ผสานวัฒนธรรมยื่นอุทธรณ์ ยันเป็นบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ผู้เสียหาย กรณีปฏิบัติโหดร้ายฯ ต่อผู้ต้องขัง “ไผ่-ครูใหญ่” ไม่ให้เข้าห้องน้ำนาน 8 ชม. ระหว่างเดินทางมาศาล

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอาญา กรณีศาลยกคำร้องขอให้ไต่สวนโดยพลันเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำหากมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 26 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ 

ในการอุทธรณ์นี้ ผู้ร้องยืนยันว่า คำว่า “บุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” ตามมาตรา 26 (6) ของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่รับรู้ รับเรื่องร้องเรียนและมีจิตสาธารณะเห็นความสำคัญของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตรวจสอบการละเมิดพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ได้ทันทีตามกฎหมาย สามารถยุติการกระทำดังกล่าว 

และคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นนั้น ขัดต่อพ.ร.บ.ป้องกันและปราบกรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ศาลต้อง “ไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน” เมื่อได้รับคำร้องตามมาตรา 26 วรรคท้าย การที่ศาลยกคำร้องโดยไม่ได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงนั้นเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ข้อเท็จจริงของการละเมิดสิทธิเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยังเป็นการปฏิเสธการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ผู้ต้องขังรายอื่นจะถูกละเมิดในลักษณะเช่นนี้อีก 

ผู้ร้องจึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนโดนพลัน และหากพบว่ามีการกระทำที่เป็นการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 27 เพื่อยุติการกระทำดังกล่าว

สืบเนื่องจากวันที่ 26 กันยายน 2568 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาไต่สวนโดยพลันตามมาตรา 26 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรณี “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ นักกิจกรรมจากภาคอีสานถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการที่ไม่สามารถขอเข้าห้องน้ำที่เรือนจำจังหวัดชัยภูมิระหว่างการส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียวมายังศาลอาญา เพื่อมารับฟังการสืบพยานในฐานะจำเลยที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แม้ทั้งสองเห็นว่าน่าจะอยู่ในวิสัยที่เจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เข้าห้องน้ำในพื้นที่ของกรมราชทัณฑ์ได้ แต่ผู้คุมกลับปฏิเสธและให้ผู้ต้องขังปัสสาวะภายในรถกระบะของกรมราชทัณฑ์ โดยการเดินทางนี้ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง เป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร 

ต่อมาภายในวันเดียวกัน ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายหรือมีส่วนได้ส่วนเสียตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 26 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ ให้ยกคำร้อง 

“คำร้องนี้แม้จะเป็นคำร้องต่อกรณีผู้ต้องขังทางการเมืองสองรายนี้ แต่ในขณะเดียวกันนี้ก็มีผู้ต้องขังทั่วประเทศที่ต้องเดินทางมาศาลเพื่อมาฟังการพิจารณาในฐานะจำเลยทุกวัน จำเลยที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมักไม่มีปากเสียง ไม่มีผู้ร้องเรียนแทน สิทธิในการเข้าห้องน้ำที่สะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเหตุที่มีสาระในการพิจารณาของศาล  คำร้องนี้จึงมีวัตถุประสงค์ด้วยว่าศาลมีหน้าที่ในการตรวจสอบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้ได้รับการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานและไม่ถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมเพื่อเดินทางมาศาล”  พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  ผู้ร้องในคดีนี้

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจร่วมกันติดตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของผู้ต้องขังจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย” และมาตรา 29 “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” เพราะการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความรับผิดชอบหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรรม ในการคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้สังคมถูกปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม และเคารพสิทธิมนุษยชนได้โดยแท้จริง

Author