“จนกว่าจะทราบชะตากรรม” เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความจริงและยุติการบังคับสูญหาย

สำหรับอาชญากรรมอย่างการบังคับสูญหาย นัยของความจริงมีความสัมพันธ์ที่พิเศษยิ่งกว่าอาชญากรรมลักษณะอื่น เพราะรูปแบบของอาชญากรรมนี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนคือ นอกจากจะมุ่งทำให้บุคคลหนึ่งสูญหาย ยังมีการมุ่งลบล้างพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายทั้งหมดอีกด้วย กล่าวคือ การทำให้ความจริงที่เกี่ยวข้องกับการสูญหายนั้นหายไปเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการอุ้มหายที่จะทำให้อาชญากรรมดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องถาวร และสมบูรณ์ 

ผลที่ตามมาคือ ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย ชุมชน และสังคม จะไม่สามารถรู้ได้ว่า ชะตากรรมคนที่สูญหายเป็นอย่างไร มากไปกว่านั้นคือใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร ทำไปเพื่ออะไร และจะเอาผิดกับผู้กระทำอย่างไร อีกทั้งยังสร้างความกลัวจากความไม่รู้และความทรมานจากความไม่ชัดเจนในข้อมูลเหล่านี้แก่สังคมวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ การรู้ความจริงจึงมีความสำคัญอย่างมากเป็นพิเศษต่อกรณีการอุ้มหาย

แนวคิดข้างต้นอธิบายเหตุผลเบื้องหลังแนวคิดพื้นฐานที่ว่าการอุ้มหายไม่ควรมีอายุความมาจำกัดเพื่อให้มั่นใจว่าการค้นหาความจริงจะไม่ต้องสะดุดหยุดลง การให้ความสำคัญกับการค้นหาความจริงยังปรากฏในมาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เน้นย้ำถึงหลักการค้นหาความจริง โดยเนื้อความได้ระบุอย่างชัดเจนว่าในกรณีการอุ้มหาย รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการ 1) สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลที่สูญหาย และ 2) ให้ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดตลอดจนรู้ถึงตัวผู้กระทำผิด 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 ครอบครัวของชัชชาญ บุปผาวัลย์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่มคนเสื้อแดงที่สูญหายไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ก่อนจะพบร่างไร้ชีวิตในแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ได้รับหนังสือแจ้งยุติการสอบสวนจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยให้เหตุผลว่ากรณีการอุ้มหายชัชชาญเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้ กรณีดังกล่าวจึงทำให้เกิดข้อถกเถียงโดยเฉพาะประเด็นในมาตรา 10  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ว่ากรณีชัชชาญ แม้ความผิดเกิดขึ้นสำเร็จก่อนมีกฎหมายแต่ก็ต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไปจนกว่าจะทราบชะตากรรมตามที่คดีบังคับสูญหายควรจะเป็น เมื่อคำนึงถึงความสำคัญอย่างยิ่งของความจริงต่อกรณีอุ้มหาย

ชัชชาญ บุปผาวัลย์

การบังคับสูญหาย สุรชัย-ชัชชาญ-ไกรเดช: ผู้ลี้ภัย/นักกิจกรรมชาวไทยในประเทศลาวกับการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression – TNR)

กรณีที่ต้องหยิบยกมากล่าวถึงเมื่ออธิบายถึง มาตรา 10 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  คือกรณีของชัชชาญ บุปผาวัลย์  รวมถึงไกรเดช ลือเลิศ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกบังคับให้สูญหายและต่อมาพบร่างที่เสียชีวิตของทั้งสองบริเวณริมแม่น้ำโขง ทั้งสองลี้ภัยไปยังประเทศลาวตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2557 ต่อมาถูกบังคับสูญหายพร้อมกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เป็น 3 กรณีจาก 9 กรณีการบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านในระหว่างปี 2559 – 2563 

ย้อนกลับไปในปี 2558 สำนักข่าวบางกอกโพสต์รายงานข่าวการประชุมระหว่างคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-ลาว ครั้งที่ 3 ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยภายในงานมีผู้นำของทั้งสองประเทศในขณะนั้นเข้าร่วมงานด้วย หนึ่งในข้อตกลงทั้งหมดเจ็ดฉบับที่ประเทศไทยและลาวลงนามร่วมกัน เมื่อสิ้นสุดการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมคือ นโยบายที่จะ ไม่อนุญาตให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดวางแผนก่อความไม่สงบหรือดำเนินกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลในอีกประเทศหนึ่งบนแผ่นดินของตน ทั้งสองประเทศพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ คัดค้าน และยับยั้งความพยายามใด ๆ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจคุกคามความสัมพันธ์ไทย–ลาว1https://www.bangkokpost.com/thailand/general/1594290/thailand-laos-join-forces?utm_source=chatgpt.com#google_vignette

ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม 2561 สุรชัย ชัชชาญ และไกรเดช สูญหายไปพร้อมกัน และไม่มีใครสามารถติดต่อทั้งสามคนได้อีกเลยนับแต่วันดังกล่าว จนกระทั่งในวันที่ 27 และ 29 ธันวาคม 2561 พบศพชายไม่ทราบชื่อ บริเวณริมแม่น้ำโขง อ. ธาตุพนม และ อ. อาจสามารถ จ. นครพนม  ต่อมาพิสูจน์ทราบว่าเป็นร่างของชัชชาญและไกรเดชที่ถูกฆาตกรรม นอกจากนี้ ช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังมีข่าวรายงานว่า มีผู้พบเห็นร่างที่สงสัยว่าจะเป็นศพของสุรชัย ในแม่น้ำโขงบริเวณ ต. ท่าจำปา  อ. ท่าอุเทน จ. นครพนม แต่ต่อมาศพหายไป และปัจจุบันยังไม่พบ 

ไกรเดช ลือเลิศ

นับแต่เกิดเหตุ ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ลูกชายของชัชชาญ ได้ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและต้องการทราบความจริงจากรณีที่เกิดขึ้นกับพ่อ ภายหลังจากที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ก่อการได้เดินทางมาร้องทุกข์กับศูนย์ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ สำนักงานอัยการสูงสุด  ในวันที่ 1 มิถุนายน 2566 เพื่อให้มีการสืบสวนสอบสวนและค้นหาความจริง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 มกราคม 2567 มีหนังสือแจ้งการยุติการสอบสวนกรณีชัชชาญ ด้วยเหตุผลว่าการอุ้มหายเกิดขึ้นสำเร็จก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ใช้บังคับ โดยข้อความในหนังสือระบุว่า 

“… เมื่อพบศพเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีผลใช้บังคับ พนักงานอัยการจึงไม่เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 17 เมื่อพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสอบสวน ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง” 

ต่อมา ทนายความครอบครัวชัชชาญส่งหนังสือโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ยืนยันว่ากรณีการอุ้มหายชัชชาญ แม้จะเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รัฐยังมีหน้าที่สืบสวนจนกว่าจะรู้รายละเอียดการบังคับสูญหายและตัวผู้กระทำผิด ตามมาตรา 10 ของกฎหมายดังกล่าว

ทราบชะตากรรม ไม่ใช่แค่การเจอตัวหรือพบศพ

ตามหลักการในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance หรือ อนุสัญญา CED) ข้อ 24 (1) ระบุว่า ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายมีสิทธิรับรู้ความจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของการบังคับให้สูญหาย ความคืบหน้าและผลของการสอบสวน รวมถึงชะตากรรมของบุคคลที่สูญหาย นอกจากนี้ ข้อ 24 (6)  ระบุว่าในการดำเนินการสอบสวนต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการทำให้ชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย “กระจ่างชัด” (Clarified) อย่างชัดเจน2https://www.ohchr.org/en/instruments-mechanisms/instruments/international-convention-protection-all-persons-enforced

จากข้อ 24 การทำให้ชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายกระจ่างชัด  ไม่ได้หมายถึง “พบตัวหรือพบศพ” อย่างเดียว แต่หมายถึง การทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างในทางกฎหมายและข้อเท็จจริง

ว่าชะตากรรมขั้นสุดท้ายของบุคคลนั้นคืออะไร สถานที่หรือที่อยู่ (whereabouts) ความรับผิดของรัฐหรือผู้กระทำ 

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

หลักการดังกล่าวยังปรากฏในคำพิพากษาชองศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Court of Human Rights) เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2014 ในคดีการบังคับสูญหาย Rodríguez Vera et al. (The Disappeared from the Palace of Justice) v. Colombia โดยได้วางหลักว่า 

