ลงโทษจำคุก 1 ปี ครูฝึก 2 นายแต่ให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 8 เดือนกรณีพลทหารกิตติธร เสียชีวิตหลังเข้ารับการฝึกเมื่อปี 2566

วันนี้ (18 ธันวาคม 2568)  เวลา 09.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ปท 1/2566  พนักงานอัยการ (โจทก์) สั่งฟ้องครูฝึกทหารสองนาย (จำเลย) ในข้อหาร่วมกันกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กรณีกระทำให้พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เสียชีวิตหลังเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ที่ค่ายเม็งรายมหาราช เมื่อปี 2566 ศาลสั่งลงโทษจำคุก 1 ปี ครูฝึก 2 นาย ในความผิดตามมาตรา 6 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลจึงลดโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยขณะนี้จำเลยทั้งสองอยู่ระหว่างการขอปล่อยตัวชั่วคราว

คำพิพากษาในวันนี้มีใจความว่า การปรับปรุงวินัย การสั่งลงโทษให้นอนเต็นท์ในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเวลาที่อากาศหนาวเย็น เนื่องจากมีฝนตก และภายหลังการฝึกที่เหนื่อยล้า เป็นผลโดยตรงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยด้วยเชื้อโรคและติดเชื้อไข้ดิน จนกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา การสั่งให้นำเต็นท์ส่วนบุคคลมานอนโดยไม่อยู่ในตารางฝึก  อีกทั้งการสั่งลงโทษพลทหารร่วมกันทั้ง 162 นาย เพื่อลงโทษในกรณีที่ทหารเกณฑ์ใหม่นำบุหรี่มาสูบหลายนายนั้น ไม่ควรเป็นเครื่องมือบังคับให้ผู้อื่นสารภาพ รวมทั้งการลงโทษด้วยท่าฝึกออกกำลังกายเกินกว่าที่กำหนด และลงโทษก่อนนอน เป็นช่วงเวลาที่มีคำสั่งห้ามไว้แล้วตามระเบียบฝึกทหารใหม่ 

ความผิดตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน พ.ศ. 2565 ไม่มีการกำหนดความหมายหรือคำจำกัดความเป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองบุคคลจากการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อยกระดับความคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย จึงสมควรกำหนด ความผิดและมาตราให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (CED) ตามที่ปรากฏในเหตุผลท้าย พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  อีกทั้งมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญไทยได้กำหนดรับรองว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ย่อมได้รับการคุ้มครอง จะกระทำการละเมิดมิได้ ประกอบกับมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ ที่คุ้มครองสิทธิว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ดังนั้นการตีความและบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯนี้ และในคดีนี้ จึงมุ่งไปในทางป้องกัน ปราบปรามและการคุ้มครองเป็นสำคัญ

การกระทำต่อพลทหารกิตติธรไม่ใช่การลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ขาดเมตตากรุณา ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นเหตุโดยตรงให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คำให้การของโจทก์และโจทก์ร่วมมีความหนักแน่น การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดตามฟ้อง ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565 มาตรา 6 ศาลพิพากษาลงโทษ จำคุก 1 ปี จำเลยนำสืบให้การเป็นประโยชน์มีเหตุลดโทษ 1 ใน3 จำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ในวันนี้ทีมทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายเครือข่าย พร้อมกับครอบครัวของพลทหารกิตติธร ได้แก่ พ่อ ภรรยา และญาติ รวมกว่า 10 คน ได้เดินทางมายังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความในคดีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า คดีนี้เป็นเรื่องความผิดตาม มาตรา 6 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยศาลพิจารณาเรื่องข้อเท็จจริงการฝึกของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า การฝึกนั้นผิดระเบียบของกองทัพ และการสั่งลงโทษของจำเลยทั้งสองนำไปสู่การทำให้พลทหารกิตติธรติดเชื้อและป่วยจากการฝึกจนเสียชีวิต 

ภายหลังการต่อสู้มานานกว่า 2 ปี แก้วกัญญา แซ่ลี ภรรยาพลทหารกิตติธร กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ศาลเห็นถึงความสำคัญของพลทหารและครอบครัว รวมทั้งรับฟังคำให้การ อีกทั้งขอขอบคุณความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย เพราะหากมีเพียงครอบครัวต่อสู้ในวันนั้นก็คงไม่มีทางที่จะสู้มาถึงทุกวันนี้ได้

“(ต่อสู้มา) 2 ปีกว่าแล้วค่ะ ที่อยู่ได้วันนี้ก็คือว่ามีลูกค่ะ เขาไม่มีพ่อแล้ว หนูคงต้องสู้… ถ้าเขายังอยู่ก็คงไม่มีอะไรให้ทุกข์ใจเลย” 

“อยากให้เขา (กองทัพ) เอาเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน และก็ดูแลพลทหารคนอื่นๆ จริงๆ หนูไม่ได้อยากให้มีการเกณฑ์ทหารต่อไปด้วยซ้ำ แต่ว่าถ้ายังทำอะไรไม่ได้ ก็อยากให้เขาดูแลคนในความปกครองของเขาให้ดีๆ เพราะว่าเขาก็เป็นลูก มีพ่อมีแม่ มีคนเป็นห่วงเขาเหมือนกัน ไม่มีใครอยากไปเกณฑ์ทหาร แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องไป เอาคนของเราไปแล้ว ก็ฝากให้เขาดูแลให้ดีๆ เหมือนลูกของเขาด้วยค่ะ” แก้วกัญญากล่าว

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและทนายความในคดีได้ให้ข้อสังเกตว่า คำวินิจฉัยคดีนี้อาจเป็นมาตรฐานและบรรทัดฐานสำคัญในการกระทำที่เป็นการลงโทษแบบรวมการว่าอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ไม่ว่าจะในบริบทการฝึกทหาร การอบรมในสถานศึกษา หรือบริบทอื่นๆ 

“การสั่งลงโทษรวมการ ไม่ควรเป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นรับสารภาพ เพราะการฝึกรวมการ รวมหมู่ เป็นการลงโทษที่ไม่ได้ลงโทษเฉพาะบุคคลที่กระทำความผิด การที่ผู้ฝึกหรือครูฝึกไม่ได้แจ้งสาเหตุของการลงโทษและฝึกรวมหมู่ เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  ถ้าเกิดเหตุว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม และเป็นการละเมิดระเบียบของกองทัพเอง”

คดีพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เป็นคดีแรกของประเทศไทยที่มีนายทหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบที่เป็นศาลยุติธรรม ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยพนักงานอัยการสั่งฟ้องครูฝึกทั้งสองนายตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2566 ก่อนจะมีคำพิพากษาในวันนี้ และถือเป็นคดีแรกที่มีการสั่งลงโทษในข้อหาตามมาตรา 6 ฐานการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายและจิตใจ คดีดังกล่าวจึงถือเป็นคดีที่ได้สร้างบรรทัดฐานและยกระดับประเทศไทยในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะทหารเกณฑ์ทุกนายในการฝึกต่อไป

Author