆ ปรากฏผ่านสถิติการแจ้งเรื่องตามมาตรา 29 และการยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนโดยพลัน ตามมาตรา 26 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในแง่ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อผลักดันให้มีการใช้กลไกทั้งสอง และมุ่งผลักดันให้หน่วยงานรัฐสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีโดยใช้กฎหมายใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏข้อท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในประเด็นการตีความทางกฎหมายทั้งกรอบการนิยามหรือการตีความเรื่องอำนาจหน้าที่ เป็นต้น

ในปีนี้ CrCF จึงต้องอาศัยทั้ง “ความพยายามในระยะยาว” เพื่อติดตามคดีเดิมและ “ความเฉียบคม” ในการจัดการคดีใหม่โดยใช่ใช้เครื่องมือทางกฎหมายใหม่ๆ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ยุติการทรมาน ปฏิบัติที่โหดร้าย บังคับสูญหาย รวมถึงยุติความรุนแรงโดยรัฐทุกรูปแบบและยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ให้ได้อย่างแท้จริง

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts