ศาลอาญายกคำร้อง ผอ. ผสานวัฒนธรรม ขอให้ไต่สวนกรณีส่งตัวผู้ต้องขัง ไผ่ – ครูใหญ่ กรณีปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างเดินทางไม่ให้เข้าห้องน้ำตลอด 8 ชั่วโมง ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยืนยันเป็นบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ช่วงบ่าย ศาลอาญายกคำร้องขอให้ไต่สวนกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังของผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (ผู้ร้อง) ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนโดยพลันเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำหากมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกอุ้มหาย ตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทั้งนี้ ผู้ร้องได้ยืนยันในคำร้องว่าตนเป็็นบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย ตามมาตรา 26 (6) ของกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในคำสั่งยกคำร้อง ศาลอาญาสั่งว่าผู้ร้องไม่เป็นผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสีย โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าตนเป็นบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย  ด้านผู้ร้องยืนยันว่าตนเป็นบุคคลเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย และคำร้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  โดยจะเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

สืบเนื่องจากเช้าวันเดียวกัน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ได้เดินทางไปยังศาลอาญา เพื่อยื่นคำร้องขอศาลอาญาไต่สวนโดยพลันตามมาตรา 26 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กรณีได้พบว่าผู้เสียหาย คือ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมภาคอีสาน ได้ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมฯ  จากการที่ไม่สามารถขอเข้าห้องน้ำที่เรือนจำจังหวัดชัยภูมิ ระหว่างการส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียวมายังศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อมารับฟังการสืบพยานในฐานะจำเลยที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แม้ทั้งสองเห็นว่าน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทางเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เข้าห้องน้ำในพื้นที่ของกรมราชทัณฑ์เองได้ แต่ผู้คุมกลับปฏิเสธและให้ผู้ต้องขังปัสสาวะภายในรถกระบะของกรมราชทัณฑ์ โดยการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง เป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร 

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาได้ยกคำร้องขอให้ไต่สวนการกระทำที่โหดร้ายฯ เนื่องจากพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 26 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ ให้ยกคำร้อง

พรเพ็ญ ได้ให้ความเห็นหลังจากการยื่นคำร้องในวันนี้ว่า “ผู้เสียหายหรือผู้ต้องขัง ที่ถูกละเมิดสิทธิตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ  มักอยู่ในสภาพเหมือนลูกไก่ในกำมือ อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ มาตรา26 (6) “บุคคลเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย” จึงกำหนดขึ้นเพื่อให้เกิดการร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังที่ถูกทรมานหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที และให้ศาลมีหน้าที่ไต่สวนเพื่อคุ้มครองและป้องกันการทรมานฯ อย่างไรก็ตาม จะเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป” 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจจับตากรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะสามารถใช้บังคับได้จริง และ มาตรา26 จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เป็นมาตรการในการป้องกันเพื่อยุติการกระทำทรมานฯ ใดๆ ได้โดยพลัน โดยให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการในการช่วยทำหน้าที่ตรวจสอบและปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 

อีกทั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญไทยได้ประกันสิทธิเสรีภาพของทุกบุคคลตามมาตรา 28 ที่ระบุว่า  “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย” และมาตรา 29 “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”  เพราะการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความสามารถของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรรม ในการคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ให้สังคมถูกปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม และเคารพสิทธิมนุษยชนได้โดยแท้จริง

Author