คดีกิตติธร-วรปรัชญ์: ความยุติธรรมที่ได้ เพียงพอไหมกับความตายของพลทหาร?

“การเกณฑ์ทหาร” เป็นประเด็นหนึ่งที่สังคมไทยให้ความสนใจ เพราะเมื่อฤดูกาลเกณฑ์ทหารมาถึงในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี จะต้องมีประเด็นมากมายให้ผู้คนแสดงความคิดเห็น หนึ่งในนั้น คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์ ทั้งการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่หลายครั้งยังส่งผลถึงชีวิต และอาจไม่ได้หมายถึงการพรากหนึ่งชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบมากมายให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง เนื่องจากกระบวนการในการได้มาซึ่งความยุติธรรมยังสร้างปัญหาซ้ำเติมครอบครัวของผู้เสียชีวิตในอีกหลายประการ และนอกจากความพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของรัฐ อย่างการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแล้ว เรายังไม่เห็นความพยายามใดๆ ที่จะแสดงความเสียใจ หรือยุติและป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์ อีกทั้งยังไม่มีการรับประกันว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ความตายของเหล่าทหารเกณฑ์กับเงินเยียวยา เป็นความยุติธรรมที่เพียงพอหรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องหาคำตอบร่วมกัน

คำสั่ง ผบ.ทบ.: ห้ามทำร้ายหรือการทรมานร่างกายทหารใหม่โดยเด็ดขาด

นอกเหนือจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะเป็นความหวังหนึ่งในการปกป้องชีวิตของทหารเกณฑ์ กองทัพเองก็ยังมีการออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงในค่ายทหาร ยกตัวอย่างเช่น คำสั่งผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 สั่งการเรื่องการลงทัณฑ์ทหารที่กระทำความผิด การปรับปรุงวินัย และการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งป้องกันการบาดเจ็บทางร่างกายหรือการสูญเสียอันไม่พึงประสงค์

สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ ได้แก่ แนวทางการลงทัณฑ์และลงโทษด้วยการออกกำลังกาย และข้อห้ามในการลงทัณฑ์ เช่น ห้ามทำร้ายหรือการทรมานร่างกายทหารใหม่โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการ

ทุบ ตี ตบ เตะ ต่อย ใช้ของแข็งกระแทกตัว ใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อนจี้ที่เนื้อตัวร่างกาย การคลุมศีรษะด้วยสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ขาดหายใจเป็นระยะ เป็นต้น ตลอดจนการกำหนดตัวผู้มีอำนาจในการสั่งลงโทษ ที่ต้องเป็นครูนายสิบที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับหมู่ฝึกของทหารใหม่ผู้นั้นขึ้นไป อีกทั้งการลงทัณฑ์และการลงโทษใดๆ จะต้องไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวผู้ที่ถูกลงทัณฑ์หรือลงโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลุกลามบานปลายจนเป็นการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

กิตติธร เวียงบรรพต (เสียชีวิต: กรกฎาคม 2566)

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่เดือนหลังมีคำสั่ง ผบ.ทบ. ก็เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจขึ้น คือการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตจากอาการป่วยหนักหลังเข้ารับการฝึกทหารใหม่ คำให้การของครอบครัวกิตติธร ระบุว่า ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 กิตติธรและเพื่อนทหารเกณฑ์ถูกลงโทษแบบเหมารวม หรือที่ทหารเรียกว่ารวมการ โดยถูกสั่งให้นอนคว่ำหน้าแช่น้ำในสนามหญ้าเป็นเวลานาน วิ่งกอดคอแล้วเอาหน้าอกไถลไปกับพื้นที่มีน้ำ ทำท่าโหม่งโลก เป็นเวลาราว 3 ชม. แล้วให้ไปล้างตัวที่สระน้ำด้านหลังห้องน้ำ ซึ่งเป็นน้ำสกปรก แล้วกลับมานอนทั้งชุดโดยไม่ให้เปลี่ยนเป็นชุดนอน นอนในเต็นท์เปล่า ไม่มีผ้าห่ม และในคืนนั้นมีฝนตก อากาศหนาวเย็น ทำให้กิตติธรมีอาการป่วยหนักในเวลาต่อมา และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

