23  ก.ย. 68  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าให้ข้อเท็จจริงต่ออัยการ สนง. อัยการสูงสุด ตลิ่งชัน กรณีครูสั่งให้นักเรียนลุกนั่งกว่า 200 ครั้ง จนกล้ามเนื้อสลาย

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้แจ้งเหตุการกระทำทรมาน ได้เข้าให้การต่อพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 5 สำนักงานอัยการสูงสุด ตลิ่งชัน กรณีนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกครูลงโทษโดยวิธีการให้ลุกนั่ง จำนวน 200 ครั้งติดต่อกัน จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย เซลล์กล้ามเนื้อตาย และของเสียในเซลล์ออกมาสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไตวาย 

ในครั้งนี้ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ได้เน้นย้ำว่าครูหรือข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจจากรัฐ ซึ่งได้ใช้อำนาจนี้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อนักเรียน โดยการลงโทษให้ลุกนั่งถึง 200 ครั้งติดต่อกัน ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง จึงมีลักษณะเป็นการลงโทษที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 5 ฐานกระทำทรมาน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 

นอกจากนี้ หลักการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังสอดคล้องกันอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน คือการห้ามทรมานเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ แม้จะระบุว่ามีการสอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมายแล้วนั้น มูลนิธิฯ เห็นว่า การสืบสวนสอบสวนของพนักงานอัยการในประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยเรื่องความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาของครูที่กระทำผิด ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำผิดดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อครูที่กระทำผิด เพื่อยืนยันหลักการ “ห้ามทรมานโดยเด็ดขาด” มาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อัยการได้ชี้แจงว่า ทางอัยการศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ได้ทำหนังสือขอให้สำนักงานศึกษาธิการกรุงเทพมหานคร เขต 1 ชี้แจงถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา หลังจากนี้จะทำหนังสือทวงถามอีกครั้ง หากไม่ได้รับคำตอบอีก จำเป็นต้องเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้การต่อพนักงานอัยการศูนย์ป้องกันการทรมานฯ ต่อไป 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ระบุว่า การสืบสวนสอบสวนให้รอบด้าน ทั้งสอบพยานบุคคลว่าคำสั่งลงโทษลักษณะเดียวกันนี้เคยนำมาใช้กับนักเรียนคนอื่นก่อนหน้านี้หรือไม่ ถือว่ามีความจำเป็น เนื่องจากจะเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการสรุปความเห็นของอัยการตามคำร้องนี้ว่าเป็นการทรมานหรือไม่และผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดหรือไม่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้แจ้งเหตุการณ์การทรมาน ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ถึงพนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ สำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Drama-addict โพสต์เรื่องเตือนภัยจากแพทย์ กรณีที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พร้อมภาพประกอบเป็นภาพถุงปัสสาวะเป็นสีโค้ก และประวัติการรักษา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นักเรียนคนดังกล่าวถูกครูคนหนึ่งลงโทษ เพราะทำการบ้านส่งไม่ตรงเวลา โดยสั่งให้นักเรียนคนนี้ลุกนั่ง 200 ครั้งติดต่อกัน ทำให้นักเรียนมีอาการปวดขา 3 – 4 วันติดต่อกัน ต่อมานักเรียนมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนโค้ก จึงรีบมาโรงพยาบาลทันที ต่อมาว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ กพฐ. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ครูที่ลงโทษเด็กนักเรียน เป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (สพม.กทม. 1) ของ สพฐ. จึงได้สั่งการให้ ผอ.กพฐ.กทม. 1 สอบสวนและลงโทษตามระเบียบกฎหมาย 

คดีนี้จะเป็นคดีแรกที่จะมีการวินิจฉัยความต่างระหว่าง “การทรมาน” และ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม” ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยใช้เกณฑ์เรื่อง “ความรุนแรงของความทุกข์ทรมาน” เป็นตัวกำหนด รวมทั้งการวินิจฉัยเรื่องความรับผิดของผู้บังคับบัญชา อีกทั้งเพื่อการพัฒนากฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา นอกจากนี้ กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาการเยียวยาตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วงเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามการทำงานสืบสวนสอบสวนของพนักงานอัยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ หรือไม่ และหากพบว่าเป็นการกระทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์การลงโทษนักเรียนที่เกินกว่าเหตุ และให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาตามกฎหมายต่อไป

Author