ผสานวัฒนธรรมร้องศูนย์ป้องกันการทรมานฯ กรณีชาวบ้านกะเหรี่ยงถูกอุ้ม-ฆ่า อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. ทรมานฯ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568  พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีมีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ถูกอุ้มหายไปนาน 2 เดือน จนกระทั่งถูกพบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอย่างทารุณโหดร้าย ซึ่งมีข้อสังเกตุและข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มูลนิธิได้ร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงยุติธรรม, พนักงานอัยการ ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ อำเภอฮอด  จังหวัดเชียงใหม่  ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียหายได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตและได้รับความเป็นธรรม

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 – 9 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับข้อร้องเรียนจากผู้นำเครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ว่ามีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชื่อนายดีแข ยศยิ่งยืนยง ถูกบังคับให้สูญหายไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568  โดยระหว่างการติดตามค้นหาตัวนายดีแข ครอบครัวได้ทราบข้อเท็จจริงว่าในวันดังกล่าว มีชาวบ้านพบเห็นว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 6 คน ได้จับกุมตัวนายดีแขไปพร้อมกับเพื่อน 1 คน จากนั้นนายดีแขได้หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน  ต่อมามีผู้พบร่างของนายดีแขในป่าเขตพื้นที่ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยสภาพศพน่าสงสัยว่าจะมีการกระทำที่เป็นการทรมานและปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปอหลวงจึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานและแพทย์ร่วมชันสูตรพลิกศพ โดยได้นำส่งร่างไปผ่าชันสูตรที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

มูลนิธิฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติพอสมควรแล้วว่า ในระหว่างการติดตามหาตัวของนายดีแข และพบว่าถูกฆาตกรรมอย่างทารุณโหดร้าย พร้อมปิดบังอำพราง หรือซ่อนเร้นศพนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องกับการจับกุมและควบคุมตัวไป โดยอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกระทั่งพบเป็นศพ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวยังมีพฤติกรรมที่ต้องการปกปิดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับนายดีแข โดยการเข้ามาพบพูดคุยเจรจาและนำเงินมามอบให้เพื่อไม่ให้ครอบครัวของนายดีแขดำเนินคดีตามหาผู้กระทำความผิด ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างมาก มูลนิธิจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายกระทำผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย ตามมาตรา 7 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. 2565 จึงได้ร้องเรียนขอให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องใช้กลไกตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคมโดยรวม ดังนั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึง ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามกรณีดังกล่าวและจับตามองการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ฉบับนี้ ว่าจะสามารถทำให้ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ รวมทั้งสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  ค้นหาความจริงให้ญาติได้ทราบถึงชะตากรรมและผู้กระทำความผิดและได้รับความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง และเหนือสิ่งอื่นใด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงได้ในที่สุด

Author