“เมื่อคำนึงถึงลักษณะต่อเนื่องหรือถาวรของอาชญากรรมการบังคับให้บุคคลสูญหาย หน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในลักษณะนี้ยังคงดำรงอยู่ตราบใดที่ความไม่แน่ชัดเกี่ยวกับชะตากรรมขั้นสุดท้ายของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายยังคงมีอยู่ ทั้งนี้ เนื่องจากสิทธิของญาติใกล้ชิดของผู้ถูกบังคับสูญหายในการรับรู้ชะตากรรมของเขาหรือเธอ และหากมีกรณีเกี่ยวข้อง ก็รวมถึงที่อยู่ของร่างของเขาหรือเธอ เป็นความคาดหวังอันชอบธรรมที่รัฐต้องสนองตอบโดยใช้ทุกวิถีทางที่มีอยู่3https://www.icj.org/wp-content/uploads/2015/12/Universal-Enforced-Disappearance-and-Extrajudicial-Execution-PGNo9-Publications-Practitioners-guide-series-2015-ENG.pdf

หน้าที่ของรัฐที่ต้องสืบสวนและสิทธิของผู้เสียหายที่จะรู้ความจริง 

เจตนารมณ์และหลักการของอนุสัญญา CED ยังปรากฏอยู่ในมาตรา 43  พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ “ให้นำความในมาตรา 10 มาใช้บังคับแก่การกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยอนุโลม”

 ซึ่งมาตรา 10 กำหนดไว้ว่า “ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการ สืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายและทราบรายละเอียดของการกระทำความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด” 

มาตรา 10 เป็นบทบัญญัติที่บ่งบอกว่า คดีบังคับสูญหายแตกต่างไปจากคดีอาญาทั่วไป เพราะการสืบสวนจนรู้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการอุ้มหายและรู้ถึงตัวผู้กระทำผิดนั้น ไม่ใช่เพื่อการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเหมือนคดีอาญาทั่วไป แต่เป็นการสืบสวนตามแนวคิด “ความผิดต่อเนื่อง” (continuous crime) 

ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอาชญากรรมที่ถือว่าความผิดยังดำเนินอยู่ จนกว่าจะทราบชะตากรรม รายละเอียดของการกระทำผิด และผู้กระทำผิด กล่าวคือ ในคดีอาญาทั่วไป การสืบสวนอาจยุติลงเพราะเวลาผ่านไปนานจนขาดอายุความ หรือเพราะขาดพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่สำหรับกรณีการบังคับสูญหายที่มีลักษณะเป็นความผิดต่อเนื่อง จะมองว่าการกระทำความผิดยังคงดำเนินอยู่จนกว่าจะทราบชะตากรรม รายละเอียดของการกระทำผิด และผู้กระทำผิด 

จากบทบัญญัติในมาตรา 10 และ 43 จึงชัดเจนว่ารัฐจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะ “ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” ด้วย แม้จะเป็นกรณีที่การกระทำให้สูญหายนั้นเกิดขึ้นก่อนมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และพบร่างผู้สูญหายแล้วก็ตาม 

การรู้ความจริงที่กระจ่างชัดดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดโปงแรงจูงใจ ผู้สั่งการ และผู้กระทำที่อยู่เบื้องหลังการบังคับสูญหาย ทำให้สิทธิในการรู้ความจริงของครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายได้รับการคุ้มครอง ครอบครัวผู้สูญหายได้รับการเยียวยา และทำให้ความต่อเนื่องของการอุ้มหายยุติลง

ในกรณีของชัชชาญ และไกรเดช รัฐจึงมีหน้าที่ที่จะต้องสืบสวนสอบสวนว่า ในระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม – 27 และ 29 ธันวาคม 2561 เกิดอะไรขึ้นกับชะตากรรมของทั้งสอง  การกระทำการอุ้มหายเกิดขึ้นที่ใด เวลาใด พฤติการณ์การกระทำมีอะไรบ้าง เช่น กระทำอย่างไร ใช้อุปรณ์ใดกระทำ เคลื่อนย้ายไปสถานที่ใดบ้าง สถานที่หรือที่อยู่ที่สุดท้ายคือที่ไหน  ชะตากรรมขั้นสุดท้ายของพวกเขาคืออะไร ใครคือผู้กระทำผิด ใครคือผู้สั่งการ ผู้สนับสนุน หรือใครเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด  เหล่านี้ล้วนเป็น “ชะตากรรม” ที่รัฐมีหน้าที่สืบสวนและทำให้กระจ่างชัด

Author

  • นักเขียนฝึกหัด นักเรียนกฎหมาย และเป็ดที่ทำได้ทุกอย่าง ติดแกลมแต่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่องและนักกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

    View all posts