จนกระทั่งประมาณวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2566 อาการป่วยของกิตติธรหนักกว่าเดิม จนต้องเข้ารับการตรวจร่างกาย ที่ห้องเสนารักษ์ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ต่อมาในวันที่ 14 กรกฎาคม ญาติได้เดินทางมาพบ เห็นว่ากิตติธรมีอาการตัวเหลือง ซีด คล้ายคนป่วยหนัก จึงได้ขออนุญาตครูฝึกไปเข้ารับการรักษาในเช้าวันดังกล่าว แต่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งถึงเวลาช่วงเย็น ญาติและครอบครัวได้รับอนุญาตให้นำตัวกิตติธรออกจากค่ายได้ ด้วยญาติเห็นอาการของกิตติธรที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างมาก จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลค่าย โดยเขามีอาการอาเจียน ตัวเหลือง ไม่มีแรง ปัสสาวะเป็นเลือด มีไข้ขึ้นสูงต่อเนื่อง และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 จากการติดเชื้อในกระแสเลือด ความเห็นของแพทย์ระบุว่า เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า โรคไข้ดิน เชื้อดังกล่าวสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านทางผิวหนังที่สัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็นต้องผ่านบาดแผลที่ผิวหนังที่มองเห็นได้

วรปรัชญ์ พัดมาสกุล (เสียชีวิต: สิงหาคม 2567)

อีกหนึ่งกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ที่สังคมจับตามอง คือกรณีของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ที่เสียชีวิตในวัยเพียง 18 ปีเศษ หลังจากการสมัครเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ด้วยอาการสมองตาย จากการกระทำทรมานโดยครูฝึกของหน่วยฝึกทหารใหม่ และทหารกองประจำการที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยครูฝึก

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ในค่ายทหารที่จังหวัดชลบุรี วรปรัชญ์ต้องเผชิญกับการรุมทำร้ายร่างกายโดยครูฝึกและรุ่นพี่อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดอ้างว่าเป็นเพราะวรปรัชญ์ไม่สามารถทำการฝึกเหมือนเพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นๆ การทำร้ายร่างกายมีตั้งแต่การตบ เตะ ต่อย กระทืบ ใช้ไม้ขนาดใหญ่ตีศีรษะและตามร่างกาย ไปจนถึงการเทน้ำจากถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร กรอกใส่ปาก จมูก และใบหน้าอย่างต่อเนื่องจนสำลักน้ำ และแม้เขาจะบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าพักในห้องพยาบาล แต่ครูฝึกและรุ่นพี่ก็ยังคงตามไปทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง สุดท้าย วรปรัชญ์ช็อก หมดสติ จึงถูกปั๊มหัวใจและนำตัวไปโรงพยาบาลค่าย

ความเห็นของแพทย์ระบุว่า วรปรัชญ์ไม่มีชีพจร ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกายและศีรษะหลายแห่ง กระดูกซี่โครงหัก มีน้ำในปอด และเมื่อได้รับการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลของจังหวัด แพทย์ลงความเห็นว่านอกจากบาดแผลถลอกและฟกช้ำตามร่างกายและศีรษะหลายแห่ง ยังมีอาการสมองขาดเลือด สมองฟกช้ำ กระดูกหักหลายจุด มีลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดทั้งสองข้าง ก่อนจะย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567

คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1379/2567: มาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร

15 พฤศจิกายน 2567 มีการออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1379/2567 เรื่องมาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ซึ่งนอกจากจะย้ำเตือนข้อห้ามมิให้การกระทำความรุนแรงต่างๆ หรือการกระทำอย่างใดที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ยังมีการกำหนดมาตรการในขณะที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ได้แก่

  • ผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่มีอาวุโสมากกว่า หรือเทียบเท่าผู้กระทำความผิด ให้ห้ามปรามพฤติกรรมนั้น และรายงานผู้บังคับบัญชาโดยด่วน รวมถึงอาจแจ้งบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุ
  • ผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่มีอาวุโสน้อยกว่าผู้กระทำผิด หรืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจห้ามปรามพฤติกรรมนั้นได้ ให้รีบรายงานผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยด่วน รวมถึงอาจแจ้งบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุ
  • หากไม่ดำเนินการตามที่กำหนดให้ถือว่ากระทำความผิดวินัยหรืออาจเข้าข่ายเป็นตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด จะต้องถูกดำเนินการตามมาตรการทางปกครองตามความเหมาะสม
  • ผู้บังคับบัญชา เมื่อรับทราบหรือได้รับรายงาน ต้องระงับการกระทำความผิดนั้นทันที และรายงานเหตุการณ์ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและเหล่าทัพโดยด่วนที่สุด

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อผู้กระทำความผิด ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และดำเนินการสั่งพักราชการ หากผลสอบสวนเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ปลดออกจากราชการและถอดยศทหาร พร้อมดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ในหมวดความผิดต่อชีวิต หรือหมวดความผิดต่อร่างกาย หากเป็นการกระทำความผิดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ให้ดำเนินคดีอาญาทหารตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 50 พร้อมเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่ง รวมทั้งดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ตามมาตรา 5 ประกอบมาตรา 35 หรือตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 36 

หากผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิดมิได้ห้ามปราม ระงับการกระทำความผิด ให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัย และหากผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 42

สำหรับมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยา คำสั่งกระทรวงกลาโหมฉบับนี้ระบุว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาโดยเร็ว ไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลายที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวงกลาโหม ชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้เสียหาย ครอบครัว สังคม รวมทั้งรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจนการดำเนินการแล้วเสร็จ ดูแลรักษาพยาบาลผู้เสียหาย ทั้งร่างกายและจิตใจ และพิจารณาจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าทำขวัญ และให้การช่วยเหลืออื่นๆ แก่ผู้เสียหายหรือทายาทอันชอบธรรมของผู้เสียหาย

กิตติธร-วรปรัชญ์: ความเหมือนและความต่างภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

การเสียชีวิตของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต และพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและลดทอนความเป็นมนุษย์ในค่ายทหาร โดยทหารที่อาวุโสและมีอำนาจมากกว่า ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีกรณีการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์จากการฝึกและลงโทษที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและลดทอนความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบจะทุกปี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝังรากลึกในกองทัพ รวมทั้งการเพิกเฉยต่อการใช้ความรุนแรง จนนำไปสู่การสูญเสีย และปัญหาก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข 

ยิ่งกว่านั้น กรณีการเสียชีวิตของพลทหารกิตติธรและพลทหารวรปรัชญ์ยังเกิดขึ้นภายหลังการออกกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และคำสั่งของ ผบ.ทบ. เรื่องการลงโทษและการปรับปรุงวินัย ซึ่งอาจมองได้ว่า แม้จะมีการกำหนดระเบียบให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ แต่กลับไม่สามารถกำกับดูแลบุคลากรให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ได้ อีกทั้งในสองกรณีนี้ แม้จะสามารถดำเนินคดีผู้ละเมิด ซึ่งได้แก่ ครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึก แต่ผู้บังคับบัญชาซึ่งต้องมีความรับผิดรับชอบในคดีนี้ กลับไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด

ในแง่ของการเยียวยา กรณีของกิตติธรและวรปรัชญ์มีเพียงการเยียวยาจากรัฐในรูปแบบเงินชดเชยเยียวยา โดยกรณีของกิตติธร ถือเป็นการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม ได้รับเงินชดเชยเยียวยา 250,000 บาท ส่วนกรณีของวรปรัชญ์เป็นความผิดฐานทรมาน ได้รับเงินชดเชยเยียวยา 500,000 บาท ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 ส่วนการเยียวยาทางด้านจิตใจหรือการฟื้นฟูให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้กลับมาดำเนินชีวิตในสภาพเดิมให้มากที่สุดนั้นยังไม่ปรากฏแนวทางแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกรณีการเสียชีวิตของกิตติธรและวรปรัชญ์กลับเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในแง่ของความรวดเร็วในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ไปจนถึงขั้นตอนการพิพากษาคดี ดังจะเห็นได้จากคดีของวรปรัชญ์ ที่เริ่มจากการเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน 2567 และมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้น คือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 ซึ่งเป็นศาลพลเรือน ให้ลงโทษจำเลยทั้ง 13 คน ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ปี / จำเลยที่ 2 จำนวน 15 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 – 13 จำนวนคนละ 10 ปี ศาลมีคำพิพากษาในเดือนพฤษภาคม 2568 รวมระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้นราว 1 ปี และนับเป็นคดีแรกที่จำเลยได้รับการลงโทษตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

ในทางกลับกัน แม้กรณีของกิตติธรจะนับเป็นคดีแรกที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมาน-อุ้มหาย จ.เชียงราย ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ สืบสวนสอบสวน และสั่งฟ้องครูฝึกผู้ละเมิดทั้งสองคนด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 แต่กลับสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างล่าช้ากว่ากรณีของวรปรัชญ์ 

เพราะนับตั้งแต่คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จำเลยทั้งสองกลับดูเหมือนมีท่าทีและมีความพยายามในการประวิงคดีให้ช้าลง โดยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ ที่กำหนดให้ศาลทหารมีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว ตามด้วยการยื่นคำร้องขอวินิจฉัยเขตอำนาจ และคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดหรือแย้งตามมาตรา 212 

ด้วยเหตุนี้ ในเดือนธันวาคม 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จึงได้ทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจ ส่งไปที่ศาลทหาร และรอความเห็นจากศาลทหารว่าคดีดังกล่าวอยู่ในการดูแลของศาลทหารหรือไม่ หากทั้งสองศาลเห็นตรงกัน การพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลจะยุติ ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป หากความเห็นของทั้งสองศาลไม่ตรงกัน สำนวนคดีนี้และความเห็นของทั้งสองศาล จะถูกส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 199 พิจารณา คำสั่งของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในการฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กลับต้องเลื่อนไปถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ผู้รับผิดชอบคดีนี้แจ้งว่าคำสั่งของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ยังไม่ได้ส่งกลับมาที่ศาลคดีนี้ จึงขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปอีก 2  เดือน เพื่อรอให้คณะกรรมการทำคำวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และต่อมา เมื่อครบกำหนด 2 เดือน ในเดือนกันยายน 2568 คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาลยังไม่ได้นำส่งคำสั่งมายังศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ให้เลื่อนนัดออกไปอีกเป็นวันที่ 20 ตุลาคม 2568

การหยิบยกประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาล นอกจากจะทำให้การพิจารณาคดีล่าช้าแล้ว ยังอาจสะท้อนถึงความพยายามในการดึงเอาคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลทหารแทนศาลพลเรือน เพื่อประโยชน์ของจำเลย เนื่องจากสำหรับศาลทหาร อัยการผู้สั่งฟ้องไม่ใช่พนักงานอัยการ (ประชาชนทั่วไป) ภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุด แต่เป็นอัยการทหาร (ทหาร) ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมส่วนผู้พิพากษาทั้งสามคน เป็นนายทหารยศสูง ที่มีทั้งผู้ที่จบการศึกษาด้านกฎหมาย และผู้ที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านกฎหมาย ซึ่งตุลาการศาลทหารก็สังกัดภายใต้กระทรวงกลาโหมเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าทั้งผู้ที่สั่งฟ้องและผู้พิพากษาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น จึงอาจนำไปสู่คำถามถึงความโปร่งใสในการรเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่เป็นทหารด้วยกัน นอกจากนี้ เนื่องจากศาลทหารตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของทหาร หรือค่ายทหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าตรวจสอบว่าจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับการลงโทษจริงหรือไม่

การนำคดีขึ้นสู่ศาลทหารไม่เพียงแต่เอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียและนำไปสู่ความไม่เป็นอิสระและความไม่โปร่งใสในการพิจารณาคดี ซึ่งสร้างความอยุติธรรมต่อผู้เสียหายที่เป็นพลเรือนอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียหายจะไม่สามารถแต่งตั้งทนายความเพื่อสู้คดีในศาลทหารได้ หมายความว่า ไม่ได้มีสถานะเป็น “ผู้เสียหาย” ในคดี ทำให้ไม่สามารถโต้แย้งหรือแก้ไขคำฟ้องให้โทษหนักขึ้นในสำนวนของอัยการทหารได้ รวมทั้งไม่สามารถโต้แย้งหรือขอให้ตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส เรื่องการทำหน้าที่ในศาลได้ เพราะอาจนำไปสู่ข้อหาละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ ในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลทหาร จะต้องขึ้นอยู่กับอัยการทหารว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หรือหากเป็นศาลทหารในพื้นที่ความมั่นคง (พื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ) ซึ่งมีเพียงชั้นเดียว ผู้เสียหายจะไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้เลย แน่นอนว่า นี่คือความอยุติธรรม เพราะขณะที่ฝ่ายจำเลยมีอำนาจเต็มที่ในการสู้คดี แต่ฝ่ายโจทก์หรือผู้เสียหายกลับไม่มีสิทธิใดในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเลย

นอกจากนี้ ในกรณีของพลทหารกิตติธร ความล่าช้าของคดียังอยู่ที่ระยะเวลาในการรอฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล การเลื่อนนัดฟังคำวินิจฉัยถึง 2 ครั้ง จากระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพ สร้างภาระให้แก่ผู้เสียหายที่ต้องลางาน ขาดรายได้ และเสียค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยในการเดินทางมารอฟังคำวินิจฉัยที่ศาล รวมทั้งสร้างความผิดหวังและส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหาย ยิ่งกว่านั้น การที่คดีอาญายังไม่สามารถนัดฟังีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งได้ ทำให้การฟ้องเรียกค่าเสียหายต้องยืดระยะเวลาออกไป สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบให้แก่ผู้เสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและทางจิตใจ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินชีวิตหรือวางแผนอนาคตต่อไปได้ เพราะคดีความยังไม่จบสิ้น

กองทัพจริงใจแค่ไหนในการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิทหารเกณฑ์

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การไม่สามารถนำตัวผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์มาดำเนินคดี และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าจากเทคนิคทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำความผิด นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความจริงใจของกองทัพในการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์ เพราะกระดุมเม็ดแรกอย่างการลงโทษผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดยังไม่สามารถกระทำได้อย่างสมบูรณ์ และแม้จะพบตัวผู้กระทำความผิด ก็กลับมีความพยายามที่จะชะลอคดีให้ล่าช้า และทำให้คดีกลับเข้าไปอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลย ดังกรณีของพลทหารกิตติธร

ในแง่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อพิจารณาจากกรณีการใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทหารเกณฑ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน ก็อาจตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากองทัพมีเจตจำนงหรือความพยายามมากน้อยแค่ไหนในการแก้ปัญหา ทั้งเรื่องวัฒนธรรมอำนาจนิยม วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และความเข้าใจในประเด็นสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ระบุว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาโดยเร็ว ไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลาย “ที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวงกลาโหม” จึงอาจสรุปได้ว่า เป้าหมายหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ คือ “ภาพลักษณ์” ของกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่สวัสดิภาพของทหารเกณฑ์ที่ถูกตรวจเลือกมาเพื่อ “รับใช้ชาติ”

เมื่อกระดุมเม็ดแรกที่ติดไม่ใช่สิทธิขั้นพื้นฐานของทหารเกณฑ์ การติดกระดุมเม็ดต่อมาจึงผิดพลาดจนไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง และนั่นหมายความว่าความยุติธรรมจึงอาจยังมาไม่ถึงทหารเกณฑ์ตัวเล็กตัวน้อยในเร็ววันนี้ 

หยุดถอดบทเรียนและลงมือแก้ปัญหา

สำหรับข้อเสนอแนะและแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับทหารเกณฑ์ ได้แก่

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับพยาน ผู้พบเห็นเหตุการณ์การทำละเมิด มีมาตรการคุ้มครองพยาน ให้ได้รับความปลอดภัยและมีความกล้าที่จะให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง
  • ลงโทษผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับกรณีอื่นๆ
  • เปิดพื้นที่การฝึกของกองทัพ ให้มีการตรวจสอบ แสดงความสุจริตใจ ความโปร่งใส โดยติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือเมื่อมีเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เกิดขึ้น ต้องให้ความร่วมมือในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดจริงมาลงโทษ ส่งมอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ ตรวจสอบ เนื่องจากที่ผ่านมาในหลายกรณี หากไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ก็จะไม่มีผู้ใดรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นภายในค่ายทหาร แม้แต่ครอบครัวของทหารเกณฑ์ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างการฝึก นอกจากนี้ เมื่ออยู่ระหว่างการฝึกในค่าย ผู้ที่ถูกกระทำการละเมิดต้องมีสิทธิแจ้งให้คนภายนอกรับทราบ เพื่อให้นำไปสู่การปกป้องคุ้มครอง และการเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

Author

  • บรรณาธิการและนักเขียนผู้เชื่อในสิทธิเสรีภาพและพลังของการเล่าเรื่อง มีดนตรีเมทัลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และกาแฟเป็นอาหารหลัก

    View all posts